Enki Tan ล้อหมุนสู่เป้าหมาย ผู้ผลิตยางรถยนต์ไฟฟ้าระดับหัวแถว

Enki Tan ล้อหมุนสู่เป้าหมาย ผู้ผลิตยางรถยนต์ไฟฟ้าระดับหัวแถว

FORBES THAILAND / ADMIN
08 Apr 2026 | 09:01 AM
READ 200

Enki Tan ประธานกรรมการบริหาร Giti Tire ใช้เวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปั้นบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์แห่งนี้สู่การเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์ไฟฟ้าระดับหัวแถว พร้อมกับเดิมพันว่า บริษัทของเขามีดีพอที่จะก้าวทันผู้นำระดับโลกของอุตสาหกรรม


    เช้าวันหนึ่งท่ามกลางอากาศแจ่มใสทางตอนเหนือของเยอรมนีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา Yangwang U9 Xtreme รถยนต์ไฟฟ้าไฮเปอร์คาร์จากค่าย BYD ยักษ์ใหญ่แห่งวงการยานยนต์ EV สัญชาติจีน ระเบิดความเร็วด้วยสถิติ 496.22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ณ สนามทดสอบ ATP Papenburg ทำลายสถิติของ Chiron Super Sport 300+ แห่งค่าย Bugatti ที่เคยทำไว้ที่ 490.48 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในปี 2019 และกลายเป็นรถยนต์รุ่นที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายและใช้งานจริงที่เร็วที่สุดในโลก ก่อนหน้านั้นเพียง 1 เดือน U9X เพิ่งบันทึกสถิติใหม่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าจากการวิ่งรอบ "นรกสีเขียว" แห่ง Nürburgring Nordschleife ซึ่งเป็นเส้นทางบนภูเขาความยาว 21 กิโลเมตร ผ่านป่า Eifel ของเยอรมนีอันขึ้นชื่อเรื่องความสูงที่ต่างกันถึง 300 เมตร และโค้งอีกกว่า 70 โค้ง ในเวลาไม่ถึง 7 นาที 

    ภายใต้ตัวถังรถที่หนักเกือบ 2.5 ตัน และทำการเชื่อมต่อกับมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว แต่ละตัวสามารถทำความเร็วรอบได้ถึง 30,000 รอบต่อนาที เพื่อส่งกำลังกว่า 3,000 แรงม้านั้นขับเคลื่อนด้วยยางกึ่งสนาม (semi-slick) รุ่น GitiSport eGTR2 Pro ยางรถยนต์สมรรถนะสูงที่แสดงให้เห็นเทคโนโลยีล่าสุดของ Giti Tire บริษัทผลิตยางรถยนต์ที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์แห่งนี้กำลังรุกครองตลาดยาง EV โลกอย่างเงียบๆ

    ยางสมรรถนะสูงพัฒนาขึ้นรองรับความเร็วในระดับสูง มาพร้อมกับความสามารถในการตอบสนองแม้ในสภาวะการขับขี่ระดับสูงสุด นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่หลังจากการทุ่มเทให้กับการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมยางรถยนต์มานานถึง 2 ทศวรรษ ภายใต้การนำของ Enki Tan ประธานกรรมการบริหาร วัย 57 ปี อดีตแพทย์ที่ผันตัวมาเป็นผู้บริหารธุรกิจยานยนต์ นับตั้งแต่ Tan เข้ามาร่วมงานบริษัทในจีนที่มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในฐานะกรรมการบริหารเมื่อปี 2003 ก่อนจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มบริษัทในอีก 7 ปีให้หลัง เขาได้เปลี่ยน Giti จากผู้เล่นในระดับภูมิภาคเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยมีการจำหน่ายยางรถยนต์ในกว่า 130 ประเทศ  

    "ถ้าคุณไปภูฏาน คุณจะเห็นยางรถยนต์ของเรา ถ้าคุณไปนิวซีแลนด์ คุณก็จะเห็นยางรถยนต์ของเรา" Tan กล่าวระหว่างสัมภาษณ์พิเศษกับ Forbes Asia ณ Jakarta เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาเล่าว่า ถึงกับเคยพนันกับเพื่อนระหว่างไปเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยกันว่า จะต้องได้เห็นยางรถยนต์ของ Giti แน่ๆ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

    Giti ครองตำแหน่งผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่เป็นอันดับ 15 ของโลกจากยอดขาย จากการจัดอันดับของสิ่งพิมพ์อุตสาหกรรมยางรถยนต์ชื่อ Tyrepress Giti โดยทำรายได้ที่ 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 มีกำลังการผลิตยางรถยนต์ปีละกว่า 100 ล้านเส้นป้อนให้กับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันทั่วไป ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ รถบรรทุก และรถบัส มีโรงงาน 5 แห่ง แบ่งเป็น 3 แห่งในจีนและอีก 2 แห่งในสหรัฐฯ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของบริษัทนั่นเอง (อ่านประกอบ "เส้นทางอันยาวไกล")


    Tan บอกว่า เวลานี้เขาพร้อมแล้วที่จะพาบริษัทก้าวต่อไปให้ไกลกว่าเดิมเพื่อกลับมาติดทำเนียบ 10 บริษัทแถวหน้าแห่งอุตสาหกรรมยางรถยนต์ ซึ่งมี Michelin จากฝรั่งเศสและ Bridgestone จากญี่ปุ่นครองหัวแถวมาอย่างยาวนาน (Giti เคยติดอันดับช่วงเวลาสั้นๆ ในปี 2015) จึงนับเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่งเนื่องจากบริษัทจะต้องขยายกิจการอีกมากเพื่อแซง Sailun Group ผู้ผลิตยางรถยนต์จากจีนซึ่งรั้งอันดับ 10 ในปัจจุบันด้วยยอดขาย 4.9 พันล้านเหรียญ และมีกำลังการผลิตปีละ 140 ล้านเส้น

    ความหวังของ Tan ฝากไว้กับความสามารถทางเทคนิคของ Giti ที่จะดึงดูดลูกค้าเพิ่มขึ้น "ลำพังเพียงการสร้างโรงงานและผลักดันผลิตภัณฑ์สู่ตลาดนั้นใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แบรนด์ที่สร้างเทคโนโลยีของตนเองจนสามารถยึดพื้นที่ในตลาดหลัก พร้อมกับพันธมิตรรายสำคัญเพื่อการเติบโตต่างหากจึงจะอยู่รอด" Tan บอก

    โดยปกติแล้วยางรถยนต์มักจะไม่มีการพูดถึงในพาดหัวข่าว ทั้งที่จริงแล้วการขับขี่ทั้งหมด ตั้งแต่การเร่งความเร็วและการเบรก ไปจนถึงความเสถียรและการควบคุมต้องอาศัยยางรถยนต์ธรรมดาๆ ทั้งนั้น เพราะเป็นส่วนเดียวของรถยนต์ที่สัมผัสกับพื้นถนน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา Tan ประมาณว่า เขาทุ่มเงินไปแล้วกว่า 2 พันล้านเหรียญสำหรับการวิจัยและพัฒนาและการลงทุนพัฒนาโรงงานเพื่อผลิตยางรถยนต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของยานยนต์ส่วนบุคคลและยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่คุณสมบัติพื้นฐาน เช่น ความปลอดภัยและความทนทาน ไปจนถึงความจำเป็นแห่งอนาคต เช่น การประหยัดพลังงานและการตรวจสอบอัจฉริยะผ่านเซนเซอร์ที่ฝังในยางรถยนต์ Tan อธิบายว่า เขามีเซนเซอร์ที่สามารถวัดค่าต่างๆ ได้ 8 ค่า เช่น แรงดันและอุณหภูมิของยาง เพื่อประเมินการสึกหรอ


    เทคโนโลยีอันล้ำสมัยของ Giti เป็นผลงานของวิศวกร 800 คนประจำศูนย์วิจัย 4 แห่งในประเทศจีน เยอรมนี อินโดนีเซีย และสหรัฐฯ "คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องยางรถยนต์ หลายคนบอกกับผมว่า ผลิตยางง่ายจะตาย ก็แค่เทยางลงในแม่พิมพ์ แค่นั้นก็ได้ยางรถยนต์แล้ว จริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น"

    ตัวอย่างเช่น ไฮเปอร์คาร์ U9X ซึ่ง Yan Feng หัวหน้าสถาบัน Yangwang Research Institute ส่วนงานวิจัยและพัฒนาของ BYD กล่าวผ่านอีเมลว่า Giti เสนอแบบยางกว่า 30 แบบ "สำหรับยานยนต์สมรรถนะสูงเช่นนี้ หากต้องการทำลายสถิติโลกทั้งในด้านความเร็วสูงสุดและเวลาต่อรอบจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ผลิตยางรถยนต์อย่างใกล้ชิด" หากดูจากความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 20 ปี Giti จึงเป็นตัวเลือกสำหรับโครงการอย่างไม่ต้องสงสัย Feng บอกด้วยว่า พวกเขาร่วมกันพัฒนายางรถยนต์ที่ใช้เส้นใยทนความร้อนและมีความต้านทานแรงดึงสูง เพื่อรักษาความเสถียรแม้ในขณะที่มีความเร็วสูง เพราะความผิดปกติหรือการสึกหรอเพียงเล็กน้อยในยาง "สามารถส่งผลกระทบต่อความเร็วและความปลอดภัยอย่างรุนแรงได้"

    สำหรับ Tan แล้ว โครงการดังกล่าวเป็นบททดสอบศักยภาพของ Giti อย่างแท้จริง ซึ่ง Giti ได้พิสูจน์แล้วว่า "เราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการใช้ยางรถยนต์ในชีวิตประจำวันอีกมาก คุณลองนึกดู แรงเหวี่ยงเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่น่าสนใจคือ มันมีจุดที่เหมือนกับรถ EV ด้วย" ส่วนที่แตกต่างจากยางรถยนต์ทั่วไปคือ ยางรถยนต์ไฟฟ้าต้องการดัชนีการรับน้ำหนักที่สูงกว่า (รถยนต์ไฟฟ้ามีน้ำหนักมากกว่ารถยนต์น้ำมัน) มีความต้านทานการหมุนต่ำ (เนื่องจากใช้พลังงานน้อยกว่าจึงมีระยะการขับขี่ไกลกว่า) และมีการปรับปรุงลายดอกยางให้มีความเหมาะสมสูงสุด (ทั้งเพื่อยึดเกาะและลดเสียงรบกวนบนท้องถนน)

    การเดิมพันของ Tan ในการพัฒนา Giti ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยางรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการขยายตัวในอัตราเร่งนั้นมาถูกที่ถูกเวลาอย่างเหมาะเจาะ เนื่องจากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปี ข้อมูลจาก The International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2024 เมื่อเปรียบเทียบกับ 18% ในปีก่อนหน้านั้น จีนเติบโตสู่การเป็นตลาดยานยนต์ EV ที่ใหญ่ที่สุดด้วยยอดขายกว่า 11 ล้านคัน หรือเกือบ 2 ใน 3 ของตลาดโลก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการสนับสนุนจากรัฐบาล


    Tan บอกว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมายางรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของ Giti และเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพมากที่สุด จากข้อมูลบริษัทที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เพื่อเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 750 ล้านเหรียญสิงคโปร์ (579 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เมื่อปีที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า ในบรรดายานยนต์ทั้ง 300 รุ่นที่ Giti เป็นผู้ผลิตยางในฐานะผู้รับจ้างผลิต (OEM) กว่าครึ่งหนึ่งเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ความสำเร็จในการยึดเกาะตลาดของ Giti มาจากวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ดึง Giti ออกจากเซฟโซนในฐานะซัพพลายเออร์ยางรถยนต์ให้กับผู้ผลิตยานยนต์ญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย สู่ความร่วมมือกับ Chery Automobile ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีนเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เพื่อผลิตยางรถยนต์นั่งขนาดเล็กซีรี่ส์ QQ City อันโด่งดัง 

    "เราขายยางรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เริ่มมีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในจีน" Tan กล่าว การปรากฏตัวถูกที่ถูกเวลาทำให้ Giti คว้าสัญญาผลิตยางรถยนต์ไฟฟ้าฉบับแรกกับ BYD ได้ในปี 2010 ต่อยอดความร่วมมืออันยาวนานถึง 7 ปีนับตั้งแต่ Giti ยังคงเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์น้ำมัน ปัจจุบัน Giti เป็นผู้รับจ้างผลิตยางรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในจีน โดยมีค่ายยานยนต์อย่าง Geely Auto, XPeng และ NIO เป็นลูกค้า ทั้งนี้ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า จีนเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของจำนวนการผลิตทั่วโลก David Shaw CEO ของ Tire Industry Research บริษัทที่ปรึกษาจาก London มองว่า การให้ความสำคัญกับตลาดรถ EV จีนอาจเป็นใบเบิกทางให้ Giti ขยายส่วนแบ่งตลาดโลก "Giti น่าจะบรรลุเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของโลกได้ แต่คำถามมีเพียงข้อเดียวก็คือ จะใช้เวลานานแค่ไหน"

    Shaw กล่าวว่า จังหวะรุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของ Giti เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำอย่าง Michelin, Bridgestone, Goodyear และ Continental Tires กำลังเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับผู้เล่นรายอื่น ไม่ว่าจะเป็น Giti เอง รวมถึง Hankook Tire & Technology จากเกาหลีใต้ และ Yokohama Rubber จากญี่ปุ่น ซึ่งมีโรงงานที่ทันสมัย สามารถผลิตยางคุณภาพดีได้ในราคาที่ถูกกว่า เป้าหมายของ Giti ที่ต้องการจะก้าวขึ้นไปติดอันดับ 10 บริษัทยางชั้นนำของโลกมีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะแบรนด์ใหญ่กำลังดิ้นรนอย่างหนัก (ฝ่ายบริหารระดับสูงของ Giti มีผู้บริหารที่มาจาก Michelin ด้วย)

    ผลิตภัณฑ์ของ Giti ปรากฏให้เห็นระหว่างการเดินทางหลายต่อหลายครั้งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความพยายามของ Tan ที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก ปี 2025 บริษัทร่วมมือกับ Volkswagen ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันเพื่อติดตั้งยาง GitiSynergy H2 ให้กับรถตู้ไฟฟ้า ID. Buzz รองรับการเดินทาง 75 ประเทศ คิดเป็นระยะทาง 80,000 กิโลเมตร ซึ่งออกสตาร์ทที่ Hanover ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา การเดินทางครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำสถิติ Guinness World Record สำหรับการเดินทางเยือนประเทศต่างๆ มากที่สุดในการเดินทางเพียงครั้งเดียวด้วยรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ยางเพียงชุดเดียว นับเป็นบททดสอบมหาโหดอีกครั้งสำหรับยาง Giti เช่นที่ Shaw กล่าวไว้ว่า "Giti กำลังป่าวประกาศว่า เทคโนโลยีของพวกเรานั้นดีจริงๆ"

    Tan ใช้ชีวิตวัยเด็กใน Kuala Lumpur และยังคงถือสัญชาติมาเลเซีย เขาหลงใหลรถยนต์มาโดยตลอด เนื่องจากครอบครัวเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถ อย่างไรก็ตามเขาหันมาสนใจด้านชีววิทยาและเข้าศึกษาคณะแพทยศาสตร์ที่ University of Sydney หลังจบการศึกษาในปี 1992 Tan ทำงานเป็นวิสัญญีแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ในออสเตรเลีย ฮ่องกง และมาเลเซียอยู่ 6 ปี ก่อนจะเปลี่ยนแนวทางไปคว้าปริญญาโทบริหารธุรกิจ (M.B.A.) จาก MIT มาได้ในปี 2000 

    เขาบอกว่า ประสบการณ์จากทั้ง 2 สาขาช่วยให้เขาสามารถจัดการความท้าทายที่ Giti "ในการแพทย์คุณจำเป็นต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงของทุกๆ ปัญหา ในการทำธุรกิจคุณก็ต้องรู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเช่นกัน มิฉะนั้นแล้วคุณจะทำได้แค่รักษาตามอาการ ซึ่งบริษัทจะโตไม่ได้เลยหากปัญหาที่แท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข"

    หลังจากร่วมงานกับ Giti ได้เพียงไม่กี่ปี Tan ซึ่งเวลานั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารฝ่ายขายระหว่างประเทศ เริ่มเดินทางเยือนบริษัทผลิตรถยนต์ทั่วเอเชีย ยุโรป และสหรัฐฯ เพื่อนำเสนอยาง Giti แม้ว่าตลาด OEM จะมีขนาดเล็กกว่าตลาดยางรถยนต์ทดแทน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักของยอดขายยางรถยนต์ทั้งหมด แต่ Yash Agarwal นักวิเคราะห์หุ้นกลุ่มยานยนต์จาก Nirmal Bang Securities เมือง Gurugram ประเทศอินเดีย บอกว่า ธุรกิจรับจ้างผลิตปูทางให้กับผู้ผลิตยางรถยนต์เป็นระยะทางที่ไกลกว่ามาก เพราะเป็นโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับค่ายยานยนต์ในการออกแบบยางรถยนต์ ต่อยอดสู่โอกาสในการจำหน่ายยางทดแทน ซึ่งให้อัตรากำไรสูงกว่า

    Tan จำได้ว่าการเจรจาสัญญา OEM กับค่ายยานยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมันรายหนึ่งเป็นไปอย่างยืดเยื้อ นอกจากกระบวนการตรวจสอบนานหลายปีแล้ว Giti ยังต้องผ่านการตรวจสอบเป็นประจำเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตอันเข้มงวด กระทั่งคว้าสัญญามาครองได้ในที่สุด Tan บอกว่า การได้รับความไว้วางใจจากผู้ผลิตรายใหญ่เพียงสักรายจะเปิดประตูสู่การสร้างความสัมพันธ์อื่นๆ "นอกจากแบรนด์รถยนต์แล้ว อีกแบรนด์ที่คนจะมองเห็นคือยาง คุณจึงกลายเป็นตัวแทนแบรนด์รถยนต์โดยอัตโนมัติ พวกเขาจะต้องเชื่อมั่นได้ว่าคุณทำได้"

    จุดแวะพักหนึ่งของ Tan อยู่ที่ South Carolina ศูนย์กลางการผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งของสหรัฐฯ Giti มีการส่งออกยางไปยังสหรัฐฯ หนึ่งในตลาดยางรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมาตั้งแต่ปี 2005 และได้เปิดโรงงานและศูนย์วิจัยและพัฒนาขนาด 158,000 ตารางเมตรขึ้นใน Chester County เมื่อปี 2017 ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้ผลิตยางได้ปีละประมาณ 5 ล้านเส้น หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของยางรถยนต์ที่บริษัทจำหน่ายในสหรัฐฯ (ส่วนที่เหลือนำเข้าจากอินโดนีเซีย) 

    Tan ยอมรับว่า ต้นทุนการก่อสร้าง 560 ล้านเหรียญนั้นสูงกว่าการก่อสร้างโรงงานในเอเชียที่มีกำลังผลิตใกล้เคียงกัน แต่เขาบอกว่า เป็นการผูกสัมพันธ์กับลูกค้าสหรัฐฯ และลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งต่อมาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นการมองการณ์ไกลชั้นยอด เมื่อพิจารณาจากมาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี Donald Trump ที่หว่านเก็บจากสินค้าที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ รวมถึงสินค้าจากจีนและอินโดนีเซีย "เราสร้างเสร็จทันเวลาพอดี" Tan กล่าว พร้อมเสริมว่า โรงงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นของ Giti ที่มีต่อตลาดสหรัฐฯ

    แต่ถึงอย่างนั้นโอกาสดีที่สุดเพื่อการเติบโตในอนาคตกลับอยู่ในเอเชีย ทวีปบ้านเกิดของ Giti นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยยอดขายยานยนต์ 31 ล้านคันในปี 2024 Giti เผยว่า ในครึ่งแรกของปี 2025 จีนคิดเป็นสัดส่วนราว 44% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท ตามด้วยอินโดนีเซีย 26% โดย Agarwal จาก Nirmal Bang มองว่า การเติบโตของตลาดยางรถยนต์โลกจะขับเคลื่อนจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางอุปสรรคในยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งรถยนต์มีราคาแพงขึ้นมาก ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง

    ตามข้อมูลของ TechSci Research แห่ง New York ระบุว่า ขนาดตลาดยางรถยนต์ของจีนจะเติบโตได้อีกเกือบเท่าตัวจาก 5.5 หมื่นล้านเหรียญในปี 2024 ไปเป็น 1.02 แสนล้านเหรียญในปี 2030 หรือราวครึ่งหนึ่งของมูลค่ารวมทั่วโลกที่คาดว่าจะแตะระดับ 2.4 แสนล้านเหรียญภายในปลายทศวรรษ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นต่อเกือบปี 11% จากคาดการณ์ดังกล่าว Giti จึงได้เปิดสายการผลิตแรกที่โรงงานแห่งใหม่ในมณฑล Anhui อันเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ทางตะวันออกของจีน โดยมีแผนที่จะเร่งกำลังการผลิตเต็มพิกัด กล่าวคือเกือบ 23 ล้านเส้นภายในปี 2027


    Agarwal บอกว่า หาก Giti ต้องการแทรกตัวเข้ายึดพื้นที่ 10 บริษัทแถวหน้าของอุตสาหกรรม พวกเขาจำเป็นจะต้องพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตลอดจนรุกตลาดยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถ SUV "เมื่อนั้นจึงจะเห็นการเติบโตของรายรับในอัตราที่สูงกว่าการเติบโตตัวเลขหลักเดียวระดับกลางๆ ตามคาดการณ์ปกติของอุตสาหกรรมยางรถยนต์" ทั้งนี้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Giti มีอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยทบต้นต่อปีระดับปานกลางที่ 7.6%

    Giti กำลังเร่งเครื่องฝ่าแนวลูกระนาด หนึ่งในนั้นคือ การขาดแคลนยางธรรมชาติท่ามกลางความต้องการวัตถุดิบหลักปริมาณมากสำหรับใช้ในยางรถยนต์ บวกกับการตั้งราคาเพื่อการแข่งขันระหว่างแบรนด์ต่างๆ ขณะที่ผู้ผลิตยางรถยนต์ต่างแย่งชิงความได้เปรียบในตลาดอันพลุกพล่านนี้ แม้ว่าสัญญาซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในตลาด Tokyo Commodity Exchange อันเป็นมาตรฐานการซื้อขายยางทั่วโลกจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยตั้งแต่ต้นปี 2025 แต่ราคายางพารากลับเพิ่มขึ้นถึง 80% นับตั้งแต่ปี 2020 โดยรวมแล้ว รายได้ที่ได้รับในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา Giti ต้องนำไปจ่ายเป็นค่าวัตถุดิบราวครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นยาง ไนลอน เชือกโพลีเอสเตอร์ ลวดเหล็ก และผงคาร์บอน

    เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นต่อความสามารถในการทำกำไร บริษัทจึงได้รวบรวมรายการสั่งซื้อเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ราคาสำหรับการจัดซื้อปริมาณมากจากเครือข่ายซัพพลายเออร์รายต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่งเปิดตัวยางรถยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ที่พวกเขาบอกว่า วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ในการผลิตเป็นวัตถุดิบที่มีความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นยางรีไซเคิลและขวดพลาสติก ในที่สุดความพยายามของ Giti ก็ได้รับผลตอบแทน เมื่อพวกเขามีกำไรสุทธิทะยานกว่า 80% เป็น 129 ล้านเหรียญในปี 2024 จาก 71 ล้านเหรียญในปี 2023 

    เมื่อมองไปยังหนทางข้างหน้า Tan บอกว่า เทคโนโลยียางรถยนต์จะต้องก้าวให้ทันตลาดที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและมีผลิตภัณฑ์ที่ "ดีขึ้นเรื่อยๆ" อย่างไรก็ตาม Tan กล่าวเตือนว่า "แค่ขายของอย่างเดียวไม่พอ แต่คุณต้องให้บริการลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นคุณค่าได้ด้านอื่น ๆ และเกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์"


เรื่อง: ARDIAN WIBISONO เรียบเรียง: รัน-รัน  ภาพ: MUNSTER CHEONG 





เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Mateusz Staniszewski ผู้ร่วมก่อตั้ง ElevenLabs ท่ามกลางสมรภูมิเสียง AI

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine