ทำไมว่าที่หมอสร้าง "AI ช่วยชีวิต" รู้จัก Aengus Tran แห่ง Harrison.ai ใช้ AI อ่านผลสแกน แก้ปมขาดแคลนแพทย์ ขยายผลสู่ 1,000 โรงพยาบาลและคลินิก

ทำไมว่าที่หมอสร้าง "AI ช่วยชีวิต" รู้จัก Aengus Tran แห่ง Harrison.ai ใช้ AI อ่านผลสแกน แก้ปมขาดแคลนแพทย์ ขยายผลสู่ 1,000 โรงพยาบาลและคลินิก

FORBES THAILAND / ADMIN
15 Oct 2026 | 10:00 AM
READ 100

Aengus Tran เปลี่ยนแผนจากการเป็นแพทย์หันมาพัฒนาเครื่องมือ AI ที่มีศักยภาพช่วยชีวิตคน ด้วยการทำให้การวินิจฉัยโรคด้วยภาพเอกซเรย์และซีทีสแกนทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้น และปัจจุบัน CEO ของ Harrison.ai ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมือง Sydney กำลังมุ่งขยายไปยังระบบสาธารณสุขของสหรัฐฯ ที่มีงานล้นมือ


    ขณะที่ Aengus Tran เรียนแพทย์ในปี 2015 ที่เมือง Sydney โดยตั้งใจจะเรียนต่อเฉพาะทางสาขาโรคหัวใจ เขาได้กลับไปฝึกปฏิบัติงานจริงอยู่ที่เวียดนามบ้านเกิดเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจพลิกแผนอนาคตของตัวเอง การฝึกงานที่โรงพยาบาลโรคหัวใจ Tam Duc Cardiology Hospital ในนคร Ho Chi Minh ทำให้ว่าที่คุณหมอคนนี้ได้เห็นกับตาว่า โรงพยาบาลที่ขาดแคลนบุคลากรต้องลำบากกับการวินิจฉัยโรคให้ทันเวลา

    Tran จึงเข้าใจกระจ่างว่าการแพทย์นั้น “จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เรื่องหนึ่งคือการมีเทคโนโลยีที่อ่านภาพสแกนและวินิจฉัยโรคได้ทันที และบริหารอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากจนทุกคนเข้าถึงได้” เขากล่าว

    ด้วยภารกิจขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนี้ ในปี 2018 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของเขาที่คณะแพทย์ เขาจึงร่วมก่อตั้ง Harrison.ai บริษัทให้บริการ AI ทางการแพทย์ร่วมกับพี่ชายชื่อ Dimitry ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายนวัตกรรมของ Ramsay Health Care เครือโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ของออสเตรเลีย 

    ทั้งคู่ใช้ตลาดการดูแลสุขภาพของออสเตรเลียซึ่งเติบโตมากแล้วเป็นสนามทดสอบการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI ที่วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอกและผลซีทีสแกนทรวงอกและสมองได้

    รวมทั้งแจ้งเตือนเคสวิกฤตและร่างรายงานเองได้ บริษัทระบุว่า ซอฟต์แวร์นี้ช่วยลดเวลาเขียนรายงานผลการวินิจฉัยลงได้มากถึง 40% สำหรับเคสที่ต้องแข่งกับเวลา และช่วยเพิ่มความเร็วการรายงานผลโดยรวมได้ราว 10%

    ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาระบุว่า มีบุคลากรการแพทย์นำซอฟต์แวร์ของ Harrison.ai ไปใช้งานแล้วกว่า 3,400 คนในโรงพยาบาลและคลินิกกว่า 1,000 แห่งใน 40 กว่าประเทศ ตลาดใหญ่ที่สุดตลาดแรกคือ ออสเตรเลีย ซึ่งบริษัทกล่าวว่า มีรังสีแพทย์ครึ่งหนึ่งจากที่ขึ้นทะเบียนในประเทศทั้งหมดประมาณ 3,200 คนใช้ซอฟต์แวร์นี้

    และตลาดที่ 2 คือ สหราชอาณาจักร ซึ่งซอฟต์แวร์นี้ช่วยประเมินภาพเอกซเรย์ทรวงอกกว่า 40% ให้ NHS England ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (National Health Service) ของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ บริษัทยังมีลูกค้าทั่วเอเชียและในยุโรปอีกด้วย


​

    ปัจจุบัน Tran วัย 32 ปี กำลังเล็งขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดที่เขา เชื่อว่าน่าจะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดสำหรับ Harrison.ai นั่นคือสหรัฐฯ “เราสร้าง AI ที่ทำงานได้ครอบคลุมมาก วินิจฉัยอาการต่างๆ ได้ถึง 455 รายการ และผ่านการพิสูจน์ในสนามจริงมาแล้ว” ศิษย์เก่า 30 Under 30 Asia ปี 2020 กล่าว “สหรัฐฯ จะเป็นพื้นที่ใหม่ของเรา”

    สตาร์ทอัพรายนี้ได้เงินมา 112 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากรอบการระดมทุนซีรีส์ C เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยมูลค่าประเมินของกิจการของบริษัท ทำให้มีเงินทุนจากการระดมทุนทั้งหมดรวมเป็นกว่า 240 ล้านเหรียญ และบริษัทจะใช้เงินทุนในรอบนี้เพื่อขยายกิจการ 

    กลุ่มนักลงทุนในรอบนี้มีทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญ Aware Super และบริษัทจัดการกองทุน ECP Asset Management ซึ่งมาจากออสเตรเลียทั้งคู่ รวมทั้ง Horizons Ventures จากฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทเงินร่วมลงทุน (VC) ที่มีเศรษฐีพันล้าน Solina Chau เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และได้รับเงินทุนจาก Li Ka-shing มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง

    ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Harrison.ai ได้ผู้สนับสนุนชื่อดังมาอีกราย เมื่อ Jardine Matheson กลุ่มบริษัทใหญ่จากฮ่องกง ซึ่งควบคุมโดยตระกูล Keswick ผู้มั่งคั่งตกลงเข้าซื้อกิจการ I-Med Radiology Network ซึ่งถือหุ้นส่วนน้อยใน Harrison.ai ในการทำข้อตกลงที่ช่วยให้ I-Med มีมูลค่าประเมินกิจการอยู่ที่ 2.4 พันล้านเหรียญ 

    โดยผู้ให้บริการด้านภาพวินิจฉัยของออสเตรเลียรายนี้ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดในประเทศเมื่อวัดจากจำนวนคลินิกที่เป็นลูกค้าได้เข้าซื้อหุ้น Harrison.ai เมื่อปี 2021

    Harrison.ai มีรายได้จากค่าสมาชิกรายปีสำหรับเข้าใช้งานแพลตฟอร์ม Harrison.ai Radiology ของบริษัท ซึ่งผู้ให้บริการดูแลสุขภาพจะจ่ายเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับจำนวนภาพสแกนที่คาดว่าจะต้องวิเคราะห์ เมื่อรังสีแพทย์ที่เป็นสมาชิกเปิดภาพเอกซเรย์หรือซีทีสแกนด้วยซอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่ตามปกติ Harrison.ai จะแสดงผลการวิเคราะห์ซ้อนขึ้นมาให้ในภาพโดยจัดลำดับเคสฉุกเฉินให้ด้วย

    เอกสารที่ Harrison.ai ยื่นต่อคณะกรรมการหลักทรัพย์และการลงทุนแห่งออสเตรเลีย (Australian Securities and Investments Commission) ระบุว่า ปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน ปี 2025 บริษัทมีรายได้จากการทำสัญญากับลูกค้าโดดขึ้นจากปีก่อนหน้า 54% ไปอยู่ที่ 7.3 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (5.1 ล้านเหรียญ) 

    แต่ขาดทุนสุทธิ 118 ล้านเหรียญในช่วงเวลาเดียวกัน จากที่มีกำไรสุทธิ 4.4 ล้านเหรียญในปีก่อนหน้า ซึ่งบริษัทกล่าวว่า เอกสารนี้แสดง “ภาพรวมแค่บางส่วน” ของการดำเนินงานเท่านั้น แต่บริษัทไม่ได้อธิบายเหตุผลของการขาดทุน

    Tran ยังเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หวั่นไหวในตลาดที่เขาเชื่อว่ากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัญหาการขาดแคลนรังสีแพทย์อย่างที่เขาเคยพบเจอมาในเวียดนามกำลังเป็นปัญหาสากล เนื่องจากฐานประชากรที่สูงอายุสร้างความตึงเครียดให้ระบบสาธารณสุขทั่วโลก ข้อมูลของวิทยาลัยรังสีวิทยาแห่งอเมริการะบุว่า สหรัฐฯ มีรังสีแพทย์ราว 11 คนต่อประชากร 100,000 คน

    ขณะที่คณะกรรมาธิการแพทย์แห่งออสเตรเลียระบุว่า ออสเตรเลียมีรังสีแพทย์ราว 12 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนข้อมูลจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งสหราชอาณาจักรชี้ว่า การที่รังสีแพทย์ในสถานพยาบาลมีน้อยกว่าจำนวนเป้าหมายถึง 31% ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องรอการรักษานาน

    ปัญหาการขาดแคลนแพทย์เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้ตลาดต้องการ AI สำหรับงานทางคลินิกมากขึ้น Grand View Research จากเมือง San Francisco ชี้ว่า การมีข้อมูลภาพถ่ายเพิ่มขึ้นมากทำให้จำเป็นต้องมีการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้นตามไปด้วย

    โดยบริษัทคาดว่าอุตสาหกรรมนี้ จะมีอัตราการเติบโตสะสมต่อปีเฉลี่ย 35% ในช่วงปี 2026-2033 และมูลค่าจะแตะจุดสูงสุด 2 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มจาก 1.8 พันล้านเหรียญในปี 2025 

    ส่วนข้อมูลจาก Research and Markets จากเมือง Dublin ชี้ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่จะเติบโตเป็นอันดับ 1 โดยจะมีมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของตลาด และปัจจุบันสหรัฐฯ มีการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยภาพถ่ายถึง 600 ล้านครั้งต่อปี


เรื่อง : ZINNIA LEE เรียบเรียง : ธรรดร โสตถิอำรุง

ภาพ : COURTESY OF HARRISON AI




​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ผู้อพยพ ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดแห่งอเมริกา

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกันยายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine

Forbes Thailand September 2026