ธุรกิจพันล้านของ “ครอบครัวนิวเคลียร์” เมื่อพ่อลูกเปลี่ยนไอเดียบนทางเดินเขา สู่ Deep Fission เตาปฏิกรณ์ใต้ดิน ผลิตไฟฟ้าถูกและชัวร์ ป้อนโลกยุคใหม่

ธุรกิจพันล้านของ “ครอบครัวนิวเคลียร์” เมื่อพ่อลูกเปลี่ยนไอเดียบนทางเดินเขา สู่ Deep Fission เตาปฏิกรณ์ใต้ดิน ผลิตไฟฟ้าถูกและชัวร์ ป้อนโลกยุคใหม่

FORBES THAILAND / ADMIN
24 Jul 2026 | 10:00 AM
READ 206

Liz Muller โน้มน้าวให้พ่อของเธอผู้เป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ยอมเลื่อนแผนเกษียณอายุ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ ผลลัพธ์ที่ได้คือ แนวทางสุดล้ำในการเปลี่ยนโฉมพลังงานปรมาณูให้มีราคาถูกลงและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยการฝังเตาปฏิกรณ์ขนาดจิ๋วลงไปใต้ดินประมาณ 1 ไมล์


    เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ Elizabeth Muller และคุณพ่อของเธอมักจะออกไปเดินเขาระยะทาง 3 ไมล์ด้วยกัน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผ่านเนินเขาใน Berkeley รัฐ California พร้อมแวะจิบกาแฟและระดมสมองกันระหว่างทาง "ผมก็มีไอเดียของผม เธอก็มีไอเดียของเธอ" Richard A. Muller กล่าว เขาคือผู้คิดค้นวิธีการแบบใหม่ในการหาอายุคาร์บอนที่จะใช้ในการระบุอายุของซากพืชและสัตว์โบราณได้สำเร็จก่อนอายุ 33 ปี และยังได้รับรางวัล "genius" จาก MacArthur Foundation เมื่อตอนอายุ 38 ปีอีกด้วย 

    ปัจจุบันหลังจากทุ่มเทให้กับการสอนที่ University of California ที่ Berkeley มานานถึง 40 ปี นักฟิสิกส์วัย 82 ปีผู้นี้ก็กำลังจะสร้างแรงสั่นสะเทือนในเชิงพาณิชย์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากลูกสาวผู้มีหัวการค้าและการเดินเขาอันยาวไกลเหล่านั้น

    "นิวเคลียร์เป็นเรื่องที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกอย่างมากได้จากทุกฝ่าย" Liz ในวัย 47 ปีกล่าว "ตอนเด็กๆ ที่โตใน Berkeley ครูและเพื่อนๆ ทุกคนของฉันต่างก็ต่อต้านนิวเคลียร์ แถมเมืองนี้ยังกลายเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์อีกด้วย" ตัวเธอเองก็เคยมีแนวคิดต่อต้านนิวเคลียร์เช่นกัน แม้ว่า Luis Alvarez เจ้าของรางวัล Nobel ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพ่อเธอ และเคยร่วมงานกับ Robert Oppenheimer ในการสร้างระเบิดปรมาณูลูกแรกจะเปรียบเสมือน "คุณปู่คนหนึ่งสำหรับฉัน" ก็ตาม 

    แต่หลังจากจบการศึกษาจาก UC San Diego เธอได้ย้ายไปที่ Paris ในปี 1999 เพื่อคว้าปริญญาโทจาก ESCP Business School และทำงานในสายการเงินระหว่างประเทศที่นั่นนานถึง 8 ปี เธออธิบายว่า ที่ฝรั่งเศสทุกคนต่างสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะ "ทางออกของภาวะโลกร้อนที่สะอาดและเชื่อถือได้" เธอจึงตัดสินใจกลับมายัง Berkeley ด้วยความมุ่งมั่นที่จะดึงอัจฉริยภาพของคุณพ่อออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์

    ในปี 2022 ระหว่างการเดินเขาครั้งหนึ่ง สองพ่อลูกตระกูล Muller ได้คิดไอเดียเบื้องหลัง Deep Fission บริษัทสตาร์ทอัพด้านพลังงานนิวเคลียร์ของพวกเขา โดยมีแนวคิดที่เรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ นั่นคือการเจาะหลุมลึกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 นิ้วลงไปใต้ดินลึก 1 ไมล์ แล้วเติมน้ำลงไป 

    จากนั้นจึงหย่อนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดจิ๋วลงไปเพื่อต้มน้ำที่ก้นหลุมให้เดือด แล้วส่งไอน้ำขึ้นมาตามท่ออีกเส้นเพื่อหมุนกังหันผลิตไฟฟ้า โดยแต่ละหลุมจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 15 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับบ้านเรือน 12,000 หลัง และหากติดตั้งหลุมเหล่านี้จำนวน 70 แห่งในพื้นที่เดียวกัน ก็จะสามารถป้อนพลังงานให้กับศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ขนาด 1 กิกะวัตต์ได้อย่างสบายๆ

    เมื่อเปิดใช้งานจริงพลังงานที่ได้ควรจะมีราคาถูกด้วยเช่นกัน (พวกเขาประมาณการอยู่ที่ราว 6 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) เพราะเทคนิคการนำเตาปฏิกรณ์ไปวางไว้ลึกใต้ดินภายใต้ความกดอากาศที่สูงกว่าปกติถึง 160 เท่า ช่วยลดต้นทุนกว่า 80% ของโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ที่มักจะหมดไปกับอาคารคอนกรีตและถังเหล็กกล้าหนาเตอะ "เราใช้แรงโน้มถ่วงของน้ำเพื่อสร้างแรงดันให้กับเตาปฏิกรณ์ในระดับเดียวกัน" Richard อธิบาย

    เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมากระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ได้ประกาศให้ Deep Fission เป็น 1 ใน 10 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Reactor Pilot Program ซึ่งออกแบบมาเพื่อเร่งทดสอบเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงและก่อสร้างได้ง่ายขึ้น "ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากบรรดาศูนย์ข้อมูลทำให้เราต้องหาแนวทางใหม่ๆ" Rian Bahran รองผู้ช่วยรัฐมนตรีฝ่ายนิวเคลียร์ของกระทรวงพลังงานกล่าว ขณะที่เตาปฏิกรณ์ของเจ้าอื่นๆ ต่างก็มีนวัตกรรมในแบบของตัวเอง แต่ทั้งหมดก็ยังคงเป็นเพียงเวอร์ชันดัดแปลงของโมเดลแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน

    จนถึงขณะนี้ภายใต้การกุมบังเหียนของ Liz ในฐานะ CEO และ Richard ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Deep Fission สามารถระดมทุนไปได้แล้ว 122 ล้านเหรียญ โดยมีมูลค่าประเมินบริษัทในรอบล่าสุดอยู่ที่ 1 พันล้านเหรียญ (หลังเพิ่มทุน) ทั้งนี้ Liz ถือครองหุ้น 19% ส่วน Richard ถือหุ้น 10% และ 8VC ของ Joe Lonsdale เศรษฐีพันล้านผู้ร่วมก่อตั้ง Palantir ถือหุ้นอยู่อีก 8% พวกเขาวางแผนที่จะเสนอขายหุ้นในปีนี้ เพื่อนำเงินมาสมทบทุนด้านการวิจัยและพัฒนา 

    รวมถึงสร้างเตาปฏิกรณ์ทดสอบมูลค่า 84 ล้านเหรียญ เพื่อให้บรรลุภาวะวิกฤต (criticality) หรือการทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เลี้ยงตัวเองได้ (แม้รัฐบาลของ Trump จะตั้งเป้าให้มีเตาปฏิกรณ์ใหม่ 3 แห่งบรรลุภาวะวิกฤตภายในวันที่ 4 กรกฎาคม แต่ครอบครัว Muller ก็ยังไม่ได้ให้คำมั่นในเรื่องนี้) 

    อย่างไรก็ตามหากพวกเขาได้รับใบอนุญาตแบบเร่งด่วนจาก Nuclear Regulatory Commission พวกเขาก็หวังที่จะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2027 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าสตาร์ทอัพเตาปฏิกรณ์รายอื่นๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานอยู่หลายปี 

    คู่แข่งเหล่านั้นรวมถึง Oklo ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 8.3 พันล้านเหรียญ และกําลังสร้างเตาปฏิกรณ์แห่งแรกที่ Idaho National Lab, Aalo Atomics ระดมทุนได้ 136 ล้านเหรียญ และกําลังก่อสร้างที่ Idaho เช่นกัน ส่วน Valar Atomics ที่ระดมทุนได้ 150 ล้านเหรียญสําหรับเตาปฏิกรณ์ใน Utah และ Kairos Power มีแผนจะขายไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์ที่กําลังก่อสร้างใน Oak Ridge รัฐ Tennessee เพื่อป้อนพลังงานให้กับศูนย์ข้อมูลของ Google

    หลุมเจาะทดสอบแห่งแรกของ Deep Fission กําลังอยู่ระหว่างการขุดเจาะที่เมือง Parsons รัฐ Kansas (มีประชากร 9,400 คน) บนพื้นที่ขนาด 14,000 เอเคอร์ของ Great Plains Industrial Park ซึ่งเคยเป็นสถานที่ผลิตยุทโธปกรณ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเมื่อ 14 ปีก่อน ตอนที่รัฐบาลกลางส่งมอบที่ดินผืนนี้ให้กับองค์กรความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน พวกเขาได้กําหนดให้พื้นที่นี้ต้องถูกจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมหนัก ซึ่งรวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ด้วยนั่นเอง

    หลุมเจาะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 นิ้วของ Deep Fission จะเจาะลึกลงไป 1 ไมล์ในชั้นหินแข็ง จากนั้นจะหย่อนถังบรรจุเตาปฏิกรณ์ที่บรรจุแท่งเชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะมาตรฐาน 5% จํานวน 4 ชุดลงไป ซึ่งสามารถสั่งเปิดใช้งานจากระยะไกลได้ด้วยการดึงแท่งควบคุมที่ทําหน้าที่ดูดซับนิวตรอนออก ทําให้ปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์เกิดขึ้นเร็วขึ้น 

    ทั้งนี้บริเวณที่มีกัมมันตรังสีจะถูกแยกอยู่ที่ก้นหลุม ดังนั้น ไอน้ำที่ลอยขึ้นสู่พื้นผิวจึงไม่มีอันตราย และด้วยระบบวงจรปิดนี้ไอน้ำที่ควบแน่นจะถูกส่งกลับลงไปในหลุมเจาะช่วยจํากัดปริมาณการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด “มันคือเตาปฏิกรณ์ที่เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้” Richard กล่าว



    เส้นทางสู่ความเรียบง่ายนั้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลังจาก Richard เกษียณอายุ เขาและ Liz ได้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากําไร เพื่อศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากที่เคยเป็นผู้กังขาในเรื่องนี้ เขากลับได้ข้อสรุปว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องจริง และทางออกที่ดีที่สุดสําหรับสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือการใช้พลังงานนิวเคลียร์ 

    ควบคู่ไปกับการผลักดันให้ประเทศจีนเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นก๊าซจากชั้นหินดินดาน (ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงครึ่งเดียว) สองพ่อลูกตระกูล Muller ได้ร่วมมือกับอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Shell Oil ก่อตั้ง Global Shale มีเป้าหมายที่จะทำการทดลองเจาะในจีน โดยร่วมกับทีมนักวิจัยจาก Wuhan University

    ทางการจีนสั่งระงับโครงการร่วมทุนดังกล่าว แต่ศาสตราจารย์วัยเกษียณกลับถูกใจแนวคิดแบบทุนนิยมเข้าแล้ว “การเริ่มต้นบริษัทที่แสวงหากำไรเพื่อให้ขับเคลื่อนงานได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วเป็นสิ่งที่ผมเพิ่งค้นพบว่าถูกจริตตัวเองมาก” Richard กล่าว

    นอกจากนี้ เขายังได้เรียนรู้เรื่องธรณีวิทยาและการเจาะสํารวจอีกมากมาย จนกระทั่งเกิดไอเดียบรรเจิด เมื่อได้ยินว่ากระทรวงพลังงานกําลังศึกษาเรื่องการกําจัดกากนิวเคลียร์ด้วยวิธีการฝังในหลุมเจาะ ในปี 2016 สองพ่อลูก Muller จึงได้ก่อตั้งบริษัทแสวงหากําไรอีกแห่งขึ้นมาในชื่อ Deep Isolation ซึ่งระดมทุนไปได้ 60 ล้านเหรียญ ด้วยมูลค่าประเมินบริษัทล่าสุดอยู่ที่ 200 ล้านเหรียญ เพื่อมุ่งเน้นด้านการจัดการกากนิวเคลียร์

    ในปี 2021 พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถวางและกู้คืนแคปซูลแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วในหลุมเจาะแนวนอน ที่ลึกลงไปครึ่งไมล์ได้สําเร็จ โดยพวกเขาคํานวณว่ากากนิวเคลียร์ทั้งหมดของอเมริกาจะสามารถบรรจุลงในหลุมเพียง 2,200 แห่งเท่านั้น แต่เรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสภาคองเกรสปลดล็อกกองทุนกากนิวเคลียร์มูลค่า 5.1 หมื่นล้านเหรียญ (ซึ่งสะสมมาจากการเก็บภาษีพลังงานนิวเคลียร์) ด้วยการสั่งระงับกฎหมายปี 1987 ที่มีข้อบกพร่อง 

    ซึ่งกําหนดให้ต้องใช้เงินนี้กับสถานที่จัดเก็บกากระดับชาติที่ยังสร้างไม่เสร็จใน Yucca Mountain รัฐ Nevada แต่กระนั้นในระหว่างนี้ Deep Isolation ก็สามารถสร้างรายได้ถึง 6 ล้านเหรียญในปีที่แล้วจากการร่วมงานกับรัฐบาลใน Bulgaria และ Croatia เพื่อจัดการกับกากนิวเคลียร์จากเตาปฏิกรณ์ในยุคโซเวียต

    ในปี 2022 Richard เริ่มหันมาศึกษาเรื่องการใช้หลุมเจาะสําหรับเตาปฏิกรณ์ที่ใช้งานจริง หลังจากที่มีลูกค้ารายหนึ่งซึ่งกําลังมองหาวิธีกําจัดกากนิวเคลียร์ตั้งคําถามขึ้นมาว่า หากแท่งเชื้อเพลิงใหม่ถูกวางลงในหลุมเจาะโดยไม่ได้ตั้งใจมันจะสามารถเกิดภาวะวิกฤตจนทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่แตกตัวได้ด้วยตัวเองหรือไม่ เขาได้ข้อสรุปว่า ชุดแท่งเชื้อเพลิงมาตรฐานจะไม่เกิดภาวะวิกฤต แต่สามารถเกิดขึ้นได้ หากเพิ่มปริมาณยูเรเนียมเข้าไป 

    และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ หากมันเกิดภาวะวิกฤตขึ้นมาจริงๆ ชั้นหินที่ล้อมรอบจะช่วยกักเก็บแรงดันและอุณหภูมิไว้ได้ซึ่งจะช่วยจํากัดอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นที่สองพ่อลูกตระกูล Muller ตัดสินใจก่อตั้ง Deep Fission “มันเหมือนกับว่าจักรวาลกําลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา” Liz กล่าว

    Richard ใช้เงินออมวัยเกษียณของเขาเพื่อประคับประคองบริษัทในระยะแรก จนกระทั่งเริ่มมีนักลงทุนทยอยเข้ามา Pablos Holman ซึ่งเป็นเจ้าของกองทุน Angel Fund ขนาดเล็กและเป็นนักลงทุนกลุ่มแรกๆ รู้สึกทึ่งในศักยภาพของแนวคิดนี้ ที่จะช่วยให้การตรวจสอบตามระเบียบข้อบังคับและการใช้งานจริงทําได้เร็วขึ้น ซึ่งเขาเรียกมันว่าเป็น “การแฮ็กกฎระเบียบ” 

    เมื่อทศวรรษก่อน Holman เคยทํางานด้านการออกแบบเตาปฏิกรณ์ที่ TerraPower ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Bill Gates โดยบริษัทดังกล่าวเพิ่งจะได้รับอนุมัติจาก NRC เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา (หรือ 18 ปีหลังจากก่อตั้งบริษัท) ในการสร้างเตาปฏิกรณ์ขนาด 840 เมกะวัตต์ และคาดว่าน่าจะเริ่มใช้งานได้ในปี 2032

    ครอบครัว Muller เองก็เร่งแผนการนําบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน เมื่อปีที่ผ่านมา Liz ได้เป็นหัวหอกในการทําธุรกรรมควบรวมกิจการย้อนกลับกับบริษัท Shell ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ให้กับทั้ง Deep Fission และ Deep Isolation ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะนําไปสู่การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในไม่ช้านี้ 

    สําหรับบรรดาว่าที่ลูกค้าของ Deep Fission ทาง Muller เผยว่า ผู้สร้างศูนย์ข้อมูลต่างๆ ได้แสดงความสนใจในเตาปฏิกรณ์รวมแล้วกว่า 800 เครื่อง ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 12.5 กิกะวัตต์ (มากกว่าปริมาณไฟฟ้าที่ทั้ง New York City ใช้เสียอีก) นอกจากนี้ พวกเขายังกําลังจับตามองโครงการของ Pentagon ในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์ขนาดไมโครสําหรับฐานทัพทหารอีกด้วย

    แล้วจะมีอะไรผิดพลาดได้บ้าง? Richard ยืนยันว่า แทบจะไม่มีเลย โดยเขาเป็นผู้ร่วมเขียนงานวิจัยในปี 2021 กับนักธรณีฟิสิกส์อีก 4 ท่าน ซึ่งคํานวณไว้ว่า แม้จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงจนกระทบกับเตาปฏิกรณ์ที่ฝังอยู่ลึก 1 ไมล์ของเขา แต่กว่าที่รังสีจะแพร่กระจายผ่านชั้นหินออกมาได้เพียง 1,000 ฟุต ก็ต้องใช้เวลานานถึง 500,000 ปี และปริมาณที่หลุดออกมาก็ไม่มากพอที่จะทําอันตรายต่อแหล่งน้ำใต้ดินได้ “หลุมเจาะคือคําตอบของทุกอย่าง” เขากล่าว “ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัยสําหรับเตาปฏิกรณ์ไปมากกว่าการมีชั้นหินหนา 1 ไมล์คอยโอบล้อมไว้อีกแล้ว”

    อย่างไรก็ตามไม่ใช่ชาวเมือง Parsons ใน Kansas ทุกคนที่จะเห็นด้วย ทว่าด้วยการที่พื้นที่ดังกล่าวถูกจัดสรรไว้สําหรับนิวเคลียร์อยู่แล้ว ทันทีที่ Deep Fission ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ และทางรัฐ “ก็แทบจะไม่มีช่องทางไหนที่จะขัดขวางได้เลย” Brad Reams ผู้อํานวยการบริหารของ Great Plains Industrial Park กล่าว

    แน่นอนว่าครอบครัว Muller ได้วางแผนสําหรับการกําจัดแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วจากเตาปฏิกรณ์ที่ฝังลึก 1 ไมล์ ไว้อย่างปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว โดย Richard อธิบายว่า แทนที่จะดึงพวกมันขึ้นมาจากหลุม พวกเขาจะเทส่วนผสมของซีเมนต์และหินลงไปเพื่อผนึกทุกอย่างไว้ ณ จุดเดิม “เพื่อให้โลกไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าเคยมีมันอยู่ตรงนั้น”

เรื่อง : Christopher Helman เรียบเรียง : จารุณี แตมสำราญ

ภาพ : Cody Pickens




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “Lili Reinhart” ทำเงินจากตัวตน สร้างฐานแฟนคลับต่อยอดธุรกิจ

​อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine