Cari Tuna ผู้นำการเปลี่ยนแปลง "งานการกุศล"

Cari Tuna ผู้นำการเปลี่ยนแปลง "งานการกุศล"

FORBES THAILAND / ADMIN
17 Jun 2026 | 09:01 AM
READ 71

Cari Tuna เศรษฐีใจบุญชาวอเมริกันและ Dustin Moskovitz สามีของเธอซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ให้เงินทุนสนับสนุนด้านการเตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดมาตั้งแต่ก่อนยุคโควิด-19 และยังทุ่มเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ ในงานวิจัยด้านความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล่วงหน้าหลายปีก่อนการเปิดตัว ChatGPT และนี่คือก้าวต่อไปสำหรับคู่รักเศรษฐีพันล้านคู่นี้


    “ปัญญาประดิษฐก็เหมือนกับพลังงานนิวเคลียร์” Cari Tuna กล่าว เธออธิบายว่า อุบัติเหตุในช่วงเริ่มแรกทำให้พลังงานนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ ถูก “ควบคุมอย่างเข้มงวดจนแทบไม่มีโอกาสให้เติบโต” ส่งผลให้อุตสาหกรรมหยุดชะงักไปนานหลายทศวรรษ หากมีการกำกับดูแลอย่างรอบคอบตั้งแต่เนิ่นๆ ก็อาจหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมเหล่านั้น และอาจเปิดทางให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจช่วยให้โลกรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีกว่านี้ 

    “ด้วยเม็ดเงินหลายแสนล้านเหรียญที่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถของ AI ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลในการเร่งผลักดันเทคโนโลยีไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด แต่การบริหารความเสี่ยงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ เพราะเมื่อ AI ถูกพัฒนาในอัตราเร่งอย่างต่อเนื่อง เราเกรงว่าสังคมและสถาบันต่างๆ อาจก้าวตามไม่ทัน” Cari กล่าว 

    นี่คือจุดที่องค์กรเพื่อการกุศลก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ เมื่อราวทศวรรษก่อนสองสามีภรรยาอย่าง Cari วัย 40 ปี และ Dustin ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook วัย 41 ปี ได้บริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญให้กับ Future of Life Institute องค์กรไม่แสวงหากำไรในรัฐ California เพื่อลดความเสี่ยงจาก AI หลังจากนั้นในปี 2017 พวกเขาทุ่มเงินอีก 30 ล้านเหรียญให้กับบริษัทวิจัยที่ไม่แสวงหากำไรของ OpenAI ผ่านมูลนิธิของพวกเขา และ Dustin ยังได้ร่วมลงทุนในรอบการระดมทุนมูลค่า 124 ล้านเหรียญของ Anthropic เมื่อปี 2021 

    “ในช่วงนั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าบริษัทวิจัยและพัฒนา AI เหล่านี้จะทำกำไรได้จริงหรือไม่” Cari กล่าว ซึ่งต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงที่บริษัทเหล่านี้ระดมเงินทุนมหาศาลและมีมูลค่าประเมินพุ่งสูงลิ่ว ในอดีตบริษัทวิจัยทั้ง 2 แห่งนี้มุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยด้าน AI โดยคู่สามีภรรยาและมูลนิธิของพวกเขาไม่ได้เข้าถือหุ้นใน OpenAI ส่วนหุ้นใน Anthropic (มูลค่าประเมินบริษัทอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านเหรียญในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ปี 2025) ถูกโอนเข้าไปยังองค์กรไม่แสวงหากำไรตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 การตัดสินใจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ “ผลตอบแทนทางการเงินมหาศาล” กลับมาหมุนเวียนใช้ในงานด้านการกุศล และเพื่อ “ขจัดข้อครหาเกี่ยวกับประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน” เธอกล่าว

Dustin Moskovitz

    การให้ความสำคัญกับ AI ตั้งแต่ยุคบุกเบิกมีรากฐานมาจากความเชื่อในแนวคิดการเสียสละให้ผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผลของคู่รักผู้ทรงอิทธิพลในวงการเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม Cari มักจะเน้นย้ำถึง “ผลลัพธ์จากการกระทำมากกว่าการยึดติดกับชื่อเรียก” แม้แนวคิดนี้จะเคยเผชิญกับภาพลักษณ์เชิงลบอยู่ระยะหนึ่งเนื่องจากความเชื่อมโยงกับ Sam Bankman-Fried ผู้ทรงอิทธิพลในคริปโต ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างรับโทษจำคุก 

    แต่โดยแก่นแท้แล้วหัวใจของแนวคิดนี้คือ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และเหตุผล เพื่อค้นหาวิธีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับทั้งแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้นที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลและคุ้มค่าด้านต้นทุนและความเสี่ยงระยะยาว ที่อาจนำไปสู่หายนะอย่างภัยคุกคามจาก AI ในความเป็นจริงแล้วตอนที่พวกเขาให้การสนับสนุน OpenAI และ Anthropic บริษัททั้ง 2 แห่งยังอยู่ในระยะเริ่มก่อตั้งและได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากแนวคิดการเสียสละนี้ เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาโมเดล AI ที่ปลอดภัย และ “เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ” อย่างแท้จริง

    แม้โลกภายใต้แรงขับเคลื่อนของ AI จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมีข้อตกลงมูลค่ามหาศาลเกิดขึ้นแทบทุกวันระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ นักลงทุนระดับโลก และรัฐบาลนานาประเทศ แต่ Cari และ Dustin ยังคงแน่วแน่ในภารกิจเดิม พวกเขาเดินหน้าเพิ่มเม็ดเงินสนับสนุนโครงการที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยของ AI อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยายามเข้าไปมีบทบาทกำหนดทิศทางการทำงานขององค์กรอย่าง OpenAI และ Anthropic ผ่านงานวิจัย การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและแม้กระทั่งการวิ่งเต้น

    การบริจาคที่ยึดถือข้อมูลและผลลัพธ์เป็นที่ตั้งของทั้งคู่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเรื่อง AI จนถึงปัจจุบันเงินบริจาคส่วนใหญ่ของพวกเขามุ่งไปที่โครงการด้านสาธารณสุขระดับโลกที่คุ้มค่าต่อเงินลงทุน (อาทิ การป้องกันโรคมาลาเรีย การแก้ปัญหาการขาดวิตามิน A หรือการจัดหาแหล่งน้ำสะอาด ซึ่งภารกิจเหล่านี้ทวีความเร่งด่วนยิ่งขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของ Trump ตัดงบประมาณของสำนักงาน U.S. Agency for International Development) 

    Cari และ Dustin เคยกล่าวไว้ว่า พวกเขาตั้งใจบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมูลค่าทรัพย์สินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันทั้งคู่บริจาคเงินไปแล้วมากกว่า 4 พันล้านเหรียญ ซึ่งรวมถึงยอดบริจาคมากกว่า 600 ล้านเหรียญในปี 2025 นอกจากนี้ พวกเขายังมีเงินในกระเป๋าอีก 1.1 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของ Dustin พร้อมด้วยเงินอีกประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญในมูลนิธิ Good Ventures รวมถึงเงินเพิ่มเติมในกองทุนเพื่อการกุศลตามความประสงค์ของผู้บริจาค

    ขณะที่ Dustin เป็นผู้สร้างความมั่งคั่ง Cari เป็นผู้ทำหน้าที่นำเงินเหล่านั้นไปกระจายคืนสู่สังคม เธอเป็นหัวเรือใหญ่ในภารกิจด้านการกุศลของทั้งคู่มาตั้งแต่ปี 2011 ระหว่างที่สามีกำลังปั้นสตาร์ทอัพแห่งที่ 2 อย่าง Asana บริษัทซอฟต์แวร์ด้านบริหารจัดการโครงการ เขาเพิ่งก้าวลงจากตำแหน่ง CEO เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2025 และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาจะเดินหน้าสู่บทบาทใดต่อไป ทั้งคู่บริจาคเงินส่วนใหญ่ผ่านมูลนิธิ Good Ventures และกองทุนเพื่อการกุศลตามความประสงค์ของผู้บริจาค โดยได้รับคำแนะนำจาก Coefficient Giving องค์กรใน San Francisco ที่ Cari แยกตัวออกมาจากหน่วยงานประเมินองค์กรการกุศล GiveWell ในปี 2017

    ปัจจุบัน Cari กำลังพยายามดึงดูดผู้บริจาครายใหม่ให้เข้ามาร่วมอุดมการณ์ และผลักดันให้ Coefficient Giving ซึ่งเธอดำรงตำแหน่งประธานกรรมการให้เป็นแพลตฟอร์มการกุศลสำหรับผู้บริจาคหลายรายแทนที่จะเป็นมูลนิธิส่วนตัวของ Cari และ Dustin เพื่อสะท้อนทิศทางใหม่นี้ 

    ดังนั้น องค์กรจึงเปลี่ยนชื่อจาก Open Philanthropy เป็น Coefficient Giving เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (‘Co’ สื่อถึงความร่วมมือของผู้บริจาคหลายราย ‘Efficient’ ตอกย้ำถึงการมุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพสูงสุด และ ‘Coefficient’ เป็นศัพท์คณิตศาสตร์ที่หมายถึงตัวคูณเพื่อเพิ่มมูลค่า) 

    ทั้งนี้ ในปี 2025 คำมั่นที่ให้เงินสนับสนุนเงินมากกว่า 200 ล้านเหรียญกับโครงการของ Coefficient Giving มาจากบรรดาเศรษฐีพันล้านอย่าง Patrick Collison ผู้ร่วมก่อตั้ง Stripe และ Lucy Southworth (ภรรยาของ Larry Page ผู้ร่วมก่อตั้ง Google) พวกเขาได้ร่วมลงขันสนับสนุนเงินตั้งต้นให้กองทุนมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเหรียญ 2 โครงการคือ Lead Exposure Action Fund (LEAF) ที่เปิดตัวเมื่อปี 2024 และ Abundance and Growth Fund ที่เปิดตัวในเดือนมีนาคม ปี 2025 โดยล่าสุด LEAF ได้จัดสรรเงินลงทุนไปแล้ว 40 ล้านเหรียญ ซึ่งรวมถึงเงินสนับสนุน 17 ล้านเหรียญแก่องค์กร Pure Earth เพื่อตรวจหาและระบุแหล่งที่มาของสารตะกั่วที่ปนเปื้อนในเครื่องเทศ เครื่องปั้นดินเผาและอื่นๆ ในอินเดียและอีกหลายประเทศ

    “นับเป็นเรื่องหาได้ยากที่มูลนิธิหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงจะสามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นร่วมสนับสนุนเงินในจำนวนมหาศาลเช่นนี้” Alexander Berger CEO ของ Coefficient Giving กล่าว แม้ตามปกติ Cari จะไม่ได้เจรจาพูดคุยกับผู้รับทุนหรือออกไประดมทุนด้วยตนเอง แต่ Alexander และเธอจะเดินคุยกันเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อหารือเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ระดับกลยุทธ์ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงระยะเวลาในการจัดสรรเงินทุนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า “ตอนที่เราเริ่มต้นแทบไม่มีองค์กรการกุศลไหนเลยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริจาคอย่างเรา…ผู้ที่มีงบประมาณหลายพันล้านเหรียญ และตั้งใจบริจาคต่อเนื่องไปอีกตลอดหลายทศวรรษโดยเปิดกว้างให้กับทุกประเด็นหรือทุกแนวทางที่สามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้มากที่สุด” Cari กล่าว ขณะที่ Alexander เสริมว่า “เราต้องการจัดตั้งโครงสร้างที่พร้อมรองรับผู้บริจาคกลุ่มถัดไปในอนาคต”

    Cari เกิดที่รัฐ Minnesota และเติบโตขึ้นที่เมือง Evansville รัฐ Indiana ในครอบครัวแพทย์ เธอเล่าว่า พ่อแม่ถึงขึ้นตัดสินใจย้ายบ้านเพื่อให้เธอได้เข้าเรียนใน “โรงเรียนรัฐบาลที่ดีที่สุดเพราะเชื่อมั่นว่าการศึกษาคือรากฐานของความสำเร็จ” หลังจากนั้นเธอได้เข้าศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Yale และทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ก่อนจะเข้าสู่วงการสื่อสิ่งพิมพ์เมื่อปี 2008

    ในช่วงที่ Cari ทำงานให้กับ The Wall Street Journal (ดูแลข่าวเทคโนโลยีองค์กรและเศรษฐกิจรัฐ California) ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวระดับเริ่มต้น เธอ “นั่งมองตัวเลขในบัญชีธนาคารของตัวเองที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ” จนกระทั่งในปี 2009 เพื่อนร่วมสายงานอย่าง Jessica Lessin ซึ่งปัจจุบันเป็น CEO ของสำนักข่าวเทคโนโลยี The Information จัดแจงให้เธอในวัย 24 ปีนัดบอดกับ Dustin ในปี 2009 “เราใช้เวลาอยู่ด้วยกันแทบทุกวันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา” Cari กล่าว

    เธอตัดสินใจลาออกจากอาชีพนักข่าวในปี 2011 หลังจากที่เธอกับ Dustin เริ่มหันมาทำงานเพื่อการกุศล “อย่างจริงจัง” ก้าวแรกของ Cari ในฐานะอดีตนักข่าวคือ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลายร้อยคนตลอดทั้งปี ซึ่งคำแนะนำส่วนใหญ่ที่เธอได้รับคือ ให้เลือกสนับสนุนในสิ่งที่เธอหลงใหลเป็นการส่วนตัว ทว่าเธอเลือกที่จะไม่ทำตามคำแนะนำดังกล่าว เพราะในมุมมองของเธอมีปัญหาหนึ่งคือ “หากผู้บริจาคส่วนใหญ่มาจากกลุ่มคนที่มีความพร้อมทั้งด้านฐานะและสุขภาพก็มีแนวโน้มว่าจะมองข้ามโอกาสสำคัญในการช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสที่สุด”



    อย่างไรก็ตาม การเดินสายสัมภาษณ์ตลอด 1 ปีนั้นไม่ได้สูญเปล่า เธอกล่าวว่า สิ่งนี้ช่วยให้เธอตกผลึกกรอบความคิดในการคัดเลือกโครงการที่จะเข้าไปสนับสนุน ซึ่งประกอบด้วยความสำคัญ การถูกละเลย และความเป็นไปได้ในการแก้ไข โดยตั้งคำถามอย่างเป็นระบบ เช่น ปัญหาส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากเพียงใด? มีองค์กรอื่นทำงานในประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหน? และการบริจาคมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงหรือไม่?

   Cari ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อเป็นมุสลิม และแม่นับถือศาสนาคริสต์นิกาย Methodist แต่งงานกับสามีชาวยิว และปัจจุบันปฏิบัติธรรมตามแนวทางพุทธศาสนา เธอมองว่า การที่เธอเข้าถึงความมั่งคั่งมหาศาลเช่นนี้เป็นเพียงเหตุบังเอิญ  ดังนั้น เธอจึงยืนกรานว่าตนรู้สึกถึงแรงผลักดันทางจิตวิญญาณที่จะบริจาคด้วยวิธีที่มีเหตุมีผลบนข้อมูลทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนมากที่สุด 

    เธอกล่าวว่า แม้จะมีประเด็นที่สนใจเป็นการส่วนตัว แต่ก็เลือกที่จะไม่บริจาคเงินให้กับโครงการที่มีแเหล่งทุนเพียงพอแล้ว เช่น งานวิจัยมะเร็งเต้านม แนวคิดเหล่านี้นำ Cari ไปสู่หลักการของการให้เพื่อประโยชน์สูงสุดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการจัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดเพื่อช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุด โดยใช้มาตรวัดเป็น “จำนวนปีของชีวิตที่รักษาไว้ได้” ดังนั้น เธอจึงให้ความสำคัญกับการเลือกปัญหาที่จะแก้ เช่น โรคมาลาเรีย แหล่งน้ำสะอาดและการถ่ายพยาธิ ซึ่งเธอกล่าวว่าเป็น “การตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของนักการกุศล” มากกว่าการเจาะจงเลือกตัวองค์กรที่จะบริจาค

    สำหรับการสนับสนุนด้านสาธารณสุขทั่วโลก (ซึ่งเป็นกลุ่มโครงการใหญ่ที่สุดและดำเนินยาวนานที่สุดของมูลนิธิ) Coefficient Giving มักใช้การคำนวณโดยแปลงปัจจัยต่างๆ เป็นดัชนีชี้วัดที่เรียกว่า “ปีที่สูญเสียสุขภาวะ” เพื่อคำนวณว่าเงินสนับสนุนในแต่ละโครงการสามารถช่วยกอบกู้ช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาพดีกลับมาได้กี่ปี หลักเกณฑ์สำหรับสนับสนุนเงินทุนคือ เงินทุก 1 เหรียญที่จ่ายไปจะต้องสร้างคุณค่าเทียบเท่ากับการมอบเงิน 2,000 เหรียญให้กับคนที่มีรายได้ปีละ 50,000 เหรียญในสหรัฐฯ

    เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด Otis Reid กรรมการผู้จัดการด้านสาธารณสุขและความเป็นอยู่ที่ดีทั่วโลกของ Coefficient Giving อธิบายว่า “หากเป้าหมายคือการช่วยชีวิตคน องค์กรการกุศลด้านมาลาเรียที่ระดับมาตรฐานในแถบ Sub-Sahara ของแอฟริกาจะสามารถช่วยคนได้มากกว่าองค์กรการกุศลชั้นนำที่มุ่งเน้นรักษาโรคหายากในสหรัฐฯ” 

    ผู้ได้รับทุนสนับสนุนด้านสาธารณสุขโลกรายใหญ่ที่สุดจาก Cari และ Dustin คือ Malaria Consortium (เงินสนับสนุนรวม 308 ล้านเหรียญ), Evidence Action (206 ล้านเหรียญสำหรับโครงการเกี่ยวกับการถ่ายพยาธิ น้ำสะอาดและมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นๆ)  และ Helen Keller Intl (103 ล้านเหรียญ โดยส่วนใหญ่ใช้ในโครงการเสริมวิตามิน A เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตในเด็ก)

    James Tibenderana CEO ของ Malaria Consortium กล่าวว่า ข้อมูล ผลการศึกษาและความโปร่งใสคือ สิ่งที่ทำให้แนวทางของ Coefficient Giving แตกต่าง “ข้อมูลที่พวกเขาขอจากเรานั้นมากมายมหาศาลเพราะทุกโครงการช่วยเหลือต้องพิสูจน์ได้ว่ามีความคุ้มค่าต่อค่าใช้จ่าย” James กล่าว

    อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ยึดโยงกับตัวเลขทางคณิตศาสตร์ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป ในช่วงที่ James เริ่มเจรจาข้อตกลงด้านเงินสนับสนุนในปี 2015 เขาต้องพยายามโน้มน้าวให้เห็นว่า การให้ยารักษาโรคมาลาเรียแก่เด็กเล็กมีความคุ้มค่าไม่แพ้มุ้งกันยุงสำหรับผู้ใหญ่ แม้ว่าตามแบบจำลองที่ใช้คำนวณของ GiveWell เด็กซึ่งไม่ได้ทำงานจะไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เท่ากับผู้ใหญ่ 

    ท้ายที่สุด GiveWell จึงได้เพิ่ม “ปัจจัยด้านจริยธรรม” เข้าไปในกระบวนการพิจารณา จนถึงปัจจุบัน Malaria Consortium ได้แจกจ่ายยารักษามาลาเรียไปแล้วกว่า 370 ล้านโดส และมุ้งเคลือบสารกันแมลงอีก 32 ล้านหลัง

     ทำนองเดียวกัน Danielle Bayer ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโตของ Evidence Action ระบุว่า Coefficient Giving จะใช้เวลาหลาย 10 ชั่วโมงในการวิเคราะห์ข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจมอบเงินทุนแต่ละครั้ง 

    อย่างไรก็ตาม บางโครงการก็ไม่ประสบความสำเร็จและต้องปิดตัวลง เช่น โครงการสนับสนุนการย้ายถิ่นตามฤดูกาลในบังกลาเทศ “เมื่อโครงการใดโครงการหนึ่งไม่ได้ผลเราไม่ได้รู้สึกว่านั่นคือความล้มเหลว…เราก็แค่ปรับทิศทางใหม่” Shawn Baker รองประธานบริหารฝ่ายความร่วมมือของ Helen Keller กล่าว

    ขณะที่โครงการด้านสาธารณสุขโลกยังคงเป็นหมวดที่ Coefficient Giving ให้การสนับสนุนเงินทุนมากที่สุด แต่เหตุผลส่วนหนึ่งที่องค์กร (ซึ่งในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า Open Philanthropy) แยกตัวออกมาจาก GiveWell ก็เพื่อมุ่งเน้นการให้ทุนในโครงการที่ Cari อธิบายว่า “มีความเสี่ยงสูงกว่า และยังไม่มีหลักฐานยืนยันความสำเร็จชัดเจน” เช่น ด้านความปลอดภัยของ AI ซึ่งผู้รับทุนรายใหญ่ที่สุดของ Coefficient Giving ได้แก่ Center for Security and Emerging Technology, RAND และ FAR.AI องค์กรเหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อเข้าไปกำหนดทิศทางนโยบายด้าน AI และวางมาตรการความปลอดภัยให้กับโมเดล AI ที่มีศักยภาพสูง 

    “แม้บริษัท AI หลายแห่งจะลงทุนด้านความปลอดภัยมากกว่าที่กฏหมายกำหนดและสมควรได้รับคำชื่นชมในจุดนั้น แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ยังลงทุนด้านความปลอดภัยน้อยกว่าที่โลกต้องการอยู่อีกมาก” Adam Gleave CEO ของ FAR.AI กล่าว โดยองค์กรของเขาได้รับเงินสนับสนุน 59 ล้านเหรียญจาก Coefficient Giving เพื่อพัฒนาให้ระบบ AI มีความปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น 

    นอกจากนี้ องค์กรที่ได้รับเงินทุนจาก Coefficient Giving ยังได้จัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 3 ล้านเหรียญให้กับการดำเนินงานกับล็อบบี้ยิสต์ ซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกับทั้ง OpenAI และ Anthropic ขณะที่ Coefficient Giving เองก็ใช้งบประมาณราวไตรมาสละ 110,000 เหรียญ ในด้านนี้เช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันกระแสความสนใจและเม็ดเงินจะหลั่งไหลเข้าสู่ภาค AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ Cari ย้ำว่า เธอนำแนวคิดแบบการบริหารพอร์ตลงทุนมาใช้กับงานด้านการกุศล โดยกระจายทุนสนับสนุนไปในหลากหลายประเด็นและใช้ทุกเครื่องมือที่มี ตั้งแต่การมอบเงินช่วยเหลือโดยตรง การผลักดันเชิงนโยบาย ไปจนถึงการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบ (การลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบของ Good Ventures ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การพัฒนายา 

    โดยหนึ่งในสินทรัพย์ที่มูลนิธิมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด ได้แก่ Impossible Foods ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบครั้งแรกของพวกเขา รวมถึงการถือหุ้นในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co., ASML, NVIDIA และ Microsoft) “ความก้าวหน้าและความปลอดภัยไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน หากจะสรุปหลักการของฉัน สิ่งนั้นคือมันไม่ได้มีเพียงด้านเดียว” Cari กล่าว


เรื่อง: Phoebe Liu เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา ภาพ: Katie Thompson




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : AI ขุมทรัพย์ใหม่แดนมังกร

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine