เตะจนรวย เทียบความมั่งคั่ง Lionel Messi และ Cristiano Ronaldo​

เตะจนรวย เทียบความมั่งคั่ง Lionel Messi และ Cristiano Ronaldo​

FORBES THAILAND / ADMIN
05 Nov 2026 | 09:30 AM
READ 122

Lionel Messi และ Cristiano Ronaldo คือ 2 ใน 4 นักกีฬาอาชีพที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในสนาม และสามารถผลักดันความมั่งคั่งของตนเองขึ้นสู่ระดับพันล้านเหรียญสหรัฐฯ


    การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่ปิดฉากลงไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีเศรษฐีพันล้านหน้าใหม่แห่งวงการฟุตบอล 2 คนร่วมลงสนาม ได้แก่ Cristiano Ronaldo และ Lionel Messi

    Ronaldo คือนักกีฬาที่ทำรายได้จากอาชีพสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Messi ก้าวขึ้นครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 6 ของประเทศอาร์เจนตินา พวกเขาคือ 2 ใน 4 นักกีฬาที่ก้าวเข้าสู่สโมสรเศรษฐีพันล้านในขณะที่ยังคงแข่งขันในกีฬาอาชีพของตนร่วมกับ LeBron James ดาวเด่นแห่ง NBA และ Tiger Woods นักกอล์ฟชื่อดัง

​

​

    Forbes ประเมินว่า Ronaldo มีทรัพย์สินสุทธิ 1.2 พันล้านเหรียญ ขณะที่คู่ปรับตลอดกาลอย่าง Messi มีความมั่งคั่ง 1.1 พันล้านเหรียญ ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ทำเนียบเศรษฐีพันล้านของ Forbes เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แม้ Ronaldo จะมีความมั่นใจในตัวเองอย่างแรงกล้าจนกลายเป็นภาพตรงข้ามกับ Messi ชาวอาร์เจนตินาผู้สุขุมและเรียบง่าย แต่ 2 ตำนานนักฟุตบอลแห่งยุคกลับมีหลายอย่างที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกตั้งแต่วัยรุ่น พร้อมทั้งฝ่าฟันอุปสรรคและข้อกังขามาตลอดเส้นทางอาชีพ

    เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านี้ในช่วงที่การแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2022 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น อนาคตการค้าแข้งของ Cristiano Ronaldo ตกอยู่ในความไม่แน่นอนอย่างกะทันหัน การถูกจับนั่งข้างสนามเป็นตัวสำรองของทีม Manchester United ประกอบกับคำถามเรื่องวัยที่เพิ่มขึ้น

    ทำให้กองหน้าซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสเปิดใจในการให้สัมภาษณ์แบบเขย่าวงการกับ Piers Morgan พิธีกรรายการทอล์กโชว์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2022 โดยระบุว่า เขารู้สึก “ถูกสโมสรหักหลัง” เพียงไม่กี่วันต่อมาซึ่งเป็นช่วงที่ศึกฟุตบอลโลก ณ ประเทศกาตาร์กำลังจะเปิดฉาก Manchester United ก็ได้ออกแถลงการณ์ยกเลิกสัญญากับ Ronaldo ด้วยความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย

    ในขณะนั้น Ronaldo ยังคงไล่ล่าถ้วยฟุตบอลโลกสมัยแรกในการลงเล่นครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นสถิติใหม่ในวัย 41 ปี อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่เขาเป็นนักเตะไร้สังกัดเกิดขึ้นเพียงไม่นาน และการแยกทางกับทีมจากพรีเมียร์ลีกอย่างฉับพลันกลายเป็นผลดีต่อกระเป๋าเงินของเขา ทั้งนี้ Forbes ประเมินว่า การเซ็นสัญญากับ Al-Nassr สโมสรในลีกสูงสุดของซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนมกราคม ปี 2023 และการต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไปอีก 2 ปีในปี 2025 ซึ่งเชื่อกันว่าเขาน่าจะมีรายได้ปีละมากกว่า 200 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลจนน่าตกตะลึงสำหรับนักเตะคนหนึ่งที่เคยโกยรายได้จากการลงสนามในสหราชอาณาจักรปีละ 60 ล้านเหรียญหรือมากกว่า

    เมื่อรวมรายได้จากการสนับสนุนสินค้า การลงทุนในธุรกิจต่างๆ ค่าเหนื่อยและโบนัสจากผลงานในสนาม Ronaldo ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาคนแรกที่ทำรายได้สะสมตลอดอาชีพทะลุ 2 พันล้านเหรียญในขณะที่ยังคงแข่งขันในกีฬาอาชีพ

​

Cristiano Ronaldo ภาพ: MARCO BERTORELLO/GETTY IMAGES

​

    ตัวแทนของ Ronaldo ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับความมั่งคั่งของเขา ทว่าในการให้สัมภาษณ์กับ Piers Morgan เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2025 Ronaldo กล่าวว่า เขาตรวจสอบฐานะการเงินของตัวเองอย่างสม่ำเสมอและเผยว่า เขามั่งคั่งระดับพันล้านเหรียญมาหลายปีแล้ว “มันเป็นเป้าหมายของผมที่จะไปให้ถึงตัวเลขนั้น” Ronaldo ซึ่งปัจจุบันครองตำแหน่งบุคคลร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ของโปรตุเกสกล่าว “มันเหมือนกับการคว้ารางวัล Ballon d’Or” เขากล่าว ทั้งนี้ Ronaldo เคยคว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกมาแล้ว 5 สมัย มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก Messi

    รายได้ของเขาพุ่งทะยานควบคู่ไปกับความสำเร็จในสนาม Ronaldo มีชื่อติดทำเนียบนักฟุตบอลที่มีรายได้สูงสุดในโลกจากการจัดอันดับของ Forbes เป็นครั้งแรกในปี 2008 ด้วยรายได้ประเมินราว 18.5 ล้านเหรียญ และเกาะกลุ่มนักกีฬาที่มีรายได้สูงที่สุดของโลก 10 อันดับแรกมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2010 

    ในปีนี้ Ronaldo ครองอันดับ 1 ด้วยรายได้ประเมิน 300 ล้านเหรียญในช่วง 12 เดือน โดยแบ่งเป็น 235 ล้านเหรียญจากการลงแข่งขัน และอีก 65 ล้านเหรียญจากรายได้นอกสนามซึ่งเทียบเท่าสถิติสูงสุดของ Floyd Mayweather Jr. ยอดนักชกที่เคยทำไว้เมื่อปี 2015 ปัจจุบัน Ronaldo ครองตำแหน่งนักกีฬาที่มีรายได้สูงสุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 และเป็นครั้งที่ 6 ในชีวิต โดยมีเพียง Tiger Woods ที่ทำได้มากกว่าด้วยการครองอันดับ 1 รวมทั้งหมด 11 ครั้ง

    การทำรายได้มหาศาลอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีส่งผลให้ Ronaldo มีรายได้จากการค้าแข้งสูงทุบสถิติที่ 1.4 พันล้านเหรียญ ตามการประเมินของ Forbes และมีรายได้รวมสะสมตลอดอาชีพ 2.1 พันล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่า Tiger Woods ที่ทำไว้ราว 2 พันล้านเหรียญเล็กน้อย นอกจากนี้ ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่า Messi ซึ่งมีรายได้จากสัญญาการค้าแข้ง 1.2 พันล้านเหรียญ และรายได้สะสมตลอดอาชีพรวม 1.8 พันล้านเหรียญ (ตัวเลขทั้งหมดเป็นรายได้ก่อนหักภาษีค่าธรรมเนียมตัวแทน และยังไม่ได้ปรับตามอัตราเงินเฟ้อ)

    “ในมุมมองของผมเมื่อคุณก้าวมาถึงจุดหนึ่งเงินอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญอีกต่อไป แต่การมีเงินเพิ่มขึ้นก็ยังคงเป็นเรื่องที่ดี” Ronaldo กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Morgan เมื่อปีที่ผ่านมา “เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา และโดยสัญชาตญาณพื้นฐานมนุษย์เราไม่หยุดพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่เลย”


​

    ส่วนเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของ Messi ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เข้มข้นไม่แพ้กัน เขาต้องเผชิญข้อกังขาอยู่นานหลายปีว่าจะสามารถพาทีมชาติอาร์เจนตินากลับมาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 1986 หรือไม่ และในที่สุด Messi คลายทุกข้อสงสัยด้วยการชูถ้วยแชมป์ในปี 2022 หลังเอาชนะฝรั่งเศสในรอบชิงชนะเลิศพร้อมคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกมไปครอง แต่ไม่นานความปลาบปลื้มจากชัยชนะก็ถูกแทนที่ด้วยประเด็นกดดันใหม่ว่า ศูนย์หน้าตัวเก่งรายนี้จะเลือกไปค้าแข้งต่อกับสโมสรใด

    เมื่อสัญญาของ Messi กับทีม Paris Saint-Germain จะสิ้นสุดลงในอีก 1 ปี เขาสามารถเลือกเดินตามรอย Ronaldo ไปค้าแข้งใน Saudi Pro League และรับข้อเสนอที่มีข่าวลือว่ามีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านเหรียญต่อปี ทว่าเขาตัดสินใจข้ามไปฝั่งสหรัฐฯ เพื่อลงเล่นให้กับ Inter Miami ในศึก Major League Soccer (MLS)

    การตัดสินใจนี้หมายถึงเขายอมพลาดโอกาสรับรายได้ก้อนใหญ่ โดยในฤดูกาลที่ผ่านมาเขามีรายได้จากการค้าแข้งราว 70 ล้านเหรียญ และจากสัญญาตัวแทนสนับสนุนแบรนด์รวมถึงธุรกิจอื่นๆ อีก 70 ล้านเหรียญ แต่ในขณะที่เขากำลังมุ่งหน้าสู่ศึกฟุตบอลโลกอีกสมัย ดาวยิงชาวอาร์เจนตินาวัย 39 ปี ก็ได้สัมผัสจุดสูงสุดของความฝันแห่งอเมริกันด้วยการถือครองทรัพย์สินมหาศาลจากการสั่งสมความมั่งคั่ง การเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ตลอดเส้นทางค้าแข้ง และสิทธิ์ในการเข้าซื้อหุ้นในสโมสร Inter Miami หลังแขวนสตั๊ด อย่างไรก็ตามตัวแทนของ Messi ไม่มีการตอบกลับใดๆ จากคำขอสัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าว

    Messi เติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงานและอาศัยอยู่ในเมืองที่ห่างจากกรุง Buenos Aires ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 320 กิโลเมตร เขาเคยได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตขณะสังกัดสโมสรเยาวชน Newell’s Old Boys ในเมือง Rosario แต่เขาได้กรุยทางสู่ความสำเร็จราวกับเทพนิยายด้วยพรสวรรค์และทักษะอันเหนือชั้น

    FC Barcelona เซ็นสัญญาดึงตัว Messi เข้าสู่ศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสรตอนอายุ 13 ปี และพาเขาย้ายมายังสเปนพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งช่วยให้เขามีความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร หลังจากก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ Barça ในปี 2004 ขณะอายุ 17 ปี และประเดิมสนามกับทีมชาติอาร์เจนตินาชุดใหญ่ในปี 2005 Messi ก็แจ้งเกิดในฐานะซูเปอร์สตาร์ระดับโลกทันที

​

Lionel Messi ภาพ: PIERRE PHILIPPE MARCOU/GETTY IMAGES


    เขาคว้ารางวัล Ballon d’Or สมัยแรกในปี 2009 ตลอดการลงเล่น 17 ฤดูกาลกับ Barcelona และอีก 2 ฤดูกาลกับ Paris Saint-Germain เขาสั่งสมความสำเร็จด้วยการกวาดรางวัล Ballon d’Or เพิ่มอีก 7 สมัย ซึ่งนับเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 8 สมัย โดยนำหน้า Ronaldo อยู่ 3 สมัย นอกจากนี้ Messi ยังช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ La Liga ของสเปน 10 สมัย, Ligue 1 ของฝรั่งเศส 2 สมัย และ UEFA Champions League 4 สมัย

    Messi ปรากฏชื่อบนทำเนียบนักฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกของ Forbes เป็นครั้งแรกในปี 2008 ด้วยตัวเลขราว 11.9 ล้านเหรียญโดยครองอันดับที่ 18 หลังจากนั้นรายได้ของเขาพุ่งทะยานจากการต่อสัญญาหลายฉบับกับ Barcelona ตลอดทศวรรษถัดมา แต่ตัวเลขที่แท้จริงถูกเปิดเผยเมื่อสำเนาสัญญาระยะเวลา 4 ปี ในช่วงปี 2017-2021 รั่วไหลและได้รับการเผยแพร่โดยหนังสือพิมพ์ El Mundo ของสเปน ซึ่งระบุว่า Messi กวาดรายได้เข้ากระเป๋ามากกว่าที่ใครคาดคิด โดยเฉพาะในฤดูกาล 2017-18 ที่เขาได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 177 ล้านเหรียญ

    ในปีนี้ค่าตอบแทนที่ได้รับอย่างแน่นอนในสนามของ Messi อยู่ที่ 28.3 ล้านเหรียญ ตามข้อมูลจาก MLS Players Association ที่ได้ระบุไว้ ซึ่งมากกว่าผู้เล่นที่มีรายได้สูงสุดอันดับ 2 ของลีกเกินเท่าตัว อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในวงการฟุตบอลระบุว่า นับตั้งแต่ Messi ย้ายมาร่วมทัพ Inter Miami ในปี 2023 เขายังได้รับส่วนแบ่งรายได้จากข้อตกลงกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ของ MLS อย่าง Adidas และ Apple TV โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Jorge Mas เจ้าของสโมสร Inter Miami กล่าวว่า เขาจ่ายค่าตอบแทนให้ Messi สูงถึงปีละ 70-80 ล้านเหรียญ

    Messi อยู่ภายใต้การดูแลของ Jorge บิดาของเขา ซึ่งรับบทบาทเป็นทั้งตัวแทนและผู้จัดการด้านธุรกิจ โดย Messi มีสัญญาเป็นหุ้นส่วนกับแบรนด์ดังต่างๆ อย่างเข้มข้นกว่า 10 ราย เช่น Mastercard, Michelob Ultra และ Lay’s และเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่ได้รับความนิยมและมีมูลค่าทางการตลาดสูงที่สุดของโลกแม้ว่าจะไม่ค่อยออกสื่อให้สัมภาษณ์ เขาโบกมือลา Nike เพื่อเซ็นสัญญากับ Adidas ในปี 2006 ก่อนตอกย้ำความสัมพันธ์กับแบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาสัญชาติเยอรมันด้วยการลงนามในสัญญาตลอดชีพเมื่อปี 2017

    เมื่อนับรวมรายได้ทั้งในและนอกสนาม Messi กวาดรายได้ประเมินไปราว 140 ล้านเหรียญในช่วง 12 เดือนก่อนการจัดอันดับ ส่งผลให้เขารั้งอันดับ 3 ในทำเนียบนักกีฬาที่มีรายได้สูงสุดของโลกประจำปี 2026 ของ Forbes นับตั้งแต่ปี 2014 เขาไม่เคยหลุดจาก 5 อันดับแรกของทำเนียบ และเคยขึ้นแท่นอันดับ 1 ในปี 2019 และ 2022

    ความมั่งคั่งของ Messi เปิดทางให้เขาสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการถือหุ้นในเครือโรงแรม MiM Hotels ที่มีโรงแรมสไตล์บูทีค 6 แห่งในประเทศสเปนและอันดอร์รา โดยเป็นส่วนหนึ่งของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ชื่อ Edificio Rostower Socimi ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นในปี 2024 ปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของกองทุนอยู่ที่ 282 ล้านเหรียญ

    Más+ by Messi เครื่องดื่มเกลือแร่ที่เขาพัฒนาร่วมกับ Mark Anthony บริษัทแม่ของ White Claw ผู้ผลิตเครื่องดื่ม Hard Seltzer ไม่ประสบความสำเร็จ หลัง BevNet รายงานในเดือนพฤษภาคมว่า แบรนด์เครื่องดื่มดังกล่าวกำลังทยอยยุติการทำตลาด ทั้งนี้ Messi ยังคงร่วมถือหุ้นใน El Club de la Milanesa เครือร้านอาหารจากอาร์เจนตินาและยังเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอีก 2 แห่ง ได้แก่ Deportivo LSM ในอุรุกวัยซึ่งเขาก่อตั้งร่วมกับ Luis Suárez เพื่อนร่วมทีม Inter Miami เมื่อปีที่ผ่านมา และ UE Cornellà สโมสรในลีกระดับ 5 ของสเปนที่เขาทุ่มเงินซื้อในเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยไม่ได้เปิดเผยตัวเลข

​


​


เรื่อง: Hank Tucker เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒนา

ภาพ: Ronaldo: Carmen Mandato-FIFA/Getty Images; Messi: Karl Bridgeman-FIFA/Getty Images

ออกแบบภาพปก: ชัยกานต์ มณีจักร์




​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : โกยเงินแบบ David Beckham จากแข้งซูเปอร์สตาร์ สู่โลกธุรกิจ และความมั่งคั่งพันล้าน

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนตุลาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine