'Jean Hynes' ล่าขุมทรัพย์ 29 ล้านล้านเหรียญ

'Jean Hynes' ล่าขุมทรัพย์ 29 ล้านล้านเหรียญ

FORBES THAILAND / ADMIN
19 Feb 2026 | 09:01 AM
READ 95

บริษัทไพรเวทอิควิตี้และบริษัทให้สินเชื่อกำลังหมายตาเงินออมเพื่อการเกษียณที่มีมูลค่ามหาศาลของสหรัฐฯ ผลิตภัณฑ์ลงทุนใหม่เหล่านี้อาจช่วยให้ตลาดมีความยุติธรรมมากขึ้นสำหรับทุกคนตราบใดที่นักลงทุนพิจารณาอย่างรอบคอบ


    Jack Bogle กลายเป็นตำนานแห่งโลกการเงินจากการทำให้กองทุนรวมดัชนีอ้างอิงที่มีต้นทุนต่ำเป็นที่รู้จักในวงกว้างผ่าน Vanguard Group ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1975 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ยาวนานกว่า 23 ปีที่ Wellington Management “อย่ามัวมองหาเข็มในกองฟาง แต่ซื้อกองฟางทั้งกอง” Bogle กล่าวประโยคที่กลายเป็นสำนวนอมตะ ปรัชญาการลงทุนที่ว่า อย่าพยายามเอาชนะตลาด แต่จงเป็นเจ้าของตลาด ได้สร้างผู้ลงทุนหลายต่อหลายรุ่นที่ยึดมั่นแนวทางการซื้อกองทุนรวมดัชนีและถือระยะยาวตามแนวทางของ Bogle จนทำให้ Vanguard เติบโตกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการกองทุนรวมในปัจจุบันด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และบริการลูกค้ารายบุคคลมากกว่า 50 ล้านรายทั่วโลก 

    ในช่วงครึ่งศตวรรษเดียวกันอุตสาหกรรมไพรเวทอิควิตี้หรือการลงทุนในบริษัทเอกชนนอกตลาดได้ขยายตัวจนมีมูลค่าการลงทุนทะลุ 10 ล้านล้านเหรียญเช่นกันแต่ในแนวทางที่แตกต่างออกไป การลงทุนรูปแบบนี้มุ่งสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาด โดยผู้จัดการกองทุนจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสูง ทั้งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าสินทรัพย์ที่บริหาร (ปกติอยู่ที่ 2% ต่อปี) และส่วนแบ่งกำไรจำนวนมาก (ประมาณ 20%) นอกจากนี้ มักจะมีข้อกำหนดผูกพันเงินลงทุนระยะยาวจากลูกค้ากลุ่มนักลงทุนสถาบันอย่างกองทุนบำนาญ กองทุนเงินบริจาคมหาวิทยาลัยและมูลนิธิเพื่อการกุศล 

    Vanguard ซึ่ง Bogle ก่อตั้งขึ้นภายใต้โครงสร้างที่ให้นักลงทุนร่วมเป็นเจ้าของบริษัทได้สร้างความมั่งคั่งให้กับผู้เกษียณมากมายสวนทางกับผลประโยชน์ของผู้จัดการกองทุน ในทางตรงกันข้าม ทางฟากธุรกิจกองทุนไพรเวทอิควิตี้ซึ่งมีโครงสร้างปันส่วนแบ่งกำไร (หรือ carried interest) กลับทำให้ผู้จัดการกองทุนกลายเป็นเศรษฐีพันล้านนับสิบราย หนึ่งในนั้นคือ Stephen Schwarzman ประธานกรรมการ, CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Blackstone กองทุนไพรเวทอิควิตี้รายใหญ่ที่สุดของโลกที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญซึ่งส่วนตัวมีมูลค่าทรัพย์สินในครอบครองราว 5 หมื่นล้านเหรียญในปัจจุบัน

    ดังนั้น จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวที่แหวกขนบอย่างมาก ทั้งในแง่รูปแบบการลงทุนและประวัติศาสตร์วงการการเงิน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Vanguard และ Wellington ประกาศการจับมือเป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” กับ Blackstone เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ผสมผสานการลงทุนในทั้งบริษัทเอกชนและบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

    แม้จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ไม่ได้น่าแปลกใจนัก การที่ยักษ์ใหญ่วงการไพรเวทอิควิตี้และบริษัทจัดจำหน่ายกองทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อยต่างเร่งจับมือกันสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการพลาดโอกาสทองทางธุรกิจครั้งใหม่ นั่นก็คือการเข้าถึงแหล่งเงินออมเพื่อการเกษียณของชาวอเมริกันทั้งแผน 401(k)s และ IRAs ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์รวมราว 29 ล้านล้านเหรียญ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี Trump มีแผนผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มที่ 

    เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 State Street Investment Management จาก Boston ผู้บุกเบิกกองทุนรวมดัชนี ETF ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 1993 เปิดเกมครั้งสำคัญด้วยการนำเสนอ ETF กองทุนแรกที่ผสมผสานการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน โดยตราสารหนี้เอกชนจะมาจากพอร์ตของยักษ์ใหญ่ด้านไพรเวทอิควิตี้อย่าง Apollo Global (สินทรัพย์ภายใต้การบริหารอยู่ที่ 7.85 แสนล้านเหรียญ) หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน State Street ประกาศเปิดตัวซีรี่ส์กองทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ “Index Plus” ซึ่งเน้นลงทุนในกองทุนดัชนี 90% พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยการลงทุน 10% ในสินทรัพย์เอกชนนอกตลาดของ Apollo ต่อมาในเดือนพฤษภาคม Empower หนึ่งในผู้เล่นชั้นแนวหน้าในตลาด 401(k) สำหรับบริษัทขนาดเล็ก ประกาศความร่วมมือกับ Apollo, Franklin Templeton, Goldman Sachs และบริษัทอื่นๆ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทรัสต์การออมเพื่อวัยเกษียณ ซึ่งผสมผสานการลงทุนในหุ้นของบริษัทเอกชนนอกตลาด สินเชื่อภาคเอกชนและอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา Voya Financial อีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด 401(k) เปิดเผยแผนความร่วมมือกับ Blue Owl Capital บริษัทเอกชนให้บริการสินเชื่อเพื่อเปิดตัวซีรี่ส์ผลิตภัณฑ์กองทุนรวมผสมรูปแบบใหม่ 

    ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมผู้จัดการสินทรัพย์ที่ลงทุนในบริษัทเอกชนถึงกระตือรือร้นที่จะเข้าสู่สนามแข่งขันหลังจากกองทุนไพรเวทอิควิตี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีดีกว่าตลาดหุ้นมานานหลายปี แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากลับมีผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นถึง 3% การชะลอตัวของการถอนเงินลงทุนทำให้สินทรัพย์สะสมในกองทุนไพรเวทอิควิตี้มีจำนวนมหาศาล การระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนใหม่ในอุตสาหกรรมลดลงถึง 39% นับตั้งแต่ปี 2021 ด้วยสาเหตุสำคัญจากการที่ลูกค้าได้รับเงินคืนและนำไปลงทุนซ้ำน้อยลง รวมถึงกองทุนบริจาคมหาวิทยาลัยและกองทุนบำนาญบางแห่งระงับหรือลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์บริษัทเอกชนชั่วคราว 

    บริษัทจัดการลงทุนในสินทรัพย์เอกชนดึงดูดเม็ดเงินจากบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงมาเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ ทว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าถึงเงินสะสมเพื่อการเกษียณที่มีมูลค่ากว่า 29 ล้านล้านเหรียญของนักลงทุนทั่วไปได้ แยกเป็นเงินในแผนบำนาญแบบสะสมเงินสมทบอย่าง 401(k) มูลค่า 12 ล้านล้านเหรียญ และบัญชีเกษียณภาคสมัครใจส่วนบุคคลอีก 17 ล้านล้านเหรียญ แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงแรงงานภายใต้การบริหารของอดีตประธานาธิบดี Joe Biden ไม่สนับสนุนการนำเงินออมในบัญชี 401(k) ไปลงทุนในสินทรัพย์ของบริษัทเอกชนนอกตลาด แต่สำหรับยุคประธานาธิบดี Donald Trump มีรายงานว่า เขาได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเปิดทางให้มีการลงทุนในสินทรัพย์เอกชนเป็นตัวเลือกของแผนลงทุนเพื่อการเกษียณ 

    บรรดาบริษัทจัดการและผู้จัดจำหน่ายกองทุนรวมแก่นักลงทุนรายย่อยต่างมองเห็นโอกาสในสมรภูมินี้เช่นกัน หลังอัตรากำไรของบริษัทเหล่านี้ถูกบีบด้วยการแข่งขันที่รุนแรงและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ การเพิ่มสินทรัพย์เอกชนเข้าไปในฐานผลิตภัณฑ์ทางเลือกจึงถือเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่างพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราสูงขึ้น

    สำหรับนักลงทุนทั่วไปผลลัพธ์อาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ตัวเลือกการลงทุนที่เพิ่มขึ้นมักถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นและสภาพคล่องที่ลดลง นอกจากนี้ การประเมินผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผสมผสานการลงทุนในบริษัทเอกชนยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย 

    ในการให้สัมภาษณ์กับ Forbes เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2017 ซึ่งเป็นเวลา 1 ปีครึ่งก่อนที่เขาจะจากไปในวัย 89 ปี Bogle ยังคงยืนหยัดในความเชื่อของตน “แนวคิดในการสร้างผลกำไรให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนมักขัดแย้งกับแนวคิดในการสร้างผลกำไรให้กับผู้จัดการกองทุน” เขากล่าว 

    Jean Hynes CEO ของ Wellington Management นั่งอย่างผ่อนคลาย ณ สำนักงานบนชั้นสูงสุดของอาคาร 31 ชั้น ซึ่งมองเห็นวิวท่าเรือ Boston จากหน้าต่าง เธอชื่นชอบการมองภาพระยะยาว CEO วัย 56 ปี เริ่มต้นและอยู่กับบริษัทแห่งนี้มาตลอดชีวิตการทำงาน เธอเติบโตขึ้นในย่านชานเมือง Milton ของ Boston โดยเป็น 1 ใน 6 พี่น้องของครอบครัวผู้อพยพชาวไอริช พ่อของเธอเป็นคนงานก่อสร้างซึ่งเธอกล่าวว่า เขาเชื่อมั่นในคุณค่าของการลงทุนผ่านการศึกษาและทุ่มเทส่งลูกๆ เข้าโรงเรียนคาทอลิกและมหาวิทยาลัย 

    ในที่สุด Hynes ได้เข้าศึกษาที่ Wellesley College สาขาเศรษฐศาสตร์ และได้เข้าฝึกงานกับบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ท้องถิ่น หลังสำเร็จการศึกษาในปี 1991 เธอเข้าทำงานที่ Wellington ในตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายธุรการ การจดบันทึกการประชุมทีมลงทุนในตอนเช้าอย่างละเอียดสร้างความประทับใจให้กับ Ed Owens ผู้จัดการกองทุน Vanguard Health Care Fund ซึ่งทำผลตอบแทนเฉลี่ย 16.4% ต่อปีในระยะเวลา 28 ปีย้อนหลังก่อนจะเกษียณในปี 2012 หลังจากนั้น Hynes กลายเป็นผู้ช่วยด้านการวิเคราะห์และลูกศิษย์ของเขา และท้ายที่สุดได้ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการกองทุน “นี่คือการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก” เธอกล่าว “เขาคือ 1 ใน 25 นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาล และเป็นคนที่ฉันได้เรียนรู้และทำงานด้วยยาวนานถึง 20 ปี” 

    หลังจาก Hynes ขึ้นรับตำแหน่ง CEO ในปี 2021 เธอได้รับคำแนะนำจากผู้นำทัพบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการดูแลสุขภาพที่เธอรู้จัก Ken Frazier อดีต CEO ของ Merck (ปัจจุบันเกษียณแล้ว) กล่าวกับเธอว่า ในบรรดาการตัดสินใจมากมายที่เขาต้องทำทุกวันในฐานะ CEO มีเพียง 4 เรื่องเท่านั้นที่มีความสำคัญจริงๆ และบทเรียนก็คือ “จงจัดการกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ให้ถูกต้อง” 

    Hynes มองว่า การจับมือเป็นพันธมิตรกับ Blackstone ถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจครั้งสำคัญดังกล่าว เธอไล่เรียงภาพรวมของเทรนด์การลงทุนที่เคยพบเห็นมา ตั้งแต่กองทุนรวมหุ้นเชิงรุก การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดตราสารหนี้ การครองตลาดของกองทุนอ้างอิงดัชนีและมาถึงยุคของการลงทุนทางเลือกในปัจจุบัน เธอยังยกเหตุผลที่มีน้ำหนักเพื่ออธิบายถึงสาเหตุที่นักลงทุนรายย่อยอาจเริ่มหันมาสนใจการลงทุนในสินทรัพย์เอกชนมากขึ้น 

    “ถ้ามองภาพรวมของตลาด เมื่อ 20 ปีก่อนตะกร้าการลงทุนในกองทุนรวมสำหรับนักลงทุนทั่วไปครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายและทั่วถึงทั้งตลาด แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเปลี่ยนไป” เธอกล่าว “ตอนนี้การลงทุนบางส่วนถูกจำกัดเฉพาะนักลงทุนสถาบันเท่านั้น ซึ่งรวมถึงการลงทุนในบริษัทเอกชนนอกตลาดทั้งหมด…ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยุติธรรมที่นักลงทุนทั่วไปควรมีโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านี้มากขึ้น”

    แม้ Wellington จะดำเนินกลยุทธ์การบริหารการลงทุนแบบเชิงรุกมาโดยตลอด แต่ก็ยังมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับกองทุนอ้างอิงดัชนีต้นทุนต่ำของ Vanguard ความสัมพันธ์นี้ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1974 ท่ามกลางภาวะตลาดหมีรุนแรง Bogle ถูกปลดจากตำแหน่ง CEO ของ Wellington หลังจากการโต้เถียงในห้องประชุมและการเจรจาหาข้อตกลง ทำให้เขากลายเป็นผู้นำบริษัทใหม่ (Vanguard) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลบริหารกองทุนรวม ขณะที่ Wellington ยังคงรับผิดชอบด้านการจัดการการลงทุนและการจัดจำหน่ายกองทุน ทั้งนี้ Bogle เผยกับ Forbes ในปี 2017 ว่า หนึ่งในเหตุผลที่เขาเลือกนำเสนอกองทุนดัชนีต้นทุนต่ำและจำหน่ายแก่ผู้ลงทุนโดยตรงก็เพื่อหลีกเลี่ยง Wellington โดยชี้ว่ากองทุนดัชนีไม่จำเป็นต้องพึ่งการจัดการการลงทุนหรือการจัดจำหน่ายแบบเดิม

    กว่าครึ่งศตวรรษหลังจากนั้น Wellington ยังคงเป็นที่ปรึกษาภายนอกรายใหญ่ที่สุดสำหรับกองทุนรวมแบบเชิงรุกของ Vanguard ทั้งนี้ Vanguard Wellington Fund ซึ่งเป็นกองทุนรวมแบบผสมที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ (สัดส่วนการลงทุนในหุ้นประมาณ 2 ใน 3 และตราสารหนี้ราว 1 ใน 3) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8.3% ต่อปีนับตั้งแต่จัดตั้งในปี 1929 โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการบริหารเพียง 0.25% ของมูลค่าสินทรัพย์ ปัจจุบันกองทุนมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวม 1.15 แสนล้านเหรียญ

    ถึงแม้ Wellington จะลงทุนในสินทรัพย์เอกชนมานานกว่าทศวรรษ แต่การลงทุนในส่วนนี้มีมูลค่าเพียง 9 พันล้านเหรียญจากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั้งหมด 1.2 ล้านล้านเหรียญ คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 0.8% ดังนั้น ในปี 2024 เมื่อ Hynes พร้อมสำหรับโอกาสครั้งใหญ่ Wellington จึงติดต่อ Blackstone เพื่อเจรจาถึงความร่วมมือเป็นพันธมิตร

    “เราไม่เคยคิดว่าเราจะมีความสามารถในการเข้าซื้อกิจการเพื่อนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์พร้อมทั้งบริหารจัดการ และปรับปรุงธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่า นั่นไม่ใช่ความถนัดของเรา” Terry Burgess หุ้นส่วนผู้บริหารของ Wellington ซึ่งดูแลทีมบริหารกองทุนจากความร่วมมือครั้งนี้กล่าว กองทุนแรกภายใต้ความร่วมมือคือ WVB All Markets Fund กองทุนปิดแบบ “กำหนดระยะเวลารับซื้อคืน” ซึ่งหมายความว่า กองทุนจะเปิดให้ผู้ลงทุนขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกไตรมาส เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และอาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักในพอร์ตการลงทุนที่เน้นการกระจายความเสี่ยง สัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ผ่านกองทุน Vanguard และการลงทุนโดยตรงของ Wellington) ประมาณ 40-60% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ตราสารหนี้ (ผ่านกองทุนเชิงรุกของ Vanguard) ประมาณ 15-30% และกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์เอกชนภายใต้การบริหารของ Blackstone ประมาณ 25-40% โดย Wellington จะเป็นผู้ตัดสินใจจัดสรรการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์

    ในหนังสือชี้ชวนฉบับเบื้องต้นระบุว่า นักลงทุนมีโอกาสเข้าลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกหลากหลายประเภท ทั้งหุ้นและสินเชื่อของบริษัทเอกชน อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอกสารดังกล่าวไม่ได้ระบุอัตราค่าธรรมเนียมการจัดการที่ชัดเจน แต่จะเป็นการเรียกเก็บเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมของกองทุนย่อยที่กองทุนเข้าไปลงทุน หากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนลดลงเนื่องจากภาวะตลาดหุ้นอ่อนตัว Wellington จะชดเชยค่าธรรมเนียมการจัดการที่ต้องจ่ายให้กับ Blackstone เพื่อไม่ให้นักลงทุนรายย่อยในกองทุน WVB ไม่ต้องแบกรับค่าธรรมเนียมอัตราสูงในช่วงที่ขาดทุน 

    กองทุน WVB Fund จะเริ่มทำการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นกลุ่มแรกผ่านที่ปรึกษาทางการเงินและสำนักงานจัดการทรัพย์สินครอบครัว อย่างไรก็ดีเป้าหมายหลักที่ทุกสายตาจับจ้องคือ การเจาะเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนของแผนเกษียณ 401(k) “ผมเชื่อว่าสินทรัพย์เอกชนจะกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในกองทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณแบบกำหนดเวลาเป้าหมาย” Greg Davis กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Vanguard กล่าว พร้อมระบุว่า จังหวะเวลาจะขึ้นอยู่กับว่าผู้สนับสนุนแผน (นายจ้าง) รู้สึกสบายใจกับการเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่มีค่าธรรมเนียมสูงขึ้นในตัวเลือกการลงทุนหรือไม่ 

    เป็นที่น่าสังเกตว่า ในวงการลงทุนโดยรวมผลิตภัณฑ์ลงทุนรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานสินทรัพย์เอกชนนี้มักถูกเสนอขายให้แก่บัญชีลูกค้าที่บริหารโดยที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงกองทุนเพื่อการเกษียณที่จัดการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ซึ่งมีการปรับสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะสมกับเวลาที่คาดว่าจะเกษียณ (หรือปีเป้าหมายที่ต้องการเกษียณ)

    กองทุนเกษียณแบบกำหนดเวลาเป็นเป้าหมายแรกที่สำคัญด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรกคือ กองทุนประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐสภาและหน่วยงานกำกับดูแลกำหนดให้พนักงานหลายล้านคนได้รับการลงทะเบียนเข้าแผน 401(k) โดยอัตโนมัติ เงินสะสมของพนักงาน (รวมถึงเงินสมทบจากนายจ้าง) จะถูกจัดสรรเข้าไปในกองทุนกำหนดเป้าหมายโดยอัตโนมัติ ข้อมูลของ Morningstar ระบุว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมามูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนเหล่านี้เติบโตด้วยอัตราทบต้นปีละ 30% โดยเฉลี่ย และปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านเหรียญ ทั้งนี้ Vanguard ครองส่วนแบ่งตลาดกองทุนแบบกำหนดเวลาที่ 37% ซึ่งมากกว่าคู่แข่งรายใหญ่อันดับ 2 อย่าง Fidelity Investments ถึงเท่าตัว 

    เหตุผลประการที่ 2 คือ การบริหารกองทุนโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับคำวิจารณ์ที่ว่า นักลงทุนทั่วไปไม่สามารถประเมินผลการดำเนินงานของสินทรัพย์เอกชนที่ตีมูลค่าได้ยาก “ผมเชื่อว่าในอนาคต 5 หรือ 10 ปีข้างหน้าจะมีการจัดอันดับกองทุนเหล่านี้ตามผลการดำเนินงานคล้ายกับการให้คะแนนกองทุุนรวมของ Morningstar ในปัจจุบัน” Jonathan Gray ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Blackstone กล่าว “ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

    ผู้บุกเบิกธุรกิจกองทุนไพรเวทอิควิตี้อย่าง KKR ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 ด้วยเงินลงทุนก้อนแรกจากบริษัทประกันภัยและนักลงทุนผู้มั่งคั่ง ในปี 1978 กองทุนบำนาญพนักงานรัฐ Oregon เข้าลงทุนในกองทุนของบริษัท ตามมาด้วยกองทุนอื่นๆ ภายในเวลาไม่นาน โดยเฉลี่ยแล้วกองทุนบำนาญรัฐจัดสรรเงินลงทุนประมาณ 23% ของมูลค่าสินทรัพย์ไปยังการลงทุนทางเลือกในปัจจุบันตามรายงานของ National Association of State Retirement Administrators กองทุนบริจาคมหาวิทยาลัยเริ่มทยอยเข้าลงทุนในบริษัทเอกชนมากขึ้นหลังจาก David Swensen เข้ารับตำแหน่งบริหารกองทุนของ Yale ในปี 1985 และเพิ่มผลตอบแทนด้วยการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์เอกชน ปัจจุบันกองทุนบริจาคมหาวิทยาลัยลงทุนในสินทรัพย์เอกชนประมาณ 26% โดยเฉลี่ยตามข้อมูลของ Cambridge Associates ที่ได้ระบุไว้ โดย Harvard มีสัดส่วนการลงทุนในไพรเวทอิควิตี้ 39% และ Princeton อยู่ที่ 41%

    ทว่าขณะนี้กองทุนบางส่วนเริ่มปรับลดมูลค่าการลงทุนลง เนื่องจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มั่งคั่งติดอันดับของสหรัฐฯ เผชิญการตัดลดงบประมาณจากรัฐบาลกลางและอัตราภาษีกำไรของกองทุนบริจาคเพิ่มขึ้นเป็น 8% (จากเดิม 1.4%) ส่งผลให้มีรายงานว่า Yale, Harvard และมหาวิทยาลัยอื่นๆ กำลังขายการลงทุนบริษัทเอกชนผ่านตลาดรอง ทางด้าน University of California ได้ปรับลดสัดส่วนเป้าหมายการลงทุนในสินทรัพย์เอกชนทั้งสำหรับกองทุนบริจาคเพื่อการศึกษาและกองทุนเพื่อการเกษียณ แม้จะยังคงร่วมมือกับ State Street เพื่อเปิดโอกาสให้สินทรัพย์เอกชนเป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนในแผนเงินออมเพื่อการเกษียณของพนักงาน 

    แผนบำนาญแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะแผนบำนาญของบริษัทเอกชนมีบทบาทลดน้อยลงเมื่อเจ้าของธุรกิจถ่ายโอนภาระการเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณไปยังพนักงาน ย้อนกลับไปในปี 2000 แผน 401(k) ซึ่งนายจ้างช่วยสนับสนุนและ IRA ที่บุคคลเปิดเองทั้งของภาครัฐและเอกชนรวมกันมีมูลค่ากองทุนละประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญ แต่ในปัจจุบันทั้งสองกองทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านล้านเหรียญ และ 29 ล้านล้านเหรียญ ตามลำดับ โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Investment Company Institute 

    ผู้บริหารการลงทุนในสินทรัพย์เอกชนพยายามดึงดูดที่ปรึกษาทางการเงินและลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูงด้วยกองทุนชนิดไม่มีกำหนดอายุ ซึ่งโดยทั่วไปนักลงทุนสามารถถอนเงินลงทุนได้สูงสุด 5% ต่อไตรมาส ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้ที่จัดตั้งขึ้นในช่วงแรกคือ Blackstone Real Estate Income Trust ซึ่งเปิดตัวในปี 2017 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 5.3 หมื่นล้านเหรียญในปัจจุบัน ส่วนกองทุน Blackstone Private Credit Fund ซึ่งจัดตั้งในปี 2021 มีมูลค่า 7.2 หมื่นล้านเหรียญ โดยรวมแล้ว Blackstone บริหารจัดการสินทรัพย์ให้นักลงทุนรายย่อยรวมมูลค่ากว่า 2.7 แสนล้านเหรียญ และตลาดนี้ยังเติบโตต่อเนื่องด้วยแรงหนุนจากแพลตฟอร์มบนคลาวด์สำหรับที่ปรึกษาการลงทุน ตัวอย่างเช่น BlackRock ซึ่งบริหารสินทรัพย์มูลค่า 1.25 ล้านล้านเหรียญเพิ่งจับมือกับบริษัทฟินเทค GeoWealth และ iCapital เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนต้นแบบที่ลงทุนในทั้งสินทรัพย์เอกชนและหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาด 

    Joan Solotar ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคลทั่วโลกของ Blackstone กล่าวว่า นักลงทุนรายย่อยในตลาดสินทรัพย์เอกชนส่วนใหญ่จะมีสินทรัพย์เพื่อการลงทุน 5 ล้านเหรียญหรือมากกว่า อย่างไรก็ดีบุคคลที่มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนมากกว่า 1 ล้านเหรียญกำลังเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ “สำหรับนักลงทุนที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่าหนึ่งล้านเหรียญตอนนี้ยังถือว่าเร็วเกินไป” เธอกล่าวเสริม ยกเว้นในกรณีของแผน 401(k) และกองทุนแบบกำหนดเป้าหมายเวลา

    ทว่า แผนลงทุนแนวทางใหม่นี้ใช่ว่าจะปราศจากความเสี่ยง รายงานจาก Moody’s เมื่อไม่นานมานี้ชี้ถึงประเด็นความกังวลหลายประการเกี่ยวกับความพยายามที่จะนำสินทรัพย์เอกชนเข้าสู่พอร์ตรวมการลงทุนของนักลงทุนชาวสหรัฐฯ หนึ่งในประเด็นหลักคือ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการที่นักลงทุนทั่วไปคุ้นเคยกับการขายสินทรัพย์เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด “กองทุนประเภทนี้ยังไม่เคยผ่านการประเมินอย่างละเอียดถึงผลกระทบในสถานการณ์ที่ตลาดเกิดความวิตกกังวล” Alexandra Aspioti นักวิเคราะห์สินเชื่อบริษัทเอกชนอาวุโสของ Moody’s กล่าว “นักลงทุนรายย่อยมักอ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดมากกว่า และมีโอกาสขายคืนหน่วยลงทุนในช่วงที่ตลาดตึงตัวสูงกว่า ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความผันผวนมากขึ้น” ความกังวลอีกประการของ Moody’s คือ เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ตลาดอาจกระตุ้นให้ผู้จัดการลงทุนในสินทรัพย์เอกชนตัดสินใจเข้าลงทุนอย่างขาดความรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อบริษัทเอกชน

    ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระสินเชื่อเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ผู้ปล่อยกู้ให้กับบริษัทเอกชนเผชิญข้อกำหนดด้านกฎระเบียบข้อบังคับน้อยกว่าสถาบันการเงินทั่วไป ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาสนับสนุนเงินทุนเพื่อเข้าซื้อกิจการของกองทุนไพรเวทอิควิตี้ในสัดส่วนสูงถึง 77% ในปี 2024 ตามข้อมูลของ Preqin ได้ระบุไว้ ทั้งนี้สินเชื่อที่ให้โดยผู้ปล่อยกู้เอกชนเหล่านี้ไม่มีการซื้อขายในตลาดรองและได้รับการประเมินมูลค่าเพียงไตรมาสละครั้งเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วมูลค่าการประเมินจึงมักจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างมาก เมื่อปี 2024 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ออกมาเตือนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปล่อยกู้เอกชนกับบริษัทที่สนับสนุนโดยกองทุนไพรเวทอิควิตี้อาจทำให้ปัญหาเชิงระบบถูกซ่อนอยู่นานเกินไป

    ในมิติของนักลงทุนรายย่อยและความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ตลาดเคยเผชิญภาวะตื่นตระหนกมาแล้ว Blackstone ต้องจำกัดการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี 2022 และเกือบตลอดปี 2023 เมื่อนักลงทุนรายย่อยหวาดวิตกจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นและเร่งเทขายการลงทุน แม้ว่าตอนนี้ตลาดจะฟื้นตัวและ Blackstone กลับมาอนุมัติการไถ่ถอนเต็ม 100% แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันจะไม่เกิดซ้ำและก่อให้เกิดวิกฤตในอนาคต 

    อีกหนึ่งความกังวลคือ การชะลอการขายสินทรัพย์ของกองทุนไพรเวทอิควิตี้ผลักดันให้เกิดตลาดซื้อขายรองซึ่งรวมถึงกองทุนต่อเนื่อง ตลาดประเภทนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมูลค่าธุรกรรมพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.6 แสนล้านเหรียญในปี 2024 โดยทั่วไปแล้วผู้จัดการสินทรัพย์ของกองทุนประเภทนี้จะใช้เงินจากนักลงทุนรายใหม่จ่ายคืนให้นักลงทุนเดิม Orlando Bravo ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนบริหารของ Thoma Bravo บริษัทที่มี (สินทรัพย์) มูลค่า 1.84 แสนล้านเหรียญส่งสัญญาณเตือนว่า ในเกมการเงินที่มีการหมุนเวียนทรัพย์สินเช่นนี้ นักลงทุนที่เข้ามาช้ากว่าอาจต้องรับช่วงกองทุนต่อเนื่องที่เหลือแต่สินทรัพย์ผลตอบแทนต่ำและไม่เป็นที่ต้องการ 

    Burgess จาก Wellington ให้คำมั่นว่า นักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนในผลิตภัณฑ์จากความร่วมมือของ Wellington–Vanguard–Blackstone จะสามารถเข้าถึงกองทุนไพรเวทอิควิตี้เดียวกันกับลูกค้าสถาบันของ Blackstone ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เหลือจากการคัดทิ้ง นอกจากนี้ เขายืนยันว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดตั้งสามารถรองรับกระแสการไถ่ถอนเงินลงทุนจำนวนมากได้ “สัดส่วนการลงทุน 70% อยู่ในสินทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาด ซึ่งช่วยเป็นกันชนด้านความเสี่ยงสภาพคล่องได้เป็นอย่างดี” เขากล่าว “เราได้จำลองสถานการณ์ตลาดขาลง [อย่างรุนแรง] และพบว่าระดับความเสี่ยงยังต่ำกว่าจุดที่เราคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ”

    ก่อนหน้านี้มีเสียงคัดค้านจากฝ่ายบริหารของอดีตประธานาธิบดี Biden ว่า การลงทุนในสินทรัพย์เอกชนนอกตลาดอาจมีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนเกินไปสำหรับแผน 401(k) “ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซับซ้อนต่อการทำความเข้าใจและประเมินมูลค่าได้ยาก แตกต่างจากการซื้อขายหุ้นรายตัวในตลาดหลักทรัพย์หรือกองทุนรวม” Lisa Gomez อดีตรองเลขาธิการกระทรวงแรงงานฝ่ายความมั่นคงด้านสวัสดิการพนักงานภายใต้รัฐบาล Biden กล่าว

    ทว่า ผู้จัดการลงทุนสินทรัพย์เอกชนนอกตลาดวางเดิมพันว่า รัฐบาล Trump จะไม่ให้ความสำคัญต่อความกังวลดังกล่าว และคาดหวังว่ารัฐสภาที่มีเสียงข้างมากจากพรรครีพับลิกันจะมอบการคุ้มครองบางส่วนจากการฟ้องร้องของพนักงานให้นายจ้าง หากเสนอผลิตภัณฑ์ลงทุนใหม่เข้าไปในแผน 401(k) สิ่งนี้อาจเพิ่มผลประโยชน์ให้กับผู้มีความมั่งคั่งสูงในวงการการเงิน ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนรายย่อยในการเข้าถึงสินทรัพย์เอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงซึ่งสร้างกำไรมหาศาลให้กับกองทุนบริจาคมหาวิทยาลัยและกองทุนบำนาญของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลจำนวนมากที่จะเข้าถึงได้ง่ายในอีกไม่ช้า นักลงทุนรายย่อยอาจตัดสินใจได้ชาญฉลาดกว่าที่บริษัทลงทุนขนาดใหญ่ใน Wall Street คาดไว้ นักลงทุนยังต้องติดตามอัตราค่าธรรมเนียมอย่างใกล้ชิดและไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ ทั้งนี้ สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Blackstone, Vanguard และ Wellington จะระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ผู้ลงทุนเพื่อการเกษียณต้องรับความเสี่ยงจากการลงทุนในบริษัทเอกชนที่ด้อยคุณภาพจนกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท ขณะที่บริษัทจัดการสินทรัพย์รายอื่นอาจมีมาตรฐานความระมัดระวังต่ำกว่าแต่การลงทุนที่เปิดกว้างอาจคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่มาพร้อมกันซึ่งนักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน


เรื่อง: Hank Tucker และ Sergei Klebnikov เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา ภาพ: Michael Prince




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สตาร์ทอัพ “Lovable” ใครๆ ก็เขียนโค้ดได้

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine