International Living เผยแพร่ผลสำรวจ ประเทศที่น่าอยู่อาศัยที่สุดในปี 2026 สำหรับชาวต่างชาติ “ประเทศไทย” ติด Top 10 เพราะค่าครองชีพต่ำ ระบบสาธารณสุขมีคุณภาพสูงและคุ้มค่า
กำลังคิดจะย้ายไปใช้ชีวิตในต่างประเทศอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ คุณไม่ได้คิดแบบนี้อยู่คนเดียว เพราะล่าสุด International Living ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ที่จัดอันดับ ประเทศน่าอยู่อาศัยที่สุดในปี 2026 โดยพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา ทำให้ชาวอเมริกันถึง 66% มีแนวโน้มอยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศเร็วขึ้นมากกว่าที่เคยคิดไว้
การจัดอันดับนี้ International Living ได้อาศัยข้อมูลจากชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่จริงในประเทศต่างๆ เพื่อจัดอันดับจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างมีคุณภาพ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่ค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข สภาพภูมิอากาศ วีซ่า ไปจนถึงความยากง่ายในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมท้องถิ่น
แม้การจัดอันดับดังกล่าวจะขึ้นชื่อเรื่องการใช้ชีวิตอยู่หลังการเกษียณอายุ แต่ในความเป็นจริงรายงานฉบับนี้กลับมีความเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานทางไกล พนักงานองค์กรที่มีความยืดหยุ่นด้านเวลา และครอบครัวที่มองหาจังหวะชีวิตแบบใหม่
Jennifer Stevens บรรณาธิการบริหารของ International Living กล่าวว่า “แรงจูงใจหลักคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความเหนื่อยล้าทางการเมือง ความต้องการใช้ชีวิตประจำวันที่เรียบง่าย สุขภาพดี และเชื่อมโยงกับผู้คนมากขึ้น ตลอดจนอีกหลายคนต้องการควบคุมอนาคตของตัวเองให้มากขึ้น ผ่านการมีถิ่นพำนักที่สอง หรือเป็นแผนสำรองสำหรับชีวิต คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าควรไปหรือไม่ไป แต่คือ ควรไปที่ไหน”
แม้การสำรวจนี้จะออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้เกษียณเป็นหลัก แต่หมวดหมู่ที่ International Living ใช้ประเมิน ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุข ค่าครองชีพ โครงสร้างพื้นฐาน สภาพภูมิอากาศ และวีซ่า ล้วนเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ไม่แพ้กันสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ยังทำงานอยู่
กรีซ ครองแชมป์ ประเทศน่าอยู่อาศัยที่สุดในโลก
การจัดอันดับของ International Living ในปีนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อกรีซขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 เป็นครั้งแรก แซงหน้าประเทศยอดนิยมในยุโรปอย่างโปรตุเกสและสเปน ที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนาน
กรีซเป็นประเทศที่หลายคนใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด ด้วยหมู่เกาะอันงดงามและหมู่บ้านริมทะเล สิ่งที่เปลี่ยนไปคือปัจจุบันกรีซกลายเป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการสร้างชีวิตใหม่ในต่างแดน
กรีซขึ้นสู่อันดับ 1 ในปี 2026 เพราะจุดแข็งหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ อีกทั้งยังมีแพทย์ที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้จำนวนมาก และมีบริการของเอกชนที่แข็งแกร่ง ตลอดจนมีกฎเกณฑ์การอยู่อาศัยที่ไม่ซับซ้อน และค่าครองชีพที่ยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปตะวันตก
ข้อมูลจาก International Living ระบุว่า ชาวต่างชาติสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายในงบประมาณราว 2,500-3,200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน รวมค่าเช่าที่พัก บ้าน หรืออพาร์ตเมนต์ริมทะเลในราคาประมาณ 600-1,000 เหรียญต่อเดือน
นอกจากนี้ ความสุขในชีวิตประจำวันยังเข้าถึงได้ง่าย เช่น การรับประทานอาหารเย็นสำหรับ 2 คนพร้อมไวน์ ซึ่งในหลายพื้นที่มีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 30 เหรียญ
ด้านกฎเกณฑ์การอยู่อาศัยก็ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระบบวีซ่าของกรีซกลายเป็นหนึ่งในระบบที่เข้าถึงง่ายที่สุดในยุโรป โดยมีการปรับปรุงโครงการ Golden Visa ใหม่ ซึ่งเปิดช่องทางการลงทุนมูลค่า 250,000 ยูโร สำหรับโครงการฟื้นฟูหรือดัดแปลงอสังหาริมทรัพย์บางประเภท นอกจากนี้ยังมีวีซ่าสำหรับผู้มีรายได้อิสระ และวีซ่าสำหรับผู้ที่ยังทำงานอยู่
“ปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้กรีซโดดเด่นคือเรื่องของจังหวะเวลา กรีซกำลังอยู่ในช่วงที่คุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าครองชีพ ในขณะที่โปรตุเกสและสเปนได้ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว สำหรับผู้ที่มองหาทั้งความสบายและความคุ้มค่า นี่คือความแตกต่างที่มีความหมายอย่างมากในผลการจัดอันดับปีนี้” Jennifer Stevens กล่าว
ทำไมกรีซแซงหน้าโปรตุเกสและสเปน?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โปรตุเกสและสเปนครองตำแหน่งสูงสุดในการจัดอันดับมาโดยตลอด และในปีนี้แม้ทั้ง 2 ประเทศยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรก แต่ความแตกต่างของค่าครองชีพเริ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
การที่ชาวต่างชาติเข้าไปอยู่อาศัยในโปรตุเกสและสเปนมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเช่าและราคาขายบ้านสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ยอดนิยมอย่างลิสบอน ปอร์โต ไปจนถึงบางส่วนของแอลการ์ฟ แคว้นอันดาลูเซีย และคอสตาบลังกา
แม้ประเทศเหล่านี้จะมีระบบสาธารณสุขคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง และสภาพอากาศที่น่าอิจฉา แต่ช่องว่างด้านค่าครองชีพเมื่อเทียบกับกรีซขยายตัวขึ้นชัดเจนขึ้นในปี 2026
การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน โปรตุเกสยุติโครงการ Golden Visa สำหรับอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย และทยอยยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้โครงการ Non-Habitual Resident ซึ่งเคยเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับชาวต่างชาติ ส่วนสเปนยังมีตัวเลือกด้านวีซ่าที่ดี แต่มีกระบวนการที่ซับซ้อน และต้องใช้เงินขั้นต่ำสูงกว่ากรีซ
ในทางตรงกันข้าม กรีซเลือกการปรับระบบให้ชัดเจนและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเปิดทางเลือกใหม่ๆ สำหรับชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Golden Visa โฉมใหม่ และวีซ่าสำหรับผู้มีรายได้อิสระ ทั้งหมดนี้ทำให้กรีซได้รับการมองว่าเป็น “โปรตุเกสยุคใหม่” ในแง่ของความง่ายและความคุ้มค่า
ประเทศในยุโรป ติด Top 10 มากที่สุด
ในการสำรวจครั้งนี้ ประเทศในยุโรปยังคงติดอันดับมากที่สุด ประกอบด้วย กรีซซึ่งอยู่ในอันดับ 1, โปรตุเกสในอันดับ 4, อิตาลี อันดับ 6, ฝรั่งเศสอันดับ 7 และสเปนอันดับ 8 สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างเสถียรภาพ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน
ด้วยระบบสาธารณสุขคุณภาพสูง เมืองที่สามารถเดินเท้าได้ง่าย บริการสาธารณะที่เชื่อถือได้ และกฎเกณฑ์การขออยู่อาศัยที่ชัดเจน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับชาวอเมริกัน ซึ่งในหลายกรณีมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการใช้ชีวิตในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการจ่ายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่แทบไม่ใช่เหตุผลหลักในการตัดสินใจย้ายไปประเทศใดประเทศหนึ่ง จากการสำรวจพบว่า การเข้าถึงระบบสาธารณสุข ความปลอดภัย ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน สภาพภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิตโดยรวม เป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่า
จุดหมายปลายทางที่ได้อันดับสูงหลายแห่งมอบจังหวะชีวิตที่ช้าลง สายสัมพันธ์ทางสังคมที่เข้มแข็ง และการใช้ชีวิตนอกบ้าน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้สถานที่หนึ่งสามารถอยู่อาศัยได้ในระยะยาวอย่างแท้จริง
สำหรับ 10 ประเทศที่น่าอยู่อาศัยมากที่สุดในปี 2026 ตามการจัดอันดับของ International Living ประกอบด้วย
อันดับ 1 กรีซ

นอกจากเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ชีวิตในกรีซยังดำเนินไปอย่างช้าๆ สบายๆ และผ่อนคลาย ในรายงานของ International Living ได้นำเสนอเรื่องราวของ Leena Horner ที่ตัดสินใจทิ้งอาชีพแพทย์ในโคโลราโด สหรัฐอเมริกา และย้ายมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายบนเกาะคอร์ฟู ประเทศกรีซ
“จังหวะชีวิตที่กรีซผ่อนคลาย แต่ไม่ได้จืดชืดเลย มันสม่ำเสมอ มีความเป็นชุมชน สมดุล และอุดมสมบูรณ์อย่างคาดไม่ถึง เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงชีวิตในโคโลราโด ทั้งฤดูหนาวที่ยาวนาน ค่าครองชีพที่สูง และความเร่งรีบตลอดเวลา มันรู้สึกเหมือนเป็นความทรงจำที่ห่างไกลมาก” Leena Horner กล่าว
เมื่อรวมเข้ากับแสงแดดมากกว่า 300 วันต่อปี หมู่เกาะที่มีผู้อยู่อาศัยถึง 227 แห่ง และความรู้สึกเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าทำไมกรีซจึงพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในปีนี้
อันดับ 2 ปานามา

ปานามา เคยคว้าอันดับ 1 ในปีที่แล้ว ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง และระบบสาธารณสุขมีคุณภาพสูง โดยเฉพาะในกรุงปานามา ซิตี
ประเทศนี้มีโครงการ Pensionado ที่มีชื่อเสียง ซึ่งมอบส่วนลดจำนวนมากให้กับผู้เกษียณ ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทางทางอากาศ ไปจนถึงความบันเทิง
ที่สำคัญ สิทธิประโยชน์ของปานามาไม่ได้มีแค่สำหรับผู้เกษียณเท่านั้น Jess Ramesch ผู้สื่อข่าวของ International Living ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในออริกอน สหรัฐอเมริกา ได้ย้ายมาอยู่ปานามาหลังจากลองใช้ชีวิตในหลายประเทศ บอกว่า ปานามามีวีซ่าให้เลือกหลายแบบ ทั้งสำหรับคนทั่วไปและคนทำงานออนไลน์ ทำให้ย้ายมาอยู่ได้ไม่ยาก
อันดับ 3 คอสตาริกา

คอสตาริกา ยังคงรักษาคำมั่นของแนวคิด “Pura Vida” ได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือชีวิตที่ไม่เร่งรีบ ใส่ใจสุขภาพ อยู่กับธรรมชาติ และไม่ซีเรียสจนเกินไป
ด้วยชายหาด ภูเขาไฟ ป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยนก และวัฒนธรรมผ่อนคลายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะ อีกทั้งระบบสาธารณสุขของรัฐยังมีค่าใช้จ่ายไม่สูง และการรักษาพยาบาลเอกชนก็มีราคาที่สมเหตุสมผล
ชาวต่างชาติจำนวนมากพูดตรงกันว่าพวกเขามีสุขภาพดีขึ้นและกระฉับกระเฉงขึ้นหลังย้ายมาอยู่ที่นี่ นอกจากนี้ ยังมีวิธีการขออยู่อาศัยหลายรูปแบบ ทั้งสำหรับผู้ที่มีเงินบำนาญ เงินออม หรือการลงทุน
อันดับ 4 โปรตุเกส

โปรตุเกสยังคงเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ดึงดูดชาวต่างชาติมากที่สุด แม้ค่าครองชีพในพื้นที่ยอดนิยมจะปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้อันดับลดลงในปีนี้
แต่ประเทศนี้ยังคงแข็งแกร่งด้วยระบบสาธารณสุขคุณภาพสูง เมืองที่เดินเท้าได้สะดวก และวีซ่าสำหรับคนต่างชาติที่มีรายได้เป็นประจำอยู่แล้ว เช่น เงินบำนาญ ค่าเช่าบ้าน เงินออม และอื่นๆ ก็สามารถย้ายไปอยู่ได้โดยไม่ต้องไปแย่งงานคนท้องถิ่น
อันดับ 5 เม็กซิโก

ตามข้อมูลของ International Living เม็กซิโกเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติจากอเมริกาเหนืออาศัยอยู่มากที่สุดในโลก ด้วยระบบสาธารณสุขมีคุณภาพสูงและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าสหรัฐฯ มาก
ชาวต่างชาติหลายคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายด้วยงบประมาณที่ไม่สูง โดยเฉพาะนอกเขตเมืองท่องเที่ยวหลัก นอกจากนี้ระบบการขออยู่อาศัยที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ล้วนเพิ่มเสน่ห์ให้ประเทศนี้
ด้วยวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ วัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ และชุมชนชาวต่างชาติขนาดใหญ่ เม็กซิโกจะเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าอยู่อาศัยที่สุด แม้ราคาที่อยู่อาศัยจะสูงขึ้นในบางพื้นที่ยอดนิยม แต่เม็กซิโกยังคงมอบคุณภาพชีวิตที่หาได้ยาก ด้วยงบประมาณที่ไม่สูง
อันดับ 6 อิตาลี

เสน่ห์ของอิตาลีไม่เคยเสื่อมคลาย ทั้งอาหาร ไวน์ ประวัติศาสตร์ และจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลาย แม้เมืองใหญ่และภูมิภาคชื่อดังจะมีค่าครองชีพสูง แต่เมืองเล็กและพื้นที่ที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักกลับมีราคาที่อยู่อาศัยเข้าถึงได้ มีวิถีชีวิตที่ช้าลง และมีความดั้งเดิมกว่า
นอกจากนี้ ยังมีโครงการต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชนบทหรือเมืองประวัติศาสตร์ โดยเสนอเงินสนับสนุนให้ย้ายเข้าไปอยู่หรือขายบ้านในราคาที่ต่ำมาก
ในรายงานของ International Living ได้เล่าถึง Cindy Sheahan ซึ่งเดินทางและใช้ชีวิตในอิตาลีหลายเมือง เธอบอกว่าคนที่นี่เป็นมิตรและชอบช่วยเหลือ แค่พูดภาษาอิตาลีได้บ้าง ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ ทั้งเรื่องการติดต่อและการใช้ชีวิตประจำวัน
แต่ก่อนย้ายมาอยู่จริง ควรศึกษากฎวีซ่า เรื่องภาษี และเริ่มเรียนภาษาไว้ก่อน เพราะระบบเอกสารของอิตาลีค่อนข้างช้าและยุ่งยาก ซึ่งก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตสบายๆ แบบอิตาลี
อันดับ 7 ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสเป็นประเทศในฝันของชาวต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับอาหารและวัฒนธรรมพอๆ กัน ส่วนระบบสาธารณสุขถือว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังมีเมืองขนาดเล็กกับพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ซึ่งให้ความคุ้มค่าได้มากกว่าที่หลายคนคิด
International Living ระบุว่า ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสกำลังกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับวัยเกษียณ ด้วยวิวภูเขา ชายหาดที่เดินทางไปได้ไม่ไกล และเมืองเก่าแก่ที่ใช้ชีวิตประจำวันราวกับฉากในภาพยนตร์
Tuula Rampont ที่ย้ายมาอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2010 กล่าวว่า “ชีวิตที่นี่คือความฝันที่เป็นจริง ภาพจำแบบร้านกาแฟ ถนนหินกรวด และครัวซองต์นั้นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่ดีกว่าคือ ชีวิตของฉันในฝรั่งเศสมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าบ้านเกิด และเหนือสิ่งอื่นใด คือมีสุขภาพดี”
อันดับ 8 สเปน

International Living ระบุว่า สเปนผสมผสานวิถีชีวิตแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่น่าดึงดูดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและระบบสาธารณสุขที่ยอดเยี่ยม
แม้เมืองและชายฝั่งยอดนิยมจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว แต่เมืองรองและพื้นที่ตอนในยังคงมีค่าครองชีพที่เข้าถึงได้ โดยเฉพาะสำหรับชาวอเมริกันจำนวนมาก ซึ่งสเปนให้สมดุลที่พอดีระหว่างความมีชีวิตชีวา วัฒนธรรม และสภาพอากาศ
อันดับ 9 ประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศยอดนิยมตลอดกาล ด้วยค่าครองชีพที่ต่ำ สภาพอากาศเขตร้อน และความหลากหลายของเมืองชายหาด เกาะ และมหานครที่คึกคัก
International Living ระบุว่า ระบบสาธารณสุขของไทยมีคุณภาพสูงและคุ้มค่า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ สำหรับทั้งผู้เกษียณและคนทำงานทางไกล นอกจากนี้ประเทศไทยยังมอบการผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายสมัยใหม่และความตื่นเต้นในชีวิตประจำวัน
“ในประเทศไทย ผมเพลิดเพลินกับชีวิตที่ปราศจากเสียงรบกวน ความยุ่งยาก และขั้นตอนที่ไม่จำเป็น” Bart Walters ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยมากว่า 25 ปี เขียนไว้ “เมื่อมีคนถามว่าการใช้ชีวิตที่นี่เป็นอย่างไร ผมตอบได้คำเดียวว่า ง่าย ชีวิตของผมขับเคลื่อนด้วยความเรียบง่าย”
อันดับ 10 มาเลเซีย

สำหรับอันดับที่ 10 คือ มาเลเซีย ประเทศนี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และต้นทุนที่น่าดึงดูดทั้งด้านที่อยู่อาศัย อาหาร และการรักษาพยาบาล
นอกจากนี้ คนที่นี่ยังใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย และมีวีซ่าระยะยาว ทำให้ประเทศนี้เป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับผู้ที่มองหาชีวิตที่สะดวกสบายและประหยัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยผลสำรวจในปีนี้นำเสนอเรื่องราวของ Keith Hockton ผู้สื่อข่าว International Living ในมาเลเซีย ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศนี้มากว่า 12 ปี เธอระบุว่า “ปีนังไม่ได้หวือหวา ไม่ได้พยายามขายความฝันให้ใคร มันเพียงมอบวิถีชีวิตที่มั่นคงและอบอุ่น คนมักถามว่าทำไมผมถึงอยู่ต่อ คำตอบของผมเหมือนเดิมเสมอ ที่นี่อยู่แล้วไม่รู้สึกถูกกดดันในโลกที่ต้องการจากเรามากเกินไป ความสมดุลแบบนี้หายาก และมีคุณค่ามาก”
แปลและเรียบเรียงจาก The 10 Best Countries To Live In 2026-According To A New Expat Report
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : คนไทยคิดถึง ‘เขา’ สุดๆ อโกด้าชี้เทรนด์ท่องเที่ยวภูเขามาแรง เชียงใหม่ครองแชมป์ ยอดค้นหาที่พักพุ่ง 254%
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

