Dr. Dre “นายทุนแห่ง COMPTON” ทิ้งภาพแก๊งสเตอร์ ปั้น Beats สะท้านโลก รุกตลาดจิน เสพความมั่งคั่ง ในวิถีเศรษฐีที่เงินต้องวิ่งตาม

Dr. Dre “นายทุนแห่ง COMPTON” ทิ้งภาพแก๊งสเตอร์ ปั้น Beats สะท้านโลก รุกตลาดจิน เสพความมั่งคั่ง ในวิถีเศรษฐีที่เงินต้องวิ่งตาม

FORBES THAILAND / ADMIN
17 Sep 2026 | 10:00 AM
READ 98

จากวันที่ต้องคอยหลบหนีความรุนแรงของแก๊งอันธพาลใน Los Angeles สู่การเป็นศิลปินฮิปฮอปรุ่นบุกเบิกในนาม Dr. Dre และผู้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลง Death Row Records ต่อด้วยการเปิดตัวกิจการ Beats Electronics ที่ขายให้กับ Apple ไปในราคากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เวลานี้ Andre Young ง่วนอยู่กับแบรนด์จินที่เขากับ Snoop Dogg และ Jimmy Iovine สร้างขึ้นมาด้วยกัน พร้อมกับใฝ่ฝันถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่บนเวทีแห่งความสร้างสรรค์ และสุดเหวี่ยงกับชีวิตในฐานะเศรษฐีพันล้านคนใหม่


    กลางดึกวันพฤหัสบดีในฤดูใบไม้ผลิปี 2014 นักแสดงหนุ่ม Tyrese Gibson จับมือ Dr. Dre ไลฟ์สดทาง Facebook เพื่อฉลองการขาย Beats Electronics บริษัทที่ Dre ร่วมก่อตั้งขึ้นให้กับ Apple ในราคา 3.2 พันล้านเหรียญ

    Tyrese กล่าว “ทำเนียบเศรษฐีพันล้านของ Forbes เปลี่ยนไปแล้ว” แล้วเขาก็ยอมรับว่ามาจากฤทธิ์ของ Heineken ที่ดื่มหนักเกินไปหน่อย “ทั้งที่เพิ่งประกาศไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พวกเขาต้องปรับทำเนียบเศรษฐีใหม่เสียที!”

    “เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยทีเดียว เข้าใจด้วยนะ” Dre ส่งเสียงมาจากด้านหลัง “มหาเศรษฐีคนแรกของวงการฮิปฮอปอยู่ตรงนี้แล้ว มาจากฝั่งเวสต์โคสต์”

    ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ ในตอนนั้นสัญญายังไม่ได้ข้อยุติ ข่าวที่รั่วออกมากระพือความตื่นตระหนกขึ้นมาในทันทีว่าอาจกระทบต่อการเจรจาในขั้นตอนสุดท้ายได้ “ใช่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจเสียที่ไหน” Dre เพิ่งจะยอมรับในตอนนี้ เขานั่งอยู่ในคฤหาสน์หรูย่าน Brentwood อันมั่งคั่งใน Los Angeles 

    รายงานระบุว่า หลังจากที่ยอมลดราคา 200 ล้านเหรียญ Apple ก็ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการผลิตหูฟังในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา Forbes ประเมินว่า Dre รับเงินสดสุทธิไปกว่า 500 ล้านเหรียญ พร้อมหุ้นมูลค่าอีกเกือบ 100 ล้านเหรียญ

    แม้จะไม่เพียงพอที่จะส่งให้โปรดิวเซอร์ดนตรีฮิปฮอปในตำนานติดโผเศรษฐีระดับพันล้านในปีนั้น แต่ก็เป็นจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งอีกกว่า 1 ทศวรรษต่อมา Forbes ประเมินว่า มีมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 1 พันล้านเหรียญ

    ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องครัวภายในคฤหาสน์ขนาด 36,000 ตารางฟุต มูลค่าราว 53 ล้านเหรียญ Dre หรือชื่อจริงคือ Andre Romelle Young วัย 61 ปี ไม่เคยลืมว่าเขามาไกลแค่ไหนจากวัยเด็กในเมือง Compton รัฐ California เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับแม่วัยใสและการทุบตีของพ่อ รายล้อมไปด้วยความรุนแรงของแก๊งอันธพาล 

    และการระบาดของโคเคนในระดับสูงสุด “ตอนเด็กๆ ผมไม่มีปัญหากับการออกไปรับจ้างตัดหญ้าเพื่อหาเงินซื้อรองเท้า” Dre พูดถึงชีวิตวัยเด็ก “ถ้าอยากได้อะไรผมก็จะทำในสิ่งที่ต้องทำ”

    แม้จะมีเงินมากมายแต่ Dre สาบานว่า ในการประกอบอาชีพของเขาไม่มีแรงจูงใจเป็นเงินเลย ความสำเร็จนี้เขายกความดีความชอบให้กับความหมกมุ่นกับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ “สมบูรณ์แบบ” ไม่ว่าจะเป็นดนตรี หูฟัง หรือธุรกิจล่าสุดอย่างแบรนด์จิน

    “ผมไม่ได้วิ่งไล่ตามเงิน ผมพยายามทำให้เงินวิ่งไล่ตามผมต่างหาก” Dre กล่าว ปัจจุบันเขารั้งอันดับ 20 ในทำเนียบ 250 อเมริกัน ผู้สร้างตัวเองสุดยิ่งใหญ่ (the Greatest Self-Made Americans) “ผมเดิมพันข้างตัวเองได้เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมรู้ว่าตัวเองมีพรสวรรค์”

    พรสวรรค์นั้นฉายแววให้เห็นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1980 ณ Eve After Dark คลับแห่งหนึ่งในเมือง Compton เมื่อ Dre วัยหนุ่มในชุดสครับผ้าซาตินและหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ต้องรับหน้าที่ดีเจ Dre อาศัยโรงรถเป็นที่ฝึกฝนการตัดต่อและผลิตผลงานเพลงด้วยตนเอง โดยใช้เครื่องดนตรีจากโรงรับจำนำในท้องถิ่น



    ต่อมาเขาร่วมก่อตั้งกลุ่มศิลปินเพลงแร็ปแนวแก๊งสเตอร์รุ่นบุกเบิกชื่อว่า N.W.A ร่วมกับ Ice Cube, Eazy E และ Arabian Prince และต่อมากลายเป็นโปรดิวเซอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีฮิปฮอป เรื่องราวของ N.W.A เป็นที่มาของ Straight Outta Compton ภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ในปี 2015

    เมื่อถึงปี 2022 เขากลายเป็นศิลปินฮิปฮอปคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงในช่วงพักครึ่งการแข่งขัน Super Bowl เป็นโอกาสให้เขาได้โชว์ร่วมกับศิลปิน ภายใต้การปลุกปั้นของตนเองหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Snoop Dogg, Eminem, 50 Cent และ Kendrick Lamar

    Dre บอกว่า เงินที่หามาได้มอบอิสรภาพให้กับเขาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการหย่าร้างกับ Nicole Young ภรรยาที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาเกือบ 25 ปีในปี 2021 ตอนนี้เขาจะใช้เวลาทำอะไรก็ได้อย่างที่ต้องการ บางครั้งก็พักผ่อน แต่แน่นอนว่าเขามักจะไล่ตามความฝันอันยิ่งใหญ่ต่อๆ ไปอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์จิน “Still G.I.N.” ที่ตั้งชื่อตามเพลงฮิตปี 1999 อย่าง Still D.R.E.

    หรือเพลงอีกกว่า 400 แทร็กที่เขาบอกว่า สร้างขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 แต่ยังไม่มีโอกาสได้เปิดตัว เพราะยังคงปรับไปเรื่อยๆ เมื่อมีเวลาว่าง เขาจะนั่งในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ ภายใต้ผนังที่ประดับไปด้วยถ้วยรางวัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรางวัล Grammy รางวัล Emmy รวมถึงดาว Hollywood Walk of Fame และบรรเลงบทเพลงบนแกรนด์เปียโน Bosendorfer (ราคาเริ่มต้น 200,000 เหรียญ) รายล้อมไปด้วยสมุดบันทึกโน้ตดนตรีและไอเดียเพลงอีกหลายเล่ม

    “ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งอาจมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ก็เป็นได้” Dre กล่าว “ที่น่าตื่นเต้นคือ มันเป็นไปได้ แต่มันก็ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าหดหู่พร้อมๆ กัน เพราะผมรู้ว่ามันเป็นไปได้จริงๆ แต่ถ้าผมหามันไม่เจอล่ะ”

    คนที่เคยทำงานร่วมกับ Dre ไม่ว่าจะที่สตูดิโอ ที่ Beats หรืองานอื่นๆ ต่างรู้ดีว่า กระบวนการทำงานของเขาต้องใส่ใจทุกรายละเอียด เขาจะไม่หยุดปรับแต่งผลงานจนกว่าจะรู้สึกว่าดีพอที่จะเผยแพร่ “เวลาไม่มีอยู่จริงสำหรับ Dr. Dre” Eminem ศิลปินขาประจำกล่าวผ่านอีเมล 

    “เขาไม่สนใจวันปล่อยงาน เดดไลน์ หรือกำหนดการใดๆ ทั้งนั้น เขาคิดแค่ว่างานนี้พร้อมแล้วหรือยัง เช่น ในอัลบั้มหนึ่งของ Dre เมื่อปี 2001 ซึ่งผมคิดว่าพร้อมมาตั้งแต่ก่อนจะบันทึกเพลง Still D.R.E. เสียอีก จากนั้นผมจึงนึกขึ้นได้ว่าถ้า Dre คิดว่างานเสร็จแล้วตั้งแต่ตอนนั้นโลกคงไม่มีวันได้ยินเพลงนั้น”

    สำหรับบางเพลงโลกก็ไม่มีโอกาสได้ฟังจริงๆ Dre ใช้เวลากว่า 10 ปี ผลิตอัลบั้ม Detox ที่ทุกคนเฝ้ารอ ก่อนจะล้มเลิกโครงการไปเสียดื้อๆ ในปี 2015 ตอกย้ำกิตติศัพท์แห่งความนิยมในความสมบูรณ์แบบ

    “บางครั้งคำว่า ‘ความนิยมความสมบูรณ์แบบ’ ก็เป็นแค่คำที่ผมใช้ซื้อเวลา” Dre กล่าว “ถ้าผมมีกำหนดปล่อยเพลงแต่เพลงมันยังไม่โดน ผมควรจะปล่อยเพลงนั้นออกไปงั้นเหรอ ไม่เลย ผมจะใช้เวลาทำจนกว่าจะได้เพลงที่ใช่จริงๆ”

    เขาเผยให้เห็นคุณสมบัติดังกล่าวมาตั้งแต่ปล่อยเพลงแจ้งเกิดอย่าง Boyz n the Hood ในปี 1987 เพลงฮิตนั้นได้ Ice Cube แร็ปเปอร์ท้องถิ่นอีกคนเป็นผู้แต่งเนื้อเพลง และ Dre ยังใช้เวลาหลายต่อหลายชั่วโมงบันทึกเสียงร้องนับสิบๆ เทค เพื่อเคี่ยวเข็ญ Eazy E แร็ปเปอร์หน้าใหม่จนได้บทเพลงที่กลายเป็นพื้นฐานให้กับวง N.W.A (ย่อมาจาก Niggaz Wit Attitudes) 

    ต่อมาในปี 1988 พวกเขาสร้างสรรค์แนวเพลง “แร็ปแนวแก๊งสเตอร์” (Gangsta Rap) ให้เป็นที่รู้จักผ่านอัลบั้ม Straight Outta Compton ที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 2 ล้านชุด ทั้งที่สถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุหลายแห่งปฏิเสธที่จะเล่นเพลงในอัลบั้มดังกล่าวเพราะมีเนื้อหารุนแรง อย่างไรก็ตามแม้ Dre จะเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเพลงทุกเพลง แต่ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเมื่อปี 1996 เขาบอกว่า ได้รับค่าลิขสิทธิ์จากอัลบั้มต่างๆ ของ N.W.A เพียง 2% เท่านั้น

    “ตอนยังเด็กผมไม่รู้เลยว่ามีสัดส่วนการเป็นเจ้าของเท่าไร เพราะผมก็แค่ทำงานในส่วนของผม” Dre กล่าวในตอนนี้ “ผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าพรสวรรค์ของผมหมายถึงอะไร หรือมันทรงพลังมากแค่ไหน”

    เขาตัดสินใจออกจากวงในปี 1991 เพื่อร่วมก่อตั้ง Death Row Records กับ Marion “Suge” Knight ผู้บริหารค่ายเพลงจอมอื้อฉาว ที่แห่งนี้เองแนวเพลง G-Funk (ย่อมาจาก gangstafunk)ได้กลายเป็นซาวด์อันเป็นเอกลักษณ์ของฮิปฮอปฝั่งเวสต์โคสต์ The Chronic อัลบั้มเดี่ยวเปิดตัวของ Dre ทำยอดขายได้มากกว่า 3 ล้านชุดในปี 1993 จนทำให้เขาได้รับรางวัล Grammy Award สมัยแรกมาครองได้สำเร็จ จากทั้งหมด 7 ครั้ง

    นอกจากนี้ ยังสร้างผลงานในฐานะโปรดิวเซอร์อัลบั้มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Doggystyle อัลบั้มเปิดตัวของ Snoop Dogg ที่ทำยอดขายได้ถึง 4 ล้านชุด และ California Love ซิงเกิลยอดขาย 2 ล้านชุดของ Tupac Shakur ส่งผลให้แนวเพลงดังกล่าวกลายเป็นอิทธิพลกระแสหลักในเชิงพาณิชย์ รายงานระบุว่า ยังไม่ทันพ้นปี 1996 Death Row ทำรายได้เกินกว่าปีละ 100 ล้านเหรียญ

    ในปีเดียวกันนั้นเอง Dre โบกมือลา Death Row โดยยอมสละความเป็นเจ้าของมูลค่ามหาศาลเพื่อหันหลังให้กับความรุนแรงในค่ายเพลงและการแข่งขันระหว่างแรปเปอร์ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกที่ทวีความรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตของ Tupac ในฤดูใบไม้ร่วง ต่อมา Dre ก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ Aftermath Entertainment ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้ Interscope Records ของ Jimmy Iovine แต่ในช่วงแรกยังคงประสบปัญหาในการสร้างมนต์ขลังแบบเดิมๆ

    “ค่ายเพลงของเขาเงียบเหงามากจริงๆ” Jimmy กล่าว เขาคือผู้เซ็นสัญญากับ Tupac, Lady Gaga, No Doubt และศิลปินเจ้าของรางวัล Grammy คนอื่นๆ “เขาต้องการแรงบันดาลใจ และปัญหาอย่างหนึ่งคือ นานๆ ทีเขาจึงจะมีแรงบันดาลใจ เขาต้องรอจนกว่าจะมี ‘คลื่นลูกที่ใช่’ จริงๆ”

    คลื่นลูกนั้นมาในรูปแบบของเด็กผิวขาว ตัวผอมๆ จากเมือง Detroit ชื่อว่า Marshall Mathers ซึ่ง Dre ได้ฟังเดโมเทปของเขาเป็นครั้งแรกหลังจากที่เด็กฝึกงานของ Interscope ส่งต่อมาให้ Jimmy ในวันแรกที่ทั้งคู่ทำงานด้วยกันที่สตูดิโอ พวกเขาทำซิงเกิล My Name Is ซึ่งทำให้โลกได้รู้จักกับ Eminem แร็ปเปอร์วัย 26 ปีเมื่อปี 1999 ซึ่งต่อมากลายเป็นศิลปินเพลงที่มียอดขายสูงสุดในยุค 2000 ตามข้อมูลของ Nielsen SoundScan ด้วยยอดขายอัลบั้ม 32.2 ล้านชุดในสหรัฐฯ

    “Dre กล้าวัดดวงกับผมในช่วงเวลาที่ไม่มีใครกล้า” Eminem วัย 53 ปีในปัจจุบันกล่าวกับ Forbes “เขาสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผม ทำให้คนฟังเพลงของผมนานพอที่จะยอมรับในตัวผมอย่างแท้จริง”

    นับแต่นั้นมา Aftermath เฉิดฉายด้วยเพลงฮิตอย่าง The Real Slim Shady ของ Eminem และ In Da Club ของ 50 Cent รวมถึง 2001 อัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 ของ Dre เองที่มียอดขายกว่า 6 ล้านชุด เขาปรากฏตัวในทำเนียบคนดังที่มีรายได้สูงสุดของ Forbes เป็นครั้งแรกในปี 2001 เมื่อมีรายงานว่า เขาขายหุ้น 30% ใน Aftermath ให้กับ Interscope ในราคา 35 ล้านเหรียญ

    โอกาสสร้างรายได้สำหรับ Dre ปรากฏให้เห็นตลอดเวลา แบรนด์จำนวนมากต่างก็หวังจะได้ตัวมาช่วยโปรโมต เขาจำได้ว่าเคยเห็น Jimmy เดินอยู่ริมหาดที่ Malibu ในปี 2006 ซึ่งพวกเขาต่างมีบ้านอยู่ที่นั่น Dre เชิญ Jimmy ขึ้นมาบนระเบียงบ้านและถามว่า เขาควรจะมีแบรนด์ รองเท้าของตัวเองด้วยดีไหม “ผมได้แต่มองเขาแล้วบอกว่า นายจะไปยุ่งอะไรกับรองเท้าผ้าใบ” Jimmy ในวัย 73 เล่าย้อน

    “ช่างหัวรองเท้ามันไป” Dre จำคำพูดของ Jimmy ได้ “มาทำลำโพงกันดีกว่า”

    ทั้งคู่กลายเป็นหุ้นส่วนใน Beats Electronics เพื่อผลิตหูฟังแบบครอบหูระดับพรีเมียม ทั้งที่ในเวลานั้นหูฟังเอียร์บัดราคาถูกที่แถมฟรีมาพร้อมกับ iPod และ iPhone กำลังได้รับความนิยมสูงสุด Dre ทุ่มเทความใส่ใจอย่างพิถีพิถันในการทดสอบผลิตภัณฑ์ 

    เช่นเดียวกับที่เขาทำงานเพลง เขาปรับแต่งเสียงเบส โดยเชื่อว่าจะมอบประสบการณ์การฟังดนตรีที่เหนือกว่า เมื่อรวมเข้ากับความสามารถด้านการตลาดของ Jimmy แบรนด์ก็ประสบความสำเร็จในทันที

    หูฟัง Beats ปรากฏในมิวสิกวิดีโอของศิลปินสังกัด Interscope รวมถึงทีมบาสเกตบอลสหรัฐฯ ระหว่างการแข่งขันโอลิมปิก 2008 ภายใต้การนำของ LeBron James ที่ได้หุ้นส่วนเล็กๆ แลกเปลี่ยนกับการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ไม่นานนัก Beats by Dre ก็เป็นมากกว่าแค่อุปกรณ์เครื่องเสียง มันกลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะ คล้ายกับการปฏิวัติแบรนด์ Jordan ของ Nike โดย Forbes ประเมินว่า บริษัทมียอดขายเติบโตจาก 180 ล้านเหรียญในปี 2009 เป็น 860 ล้านเหรียญในปี 2012

    ปี 2012 Beats ขยายกิจการนอกเหนือจากฮาร์ดแวร์ พวกเขาเข้าซื้อ MOG กิจการบริการสตรีมมิ่งเพลงมาในราคาประมาณ 14 ล้านเหรียญ ซึ่ง Dre และ Jimmy นำมาใช้เปิดตัว Beats Music ในปี 2014 โดยตั้งเป้าที่จะเป็นคู่แข่งสตรีมมิ่งของ Spotify และ Pandora และในที่สุดก็เพื่อที่จะกลายเป็นหมายเป้าในการเข้าซื้อกิจการที่ดียิ่งขึ้นเสียเอง 

    เมื่อคิดได้ว่าหุ้นราว 20% ที่เขาถืออยู่นั้นจะมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด Dre ถึงกับหัวเราะความคิดที่ว่า เขาจะลังเลหากต้องขายหุ้น “ผมตัดสินใจง่ายมาก” Dre “เหมือนกับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

    ท้ายที่สุดแล้ว Apple ตัดสินใจซื้อ Beats ไปในราคา 3 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทจนถึงปัจจุบัน โดยคาดว่า Dre และ Jimmy แต่ละคนยังได้หุ้นอีกในมูลค่า 100 ล้านเหรียญ โดยมีเงื่อนการถือครองเป็นเวลา 4 ปี เหตุผลหนึ่งก็เพื่อดึงดูดทั้งคู่เข้ามาร่วมทีมบริหารในช่วงการเปลี่ยนผ่าน Beats Music สู่การเป็น Apple Music ในปี 2015

    Dre ออกจาก Apple ในปี 2018 โดยเอกสารศาลระหว่างการหย่าร้างในปี 2021 เผยให้เห็นว่า เขาได้ขาย หุ้นส่วนใหญ่ของตนเองออกไปแล้ว (ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มอีกเท่าตัวนับแต่นั้นมา) เขาจบคดีหย่าร้างด้วยการจ่ายเงิน 2 ครั้ง ครั้งละ 50 ล้านเหรียญ 

    หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มนำผลงานการบันทึกและประพันธ์เพลงออกเสนอขาย เมื่อถึงเดือนมกราคม ปี 2023 เขาขายสิทธิให้กับ Universal Music Group และ Shamrock Capital บริษัทเพื่อการลงทุนด้านสื่อจาก L.A. ซึ่ง Forbes ประเมินราคาว่าเกินกว่า 200 ล้านเหรียญ

    เมื่อถึงเวลาที่ต้องหาความท้าทายใหม่ Jimmy เป็นผู้เสนอไอเดียอีกครั้ง วันหนึ่งขณะกำลังคุยกับ Dre และ Snoop Dogg ที่สตูดิโอ Jimmy ถามขึ้นมาว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่เคยลองแปลงเพลงฮิตปี 1994 อย่าง Gin and Juice ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจริงๆ 

    “เหล้าจินเป็นแอลกอฮอล์ที่ผลประกอบการไม่ค่อยสวยเท่าไร” Snoop บอกกับ Forbes “เราก็เลยเลือกผลงานที่ไม่สวยนั้น เพื่อที่จะทำให้มันออกมาสวย” Jimmy เสริมว่า “Dre บอกว่า เราจัดการได้แน่ๆ Snoop ก็เห็นด้วย จากนั้นการเดินทางสู่คุณภาพก็เริ่มต้นขึ้น”



    Dre เข้าเยี่ยมชมโรงกลั่นแห่งหนึ่งใน Chicago ซึ่งเขาได้เรียนรู้การผลิตจิน และชิมตัวอย่างจิน 17 แบรนด์ เพื่อกำหนดคุณภาพอย่างที่ต้องการ นอกจาก Snoop และ Jimmy ในฐานะผู้ลงทุนแล้ว พวกเขายังจับมือเป็นพันธมิตรกับ Patrick Halbert และ Andrew Gill 

    สองผู้ประกอบการที่เพิ่งจะขาย On the Rocks แบรนด์ค็อกเทลสำเร็จรูปพร้อมดื่มของตนเองไปให้กับ Jim Beam เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2024 ค็อกเทลกระป๋อง Gin & Juice ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวในร้านค้าปลีก 30,000 แห่งทั่วโลก

    แม้ว่าค็อกเทลพร้อมดื่มจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยปีที่แล้วตลาดโลกมียอดขายราว 3.8 พันล้านเหรียญ แต่แบรนด์สุราระดับพรีเมียมที่ประสบความสำเร็จยังสามารถทำกำไรได้สูงกว่านั้นมาก เพียงดูตัวอย่างของ Ryan Reynolds ในปี 2020 ที่นักแสดงหนุ่มเพิ่งจะขายแบรนด์ Aviation Gin ไปในราคา 610 ล้านเหรียญ “Gin & Juice เป็นความบันเทิง แต่ Still G.I.N. คือธุรกิจที่จริงจัง” Andrew กล่าว

    แต่ Jimmy เตือนพันธมิตรทั้งสองว่า พวกเขาอาจไม่มีวันผลิตจินที่จะเอาชนะใจ Dre แทนที่ Hendrick’s แบรนด์ประจำตัวของเขามานานนับสิบๆ ปีได้ แต่ก็เช่นเดียวกับ Beats ที่ให้ความสำคัญกับการขยายเสียงเบส สองพันธมิตรให้ความสำคัญกับรสชาติซีตรัสและเครื่องเทศ เพื่อให้สมดุลกับรสสัมผัสของจูนิเปอร์ที่มักจะพบในแบรนด์เหล้าจินยุคเก่าส่วนใหญ่ 

    หลังจากปรับปรุงกันไป 15 ครั้ง พวกเขานำขวดตัวอย่างแรกมาให้ Dre ชิมถึงบ้าน Dre ตกลงทันทีและอนุมัติการเปิดตัวช่วงปลายปี 2024 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Applebee’s ประกาศเพิ่มเมนูจินดังกล่าวไว้ในร้านอาหารทั้ง 1,500 สาขาทั่วสหรัฐอเมริกา

    “ผมรู้สึกว่าตัวเองยังมีไฟลุกโชน” Dre กล่าวถึงธุรกิจเหล้ารวมถึงโครงการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ “ผมแค่อยากตื่นมาและมีไฟที่จะทำอะไรสักอย่าง”

    เกือบทุกเช้าเขาจะลงไปยังชั้นล่างของบ้านเพื่อว่ายน้ำเป็นระยะทาง 1 ไมล์ หรือเท่ากับ 88 รอบของสระว่ายน้ำยาว 60 ฟุต จากนั้นเขาอาจใช้เวลาอยู่ในสตูดิโอส่วนตัวชั้นใต้ดินเพื่อทำเพลง หรือไปยังโรงภาพยนตร์ส่วนตัว และกลับลงมาข้างล่างอีกครั้งในช่วงบ่ายเพื่อยกน้ำหนักในห้องออกกำลังกายเต็มรูปแบบ

    ตอนที่ Dre ซื้อคฤหาสน์หลังดังกล่าวต่อจาก Tom Brady และ Gisele Bundchen ในปี 2014 ห้องทั้งหมดนี้ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าราคาในตอนนั้นจะสูงถึง 40 ล้านเหรียญ Dre บอกว่า เขาใช้เวลากว่า 3 ปีขยายพื้นที่เพิ่มเป็นเท่าตัว สร้างสตูดิโอบันทึกเสียงแบบเต็มรูปแบบไว้ชั้นล่างฝั่งหนึ่งของบ้าน 

    ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเขาเปลี่ยนห้องออกกำลังกายในโรงรถของ Brady ให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ เขารื้อทางเดินรถที่คั่นตรงกลางออกเพื่อสร้างสระว่ายน้ำและห้องออกกำลังกายใต้ดินเข้าไปแทน “ผมไม่ยึดติดกับของนอกกายเลยแม้แต่น้อย” Dre กล่าว “นี่คือของชิ้นแรกที่ผมลงทุนซื้อและรู้สึกภูมิใจ”

    บ้านของ Dre ตั้งตระหง่านเหนือ Los Angeles และก็เช่นเดียวกับบทเพลงของเขา Dre ปรับปรุงบ้านใหม่และปรับแต่งจนกระทั่งเขารู้สึกว่ามันสมบูรณ์แบบ ตอนนี้เขาแทบไม่ออกจากบ้าน และตัดสินใจขายอสังหาริมทรัพย์อื่นออกไปหลายแห่ง รวมถึงบ้านริมหาดที่ Malibu ถิ่นกำเนิดแบรนด์ Beats ในราคา 16.5 ล้านเหรียญตามรายงาน 

    “ผมไม่มีเหตุผลที่จะต้องออกจากบ้านไปไหน” เขากล่าวถึงคฤหาสน์ใน Brentwood บางครั้ง Dre จะชวนนักดนตรีมาสนุกด้วยกัน หรือไม่ก็ชวนเพื่อนๆ มาสูบซิการ์ข้างสระว่ายน้ำหลังบ้าน แต่บ่อยครั้งเขามักจะใช้เวลาอยู่กับตัวเอง Dre ต่างจาก Charles Foster Kane ดูเหมือน Dre จะพบความสงบสุขในคฤหาสน์ Xanadu ด้วยตนเอง

    “ผมกำลังมีความสุขกับความสันโดษ” Dre กล่าว “ผมพยายามใช้ชีวิตง่ายๆ สิ่งเดียวที่ผมต้องการคือ รักษาวิถีชีวิตของตัวเองไว้ที่บ้านหลังนี้ ผมอยากให้บ้านของผมเป็นไปอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะมันคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข”

    อย่างไรเสียเขาอดไม่ได้ที่จะมองเห็นความเป็นไปได้ในการสร้างสิ่งใหม่ๆ Dre เหลือบมองออกทางหน้าต่างด้านหลังห้องครัวไปยังสนามหญ้าที่ตกแต่งอย่างประณีตและทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ของมหาสมุทรแปซิฟิก เขาประเมินว่า ใต้บ้านหลังนี้น่าจะยังมีพื้นที่ว่างสำหรับใช้ประโยชน์อีกราว 4 พันตารางฟุต ขอเพียงเขานึกออกว่าต้องการจะสร้างอะไร

    “ผมรู้ว่าผมสามารถทำอะไรสักอย่างตรงชั้นใต้ดินนั้นได้” Dre พูดถึงผลงานเอกชิ้นล่าสุดที่ยังไม่แล้วเสร็จ “ความคิดนั้นซึ่งก็คือการรู้ว่าผมทำได้ และการค้นพบอย่างเช่น ลองนึกดูสิครับถ้าผมคิดออกว่าผมสามารถทำอะไรที่ชั้นใต้ดินนั้นได้ แค่คิดมันก็สนุกไปอีกแบบจริงไหม”


เรื่อง : MATT CRAIG เรียบเรียง : รัน-รัน

ภาพ : JAMEL TOPPIN




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Dhar Mann เจ้าพ่อจอมไวรัล ผู้กวาดเม็ดเงินโฆษณาหลายสิบล้านเหรียญ

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine