ด้วยการผสมผสานระหว่างโบนัสเงินสด สิทธิ์ซื้อหุ้น และกลยุทธ์ทางการเงินเชิงรุก AutoZone ไม่เพียงปลุกปั้นให้ผู้ก่อตั้งก้าวขึ้นสู่ทำเนียบเศรษฐีพันล้าน แต่ยังเปลี่ยนพนักงานนับพันให้กลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ ทว่าคำถามสำคัญ ณ ตอนนี้คือ หุ้นที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจะยังคงรักษาความสำเร็จไว้ได้หรือไม่ เมื่อวันนี้บริษัทต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากคู่แข่งหน้าใหม่และฐานลูกค้าซ่อมรถด้วยตัวเองที่หดตัวลง
Phil Daniele ยังทำงานอยู่ในเครือขายอะไหล่รถยนต์ท้องถิ่นเมื่อ AutoZone เข้าบุกตลาด Jacksonville รัฐ Florida ในปี 1986 โดย Daniele เข้าสู่วงการนี้ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม ทำงานจัดเรียงสินค้าเพื่อหาเลี้ยงตัวเองจนจบมหาวิทยาลัย เขาย้ายไปร่วมงานกับ AutoZone ในปี 1993 ในตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัด เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเขาได้รับมอบหมายให้บริหารร้านของตนเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางกว่า 3 ทศวรรษในองค์กรที่เขาไต่เต้าผ่านมา 10 กว่าตำแหน่งต่างๆ “ผมไม่ใช่คนพิเศษอะไร ถ้าคุณดูทีมผู้บริหารของเราจะเห็นว่ารองกรรมการผู้จัดการใหญ่หลายคนก็เริ่มจากพนักงานรายชั่วโมงในร้านเช่นเดียวกัน” Daniele วัย 56 ปี ซึ่งปัจจุบันนั่งในตำแหน่ง CEO ของ AutoZone กล่าว
ปัจจุบัน AutoZone ซึ่งมีสโลแกนติดหูจากโฆษณาทางวิทยุว่า “Get in the zone, AutoZone” มีพนักงานราว 126,000 คนในกว่า 6,500 สาขาทั่วสหรัฐฯ และอีกเกือบ 1,000 สาขาในเม็กซิโกและบราซิล ร้านค้าปลีกแห่งนี้จำหน่ายสินค้าครอบคลุมตั้งแต่น้ำมันเครื่อง น้ำยาทำความสะอาดเบาะ ไปจนถึงอะไหล่เฉพาะรุ่นสำหรับรถยนต์แทบทุกยี่ห้อ ในปี 2024 บริษัทมีรายได้ 1.85 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้มูลค่าประเมินอยู่ที่ราว 7 หมื่นล้านเหรียญ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
หุ้นของ AutoZone ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 21% ซึ่งสูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่ปีละ 11% ในช่วงเวลาเดียวกัน (รวมเงินปันผลที่นำกลับมาลงทุน) AutoZone สร้างผลตอบแทนอันงดงามด้วยตัวเลข 9 หลักให้แก่ผู้ลงทุนดั้งเดิมอย่าง KKR บริษัทด้านการลงทุนหุ้นนอกตลาด Eddie Lampert เศรษฐีพันล้านเฮดจ์ฟันด์ และ Pitt Hyde ผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ในปี 1996
“ผมนึกเสียใจอยู่ที่ขายหุ้นออกไป นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่” Hyde วัย 82 ปี ซึ่งปัจจุบันมีทรัพย์สินราว 2 พันล้านเหรียญกล่าวอย่างติดตลก เขาขายหุ้นส่วนใหญ่ของ AutoZone ไปในช่วงทศวรรษที่ 1990 หากเขายังถือครองหุ้นไว้จนถึงวันนี้ทรัพย์สินของเขาจะมีมูลค่าสูงกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ
แต่ไม่ใช่เพียงนักลงทุนหรือผู้บริหารระดับสูงของ AutoZone เท่านั้นที่ร่ำรวย และสิ่งนี้คือ “เคล็ดลับความสำเร็จ” ที่แท้จริงของบริษัท ด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนที่เปิดโอกาสให้พนักงานมีสิทธิ์ซื้อหุ้นของบริษัททำให้พนักงานระดับทั่วไปจำนวนมากร่ำรวยเกินกว่าที่เคยวาดฝันไว้ Hyde ระบุว่า พนักงานมากกว่า 4,000 คนของ AutoZone ได้กลายเป็นเศรษฐีจากการถือหุ้น AutoZone หลายคนเริ่มจากตำแหน่งพนักงานรายชั่วโมงหรือผู้จัดการร้านในยุค 1980 และ 1990 เช่นเดียวกับ Daniele
“โครงสร้างค่าตอบแทนของเราเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ” Bill Rhodes ประธานกรรมการซึ่งอยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2007 และเคยนั่งเก้าอี้ CEO และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ AutoZone ช่วงปี 2005-2023 กล่าว “มีเพียงไม่กี่บริษัทที่ยังคงให้สิทธิพนักงานซื้อหุ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจระยะยาวเต็มรูปแบบ แต่นี่คือสิ่งที่เรายึดมั่นและมอบให้กับทีมผู้บริหารระดับสูงของเรา”
การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีในปี 2006 กำหนดให้บริษัทต้องบันทึกสิทธิซื้อหุ้นเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ส่งผลให้หลายบริษัทใหญ่ในดัชนี S&P 500 หันมาใช้ระบบค่าตอบแทนแบบมีเงื่อนไขด้านระยะเวลาการทำงานหรือผลการปฏิบัติงานโดยไม่กำหนดราคาซื้อขาย แทนการให้สิทธิซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ AutoZone กลับเดินสวนทางด้วยการคงระบบเดิมตลอด 25 ปีที่ผ่านมาโดยมอบสิทธิซื้อหุ้นให้พนักงานที่เข้าเงื่อนไข คิดเป็นสัดส่วนราว 0.9% ของหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด นอกจากนี้ ผู้บริหารยังสามารถเลือกรับหุ้น AutoZone แทนค่าตอบแทนประจำปีได้ถึง 25% “พนักงานของเราชอบความเสี่ยง พวกเขาต้องการโอกาสในการสร้างผลตอบแทนทวีคูณจากสิทธิซื้อหุ้น” Rhods กล่าว ทั้งนี้เขาสามารถทำกำไรได้มากกว่า 500 ล้านเหรียญจากการใช้สิทธิและขายหุ้นออกไป (ก่อนหักภาษี)
เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น AutoZone เริ่มจำกัดสิทธิ์การให้หุ้นออปชั่นเฉพาะพนักงานระดับบริหารราว 400 คน จากเดิมที่เคยเปิดกว้างให้พนักงานมากกว่า 38,000 คนในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ปัจจุบันพนักงานหน้าร้านซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนยอดขายจะได้รับแรงจูงใจในรูปแบบโบนัสเงินสดตามผลงาน เช่น ต้องกล่าวทักทายและสอบถามความต้องการลูกค้าภายใน 30 วินาทีหลังเข้าร้าน ให้บริการพื้นฐานต่างๆ เช่น เปลี่ยนแบตเตอรี่หรือติดตั้งใบปัดน้ำฝนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่หน้าร้าน หากทำได้ตามเป้าและมียอดขายเพิ่มขึ้น พวกเขาก็จะได้รับโบนัส หรือในบางกรณีได้เลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งหมายถึงสิทธิในการซื้อหุ้นที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถเข้าร่วมแผนซื้อหุ้นของบริษัทด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 15,000 เหรียญ โดยได้รับส่วนลด 15% จากราคาตลาด จุดประสงค์ก็คือ เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมในอนาคตของบริษัท รู้สึกเป็นเจ้าของ และมีแรงผลักดันที่จะขาย ขาย และขาย
อีกด้านหนึ่ง AutoZone ยึดคติประจำองค์กรที่ชัดเจนสำหรับการซื้อ ซื้อ และซื้อหุ้นคืน นับตั้งแต่ปี 1998 จนถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2025 บริษัทดำเนินการซื้อหุ้นคืนไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 3.8 หมื่นล้านเหรียญ ทำให้จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดลดลงมากกว่า 90% จาก 152 ล้านหุ้น เหลือ เพียง 16.7 ล้านหุ้น ณ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (ทั้งนี้ ปี 1998 ยังเป็นปีที่บริษัทเริ่มจำกัดสิทธิซื้อหุ้นออปชั่นของพนักงาน) ตลอดระยะเวลาดังกล่าวบริษัทซื้อหุ้นคืนรวม 155.5 ล้านหุ้น ซึ่งมากกว่าจำนวนหุ้นดั้งเดิม 152 ล้านหุ้นที่ออกจำหน่าย ตัวเลขที่ดูเหลือเชื่อแต่เกิดขึ้นจริงเพราะการใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นของพนักงานและการออกหุ้นใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน
รูปแบบธุรกิจของ AutoZone พิสูจน์แล้วว่ามีความยั่งยืน สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขกำไรที่ขยับขึ้นในทิศทางบวกตลอดหลายทศวรรษ นับตั้งแต่ปี 1987 รายได้ของบริษัทเติบโตทุกปี (เฉลี่ยปีละ 11.5%) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (3.3 พันล้านเหรียญในปี 2024) และกำไรสุทธิ (2.6 พันล้านเหรียญในปี 2024) เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี ยกเว้นเพียง 3 ปีในช่วงดังกล่าว บริษัทมีวินัยทางการเงินสูงในด้านการลงทุน โดยเลือกเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปและยั่งยืนมากกว่าเสี่ยงเร่งขยายธุรกิจจนล้มเหลว อีกทั้งอุตสาหกรรมอะไหล่รถยนต์ยังมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะเจ้าของรถยนต์ที่ประสบปัญหาการเงินมักเลือกที่จะซ่อมรถเก่ามากกว่าถอยรถใหม่
อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อน AutoZone จำเป็นต้องคงอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน AutoZone มีหนี้สินระยะยาวราว 9 พันล้านเหรียญ ซึ่งหมายถึงภาระดอกเบี้ย (450 ล้านเหรียญในปี 2024) ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเดินหน้าซื้อหุ้นคืนในอัตราที่สูงขึ้น โดยในช่วงปี 2021-2024 บริษัทใช้เงินซื้อหุ้นคืนเฉลี่ยปีละ 3.6 พันล้านเหรียญ เทียบกับปีละประมาณ 1.2 พันล้านเหรียญในช่วงทศวรรษก่อนหน้า
ปัญหาท้าทายที่สุดสำหรับบริษัทในตอนนี้คือ แรงกดดันจากปัจจัยมหภาค หนึ่งในนั้นคือ การหดตัวของกลุ่มลูกค้าที่นิยมซ่อมรถด้วยตัวเองที่มักแวะเข้าร้าน AutoZone เพื่อพูดคุยกับพนักงานที่กระตือรือร้น “ลูกค้ากลุ่มนี้กำลังจะหายไป” Phillip Blee นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภคจาก William Blair กล่าว ในปี 1990 ชาวอเมริกันมากกว่าครึ่งยังคงซ่อมรถเอง แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1 ใน 5 ของตลาดอะไหล่รถยนต์ที่มีมูลค่า 4 แสนล้านเหรียญ ขณะเดียวกันอะไหล่และชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีราคาสูงขึ้นได้ลดทอนความคุ้มค่าในการลงมือเอง ยิ่งไปกว่านั้นการซ่อมบำรุงยังเป็นเรื่องยากกว่าในอดีต เนื่องจากความซับซ้อนและเทคโนโลยีของรถยนต์ยุคใหม่ นอกจากนี้ AutoZone ยังต้องรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง Walmart, Costco และ Amazon ซึ่งต่างพยายามช่วงชิงลูกค้ากลุ่มนี้ที่เหลืออยู่
ดังนั้น AutoZone ได้ปรับกลยุทธ์หันไปเน้นตลาดอู่ซ่อมรถมากขึ้นทั้งรายย่อยและเครือสาขาขนาดใหญ่ ตามข้อมูลจาก William Blair ตลาดนี้คิดเป็นประมาณ 75% ของอุตสาหกรรม และเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตถึง 90% ของตลาดอะไหล่ หัวใจสำคัญของธุรกิจอยู่ที่ความรวดเร็วในการจัดส่งอะไหล่เหนือคู่แข่ง มากกว่าการขายแบบพบหน้าลูกค้า อย่างไรก็ตามคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดอย่าง O’Reilly Auto Parts ยังคงนำหน้าด้วยรายได้จากลูกค้าธุรกิจ 7.8 พันล้านเหรียญในปี 2024 เทียบกับ AutoZone ที่มียอดขาย 5.9 พันล้านเหรียญ
Daniele มองว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่ความล้มเหลวแต่เป็นโอกาส เขากล่าวว่า AutoZone อยู่ระหว่างการสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่แห่งใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการกระจายสินค้า โดยสามารถจัดเก็บชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ได้มากกว่า 100,000 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่ Toyota Camry รุ่นใหม่ไปจนถึง Chevy Corvette คันเก่าของเพื่อนบ้าน “เรากำลังขยายห่วงโซ่อุปทานให้แรงกว่าเดิม เราเคยบริหารจัดการแบบตึงตัวเกินไป” CEO ซึ่งเคยดูแลส่วนลูกค้าธุรกิจช่วงปี 2015-2021 กล่าว
นอกจากนี้ AutoZone ยังไม่ละทิ้งตลาดผู้ซ่อมรถเองแต่กำลังหาช่องทางใหม่เพื่อเข้าถึงลูกค้า บริษัทเตรียมเปิดสาขาใหม่ 500 แห่งภายในปี 2028 เพิ่มจากค่าเฉลี่ยปีละ 190 แห่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยรวม 200 สาขาจะอยู่ในเม็กซิโกและบราซิล
AutoZone เติบโตด้วยความสามารถในการปรับตัวอย่างยอดเยี่ยม Joseph “Pitt” Hyde III ก่อตั้งบริษัทขึ้นเมื่อปี 1979 ในชื่อเดิมว่า Auto Shack เขาเห็นแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจครอบครัว Malone & Hyde ที่ตั้งอยู่ในเมือง Memphis รัฐ Tennessee ซึ่งจัดจำหน่ายสินค้าให้กับร้านขายของชำและเครือร้านค้าขนาดเล็กทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ตอนนั้นเขานั่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการของ Walmart ช่วงปี 1978-1983 และพบว่า บริษัทเริ่มถูก Walmart แย่งส่วนแบ่งตลาด เขาจึงนำรูปแบบของ Walmart ที่รวมหน้าที่ร้านค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายเข้าด้วยกัน ผสานกับการตกแต่งร้านที่สวยงามทันสมัย แล้วนำไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมที่มีขนาดเล็กกว่า แต่อัตรากำไรสูง ทั้งนี้ธุรกิจอะไหล่รถยนต์ซึ่งมีราคาคงที่ ความต้องการซื้อไม่ผันผวน และยังไม่มีแบรนด์ในระดับประเทศครอบครองตลาดเป็นเรื่องเป็นราว ได้ทำให้เขากลายเป็นผู้ชนะในตลาดอย่างไม่ต้องสงสัย โดย Hyde ศึกษาอุตสาหกรรมนี้อยู่นานกว่า 1 ปี ก่อนตัดสินใจเปิดสาขาแห่งแรกที่ Forrest City รัฐ Arkansas และขยายจนมีสาขา 170 แห่งภายในเวลา 5 ปี
“ผมเรียนรู้จาก Sam [Walton] อย่างมากเกี่ยวกับการบริหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ” Hyde กล่าวถึงอดีต “ธุรกิจของเขาเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยระบบบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ทำให้มีอำนาจต่อรองในการซื้อสูง และแทนที่จะมุ่งเน้นกำไรขั้นสุดท้ายเขาเลือกคงราคาต่ำเพื่อครองใจลูกค้า และทั้งหมดนี้คือแนวทางที่เรานำมาใช้เมื่อก่อตั้ง AutoZone”
ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวสำหรับทั้ง 2 ธุรกิจ Hyde จึงนำ Malone & Hyde ออกจากตลาดหลักทรัพย์ในปี 1984 ร่วมกับ KKR ก่อนจะแยกธุรกิจ AutoZone (เปลี่ยนชื่อหลังจากการฟ้องร้องของ RadioShack) ออกมาในอีก 2 ปีให้หลัง “รูปแบบธุรกิจของ AutoZone ได้แรงบันดาลใจจาก Walmart ทั้งเรื่องราคาต่ำและการบริการลูกค้าที่เหนือชั้น…อันเป็นแนวทางดั้งเดิมในการทำธุรกิจ” George Roberts เศรษฐีพันล้านผู้ร่วมก่อตั้ง KKR ที่กวาดกำไรจากการถือหุ้นใน AutoZone ไปกว่า 2.3 พันล้านเหรียญกล่าว Hyde ลงจากตำแหน่ง CEO และประธานคณะกรรมการในปี 1996 หลังตรวจพบว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
Eddie Lampert เศรษฐีพันล้านเฮดจ์ฟันด์ซึ่งรู้จักกันดีจากการควบรวม Sears กับ Kmart เข้าซื้อหุ้น AutoZone ระหว่างปี 1998-2001 จนถือครองหุ้นรวม 30% และเสนอแผนหลายอย่างต่อกรรมการบริษัทโดยที่หนึ่งในนั้นคือ โครงการซื้อหุ้นคืน “เขาเสนอให้เราเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรเงินทุน” Rhodes ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินกล่าว “และเราก็ใช้แนวทางนั้นเรื่อยมาจนธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
หนึ่งในการเดิมพันที่ชาญฉลาดที่สุดของ AutoZone คือ การเข้าซื้อ Alldata ผู้ให้บริการฐานข้อมูลการซ่อมเครื่องยนต์และตัวถังในปี 1996 ด้วยมูลค่า 57 ล้านเหรียญ (เทียบเท่า 118 ล้านเหรียญในปัจจุบัน) ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่พนักงานใช้ค้นหาอะไหล่ที่ลูกค้าต้องการและราคาที่ถูกต้อง
เมื่อ AutoZone เดินหน้าสู่บทถัดไป Daniele ยังคงยึดมั่นในรากฐานเดิมที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จและสร้างผลตอบแทนระดับสูง “วัฒนธรรมองค์กรของเราอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่แก่นหลักยังคงเหมือนเดิม” เขากล่าว “ถ้าคุณทุ่มเทในสายงานและยึดมั่นในแนวทางของบริษัท คุณสามารถเติบโตได้ในบริษัทนี้” และหาก AutoZone ยังคงรักษาผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้ดีเช่นที่ผ่านมาและหล่อหลอมความภักดีในหมู่พนักงานไว้ได้ ความสำเร็จระลอกใหม่อย่างที่เขาพูดก็ดูไม่ไกลเกินจริง
เรื่อง: John Hyatt เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา
ภาพ: Cody Pickens
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตามรอยเงินเศรษฐีพันล้าน แบบฉบับกองทุนของ Joe Bauernfreund


