“Jeremy Allaire” เศรษฐีพันล้านเหรียญคนใหม่ จากแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ สู่เจ้าพ่อ Stablecoin

“Jeremy Allaire” เศรษฐีพันล้านเหรียญคนใหม่ จากแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ สู่เจ้าพ่อ Stablecoin

FORBES THAILAND / ADMIN
26 Mar 2026 | 10:00 AM
READ 114

ความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากการเข้าตลาดผ่านการเสนอขายหุ้น IPO ของ Circle ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้สร้างเจ้าพ่อหน้าใหม่แห่งวงการคริปโต ทั้งยังมอบผลตอบแทนหลายพันล้านเหรียญให้กับนักลงทุนระยะเริ่มต้น และผลักดันให้สเตเบิลคอยน์ (stablecoin) ที่อยู่ในช่วงขาขึ้นกลายเป็นที่จับตามอง


    Jeremy Allaire วัย 54 ปี ใช้เวลากว่า 3 ทศวรรษบุกเบิกเทคโนโลยีอันเป็นรากฐานสำคัญของอินเทอร์เน็ต โดยเริ่มสร้างชื่อจาก Allaire Corp. ที่เขาร่วมก่อตั้งในปี 1995 ซึ่งเป็นผู้พัฒนา ColdFusion แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับสร้างเว็บไซต์

    เขาขายกิจการ Allaire ให้กับ Macromedia ในมูลค่า 360 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อปี 2001 ต่อมาเขาร่วมก่อตั้ง Brightcove แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งวิดีโอที่ต่อมาสามารถระดมทุน 55 ล้านเหรียญผ่าน IPO ในปี 2012

    แต่ธุรกิจแห่งที่ 3 ของเขาอย่าง Circle ผู้สร้างเหรียญดิจิทัลที่ตรึงอัตราแลกเปลี่ยน 1:1 กับสกุลเงินต่างๆ อย่างเช่น เหรียญสหรัฐฯ ที่เรียกกันว่าสเตเบิลคอยน์คือผลงานที่สร้างผลตอบแทนมหาศาลที่สุดให้กับเขา

    ราคาหุ้น Circle ทะยาน 235% ในวันแรกเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NYSE เมื่อ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา จากราคาเปิด 31 เหรียญพุ่งขึ้นไปแตะ 103.75 เหรียญ ภายในเวลาไม่กี่นาทีมูลค่าของบริษัทพุ่งทะยานสู่ระดับ 1.9 หมื่นล้านเหรียญ ในไม่กี่สัปดาห์ถัดมาราคาหุ้นขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 224 เหรียญส่งผลให้ Allaire มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 4.2 พันล้านเหรียญ

    รูปแบบธุรกิจของ Circle ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อน เริ่มจากรับเงินฝากจากลูกค้าไว้ในบัญชี จากนั้นออกเหรียญดิจิทัลที่อิงกับเหรียญสหรัฐฯ (ที่เรียกกันว่า USDC) ในอัตรา 1:1 และนำเงินฝากเหล่านี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่ให้ดอกเบี้ย เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า 4% โมเดลนี้จึงทำหน้าที่เสมือนเครื่องปั๊มเงิน ในปี 2024 บริษัทกวาดรายได้ไป 1.7 พันล้านเหรียญ โดย 99% จากทั้งหมดมาจากดอกเบี้ย

    นับเป็นเวลาหลายปีที่ USDC ตามหลังคู่แข่งอย่าง Tether (หรือ USDT) เนื่องจาก Allaire ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักเกณฑ์และกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ขณะที่ Tether ครองส่วนแบ่งตลาด 62% และมีเหรียญดิจิทัลหมุนเวียนกว่า 1.61 แสนล้านเหรียญ เทียบกับ USDC ที่ราว 64,000 ล้านเหรียญ

    อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังของ Allaire กลับกลายเป็นหมากกลยุทธ์ที่คุ้มค่าหลังประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามใน GENIUS Act เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้ครอบคลุมการกำกับดูแล stablecoin อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ Circle ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการปฏิบัติตามกฎมาโดยตลอด และยังช่วยให้นักลงทุนระยะแรกเริ่มได้รับผลตอบแทนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Jim Breyer เศรษฐีพันล้านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (VC) General Catalyst, Accel, Oak Investment Partners และ IDG Capital ซึ่งแต่ละรายต่างถือครองหุ้น Circle มูลค่ามากกว่า 2.5 พันล้านเหรียญในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะปราศจากความเสี่ยง รายได้เกือบทั้งหมดของ Circle มาจากดอกเบี้ยของสินทรัพย์สำรองที่นำไปลงทุน ดังนั้น หากธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ก็อาจทำให้กำไรของบริษัทหายไปเกือบ 500 ล้านเหรียญ

    นอกจากนี้ Circle ยังพึ่งพา Coinbase ในฐานะผู้จัดจำหน่าย USDC รายใหญ่ โดยค่าธรรมเนียมที่ได้รับคิดเป็นมูลค่าราวครึ่งหนึ่งของรายได้ Circle (ประมาณ 908 ล้านเหรียญในปี 2024) นับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ แต่ผู้ลงทุนควรระวังไว้เสมอว่า ทุกอย่างอาจดูราบรื่นจนกว่าจะเกิดปัญหา




เรื่อง: Nina Bambysheva เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา

ภาพ: Guerin Blask, Getty Images




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ​เดิมพันของ Michael Intrator ปั้น CoreWeave ล่าขุมทรัพย์ในกระแส AI เฟื่องฟู

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในรูปแบบ e-magazine