เดิมพันใหญ่ของ “Applied Intuition” อยากใส่ AI ให้รถบรรทุกจนถึงรถถัง กลางศึกชิงอนาคตรถไร้คนขับ

เดิมพันใหญ่ของ “Applied Intuition” อยากใส่ AI ให้รถบรรทุกจนถึงรถถัง กลางศึกชิงอนาคตรถไร้คนขับ

FORBES THAILAND / ADMIN
28 May 2026 | 07:49 AM
READ 140

Applied Intuition อยากเอาเทคโนโลยีไร้คนขับของตัวเองไปใส่ในทุกยานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้ ตั้งแต่รถพ่วงไปจนถึงรถถังของกองทัพ แต่ถ้าอยากขยายไปให้ไกลกว่าธุรกิจขายซอฟต์แวร์ยานยนต์มูลค่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พวกเขาก็จะต้องงัดกับ Tesla, Google, NVIDIA และสตาร์ทอัพอีกเป็นโขยงที่กำลังขับเคี่ยวชิงความเป็นหนึ่งในสนามเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ


    ณ Silicon Valley ในฤดูหนาวที่มีแสงแดดจ้า Qasar Younis กำลังสวมรองเท้าอยู่ตรงประตูสำนักงานใหญ่ของ Applied Intuition ในเมือง Sunnyvale รัฐ California

    CEO คนนี้มีกฎเหล็กว่าห้ามใครสวมรองเท้าจากข้างนอกเข้ามาในตึกเด็ดขาด พนักงานและแขกทุกคนจึงต้องเปลี่ยนเป็นรองเท้าแตะ ซึ่ง Younis ติดนิสัยนี้มาตอนที่เขาทำงานให้บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ Bosch ในญี่ปุ่นช่วงสั้นๆ

    เขาสวมบู๊ตสีดำเดินผ่านหอเก็บน้ำสูง 150 ฟุต ที่มีของหน้าตาเหมือนกระป๋องฟรุตค็อกเทลยักษ์ตั้งอยู่บนยอด มันคือร่องรอยสุดท้ายที่บ่งบอกว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานผลไม้กระป๋องยี่ห้อ Libby’s มาก่อน จุดหมายของเขาคือโรงรถของบริษัท ที่นั่นเป็นโกดังเก็บเทคโนโลยีที่คุณจะได้เห็น Applied ทำการทดลองใหม่ๆ ด้านซอฟต์แวร์ยานยนต์อยู่ในนั้นหลายอย่าง

    ในโกดังมีวิศวกรรุ่นใหม่ 10 กว่าคน ซึ่งเคยทำงานในบริษัทอย่าง Honda, General Motors และ Daimler ยืนล้อมยานพาหนะหลายแบบ Younis ชี้ให้เราดูรถ Jeep Grand Wagoneer รุ่นปี 2021 ซึ่งติดตั้งระบบศูนย์รวมข้อมูลและความบันเทิง ระบบควบคุมเบาะที่นั่ง และระบบวิเคราะห์สภาพรถของบริษัท

    ถัดไปมีรถบรรทุก Isuzu ทรงกล่องขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งบริษัทกำลังทดสอบวิ่งบนไฮเวย์ในญี่ปุ่น ใกล้กันนั้นมีรถตัก JCB Teleskid คันเล็กที่วิ่งในไซต์ก่อสร้างได้ด้วยตัวเอง และรถกระบะ Ford Raptor ไร้คนขับที่สร้างมาให้กองทัพบกสหรัฐฯ ใช้ขนส่งอุปกรณ์โดยไม่ต้องมีทหารนั่งหลังพวงมาลัย

    แม้รถแต่ละคันแตกต่างกัน แต่ก็ใช้ซอฟต์แวร์ตัวเดียวกัน นั่นคือระบบปฏิบัติการของ Applied Intuition ซึ่ง Younis กล่าวว่าสามารถใช้กับยานพาหนะประเภทใดก็ได้เพื่อเชื่อมต่อและจัดการระบบอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละส่วนของรถทั้งคัน และพัฒนาไปสู่การเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติมากขึ้นๆ

    Applied ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2017 ขายระบบให้บริษัทผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ เช่น Stellantis ที่มารับช่วงกิจการต่อจาก Fiat และ Chrysler ทำข้อตกลงครั้งใหญ่กันไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม

    จุดขายที่ Applied นำเสนอคือ เทคโนโลยีนี้จะมาช่วยบริษัทแบบดั้งเดิมในการแข่งขันกับผู้เล่นยุคใหม่อย่าง Tesla, Google และ Rivian รวมถึงกองทัพคู่แข่งหน้าใหม่จากจีนซึ่งกำลังพลิกโฉมรถยนต์ให้กลายเป็นคอมพิวเตอร์ติดล้อ

    “ที่ผ่านมา (ผู้ผลิตรถยนต์) จะซื้อชิ้นส่วนโมดูลจากซัพพลายเออร์หลายรายแยกกัน อย่างระบบเบรกหรือเบาะนั่ง ซึ่งแต่ละส่วนก็จะมีซอฟต์แวร์เล็กๆ ของตัวเอง” Younis กล่าว เขาโกนศีรษะและเป็นคนพูดเร็วปรื๋อ ย้ายถิ่นฐานมาจากปากีสถาน “นี่คือจุดที่พวกเขาต่างจาก Tesla เพราะต้องเอาระบบปฏิบัติการคนละอย่าง 5-8 ตัวมาเย็บติดกันไว้ในรถคันเดียว ทำให้อัปเดตแบบทีเดียวจบไม่ได้” ทั้งกล่าวว่า ซอฟต์แวร์ของ Applied “คือจุดเชื่อมโยงที่หายไปเพื่อทำให้รถยนต์ รถบรรทุก และรถถัง กลายเป็นรถอัจฉริยะได้เหมือนกัน”

    ร้านขายเทคโนโลยีแบบครบจบในที่เดียวคือสิ่งที่ดึงดูดพวกผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งต้องปวดหัวแม้แต่กับซอฟต์แวร์ขั้นพื้นฐานที่สุด ตัวอย่างเช่น Volkswagen เคยทุ่มเงินหลายพันล้านเหรียญกับวิศวกรอีกหลายพันคนเพื่อจะแข่งกับ Tesla อย่างเต็มตัว แต่เทคโนโลยีที่ได้มาก็ถูกพับไปจน CEO ต้องลาออกกะทันหัน แถมยังต้องปวดหัวกับการผสานโค้ดที่จ้างบุคคลภายนอกเขียน แม้แต่ Ford กับ Toyota ซึ่งยืนหนึ่งเรื่องความน่าเชื่อถือมาตลอดก็ยังต้องเรียกคืนรถยนต์รวมกว่า 2 ล้านคันในปีที่แล้วเพื่อแก้ไขปัญหาซอฟต์แวร์ติดขัด

    ปีที่แล้ว Applied ทำรายได้ประมาณ 800 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่าปี 2024 ถึง 2 เท่า ขณะที่ยังมีอัตรากำไรขั้นต้น 80% เป็นอย่างต่ำ นักลงทุนแถวหน้าอย่าง BlackRock, Andreessen Horowitz และ Kleiner Perkins จึงปลื้มทั้งการเติบโตของบริษัทและวิสัยทัศน์ของ Younis (ซึ่ง Marc Andreessen นักลงทุนและกรรมการบริษัทโพสต์ชมเขาบน X เมื่อไม่นานมานี้ว่า เขาเป็น “CEO สาย AI ที่เก่งที่สุดแต่ไม่มีใครรู้จัก”)

    เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วนักลงทุนทุ่มเงินอีก 600 ล้านเหรียญให้ Applied (ซึ่งระดมทุนมาได้รวม 1.1 พันล้านเหรียญแล้ว) ส่งผลให้มูลค่าประเมินบริษัทพุ่งไปถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญ และช่วยให้ Younis กับ Peter Ludwig ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีมีทรัพย์สินอย่างน้อยคนละ 1.5 พันล้านเหรียญ เมื่อคำนวณสัดส่วนหุ้นตามที่ Forbes ประเมิน โดย Younis กล่าวว่า Applied มีกระแสเงินสดเป็นบวกมา “ตลอดทางเลยก็ว่าได้”

    แต่แค่ช่วยให้รถวิ่งได้ดีขึ้นนั้นก็ยังไม่สะใจพอ เพราะ Applied อยากให้รถวิ่งเองได้ บริษัทมีระบบช่วยขับเป็นส่วนหนึ่งในระบบปฏิบัติการสำหรับยานยนต์อยู่แล้ว แต่ Younis ยังอยากเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบตัวเดียวจบครบสำหรับทุกสิ่งที่วิ่ง ลอยน้ำ หรือบินได้ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ F-150 หรือเครื่องบินขับไล่ F-16

    ปัจจุบัน Applied ทำสัญญากับหลายเหล่าทัพของสหรัฐฯ โดยมีข้อตกลงที่เปิดเผยต่อสาธารณชนมูลค่า 60 ล้านเหรียญกับทัพบกและทัพฟ้า รวมถึงลูกค้าอย่าง Komatsu ผู้ผลิตที่เชี่ยวชาญด้านรถบรรทุกกับเครื่องจักรทำเหมืองและก่อสร้าง และ Scania บริษัทรถพ่วงยักษ์ใหญ่จากสวีเดน Ludwig อ้างว่า อีกแค่ 18 เดือนเราจะได้เห็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ แม้ว่าผลการทดสอบขับจะแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีของ Applied ยังไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยก็ตาม

    “เราลงทุนไปมหาศาลในการช่วยให้ AI มองเห็น คิด และตัดสินใจเองได้ แล้วก็สามารถเอาเทคโนโลยีไปใส่ในอย่างอื่นได้อีกสารพัด” Ludwig กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ โดรนการทหาร หุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ หรือเครื่องจักรการเกษตรสำหรับทำฟาร์ม” การทำแบบนี้น่าจะช่วยให้เทคโนโลยีมีราคาถูกลงได้ด้วย เพราะการมีระบบที่ยืดหยุ่นเพียงระบบเดียวจะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการใช้หลายระบบสำหรับหลายงาน

    ปัจจุบัน Applied คิดค่าซอฟต์แวร์เป็นรายคัน โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันไปแล้วแต่สัญญา ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Stellantis อาจต้องจ่ายเงินมากกว่า 100 เหรียญต่อคัน ส่วนซอฟต์แวร์สำหรับยานพาหนะอุตสาหกรรมอย่างรถบรรทุกในเหมืองแร่นั้น แม้จะขายได้ในจำนวนน้อยกว่า แต่มีกำไรต่อคันสูงกว่ามาก

    แม้ Applied จะได้เสียงตอบรับดีเยี่ยมในวงการ แต่ก็ต้องเผชิญคู่แข่งมากหน้าหลายตา รวมถึง QNX ยักษ์ใหญ่สายซอฟต์แวร์ยานยนต์ หรือ Tesla ซึ่งปล่อยรถออกมาวิ่งจริงบนถนนแล้วหลายล้านคัน พร้อมด้วยฟีเจอร์ช่วยขับขี่ที่ Elon Musk ก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากอัปเกรดให้เป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบเช่นกัน และถึงแม้ว่า Tesla จะยังตามหลัง Waymo ในศึกรถแท็กซี่ไร้คนขับ แต่เทคโนโลยีของ Musk ก็ผ่านการพิสูจน์ในสนามจริงมาเยอะกว่าของ Applied มาก

    ปัจจุบัน Younis มีลูกค้าที่ซื้อระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเพียงรายเดียวคือ Isuzu จากญี่ปุ่น ขณะที่ลูกค้าระยะยาวบางรายอย่าง VW และ Nissan กลับไปร่วมงานกับคู่แข่งอย่าง Mobileye และ Wayve แทน

    ต่อให้ซอฟต์แวร์ของ Applied จะพร้อมใช้งานภายในอีกไม่กี่ปี แต่แรงต้านจากหน่วยงานกำกับดูแลบวกกับความระมัดระวังของผู้บริโภคก็เป็นส่วนผสมที่ทำให้การขายรถยนต์ไร้คนขับจำนวนมากๆ สำหรับมวลชนยังคงเป็นเรื่องไกลตัว Younis จึงเลือกวางเดิมพันที่ต่างออกไปด้วยการนำซอฟต์แวร์ระบบอัตโนมัติของบริษัทไปใช้กับสายงานที่ยอมรับความผิดพลาดได้มากกว่า ซึ่งมันก็จะช่วยเป็นแต้มต่อให้เขาคว้าชัยชนะในตลาดรถยนต์ไร้คนขับได้ด้วย

    ลองนึกภาพรถบรรทุกในเหมืองแร่ รถเกี่ยวนวดข้าว หรือเรือโดรนลาดตระเวน ซึ่งไม่ต้องกังวลเรื่องขับชนคนเดินถนนสักเท่าไร เขากล่าวว่า นี่คือ “แนวคิดปฏิบัตินิยมแบบสุดๆ”


    Younis กับ Ludwig เติบโตในย่านชานเมือง Detroit ห่างกันไม่กี่ไมล์ โรงงานของ General Motors ที่ตั้งอยู่แถวนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของพวกเขา ครอบครัวของ Younis อพยพมาจากหมู่บ้านเกษตรกรรมในจังหวัด Punjab ของปากีสถานตั้งแต่เขายังเรียนชั้นประถม พ่อของเขาทำงานขึ้นรูปฝากระโปรงและบังโคลนรถยนต์ที่โรงงานในท้องถิ่นอีกแห่งหนึ่ง

    ส่วนพ่อและปู่ของ Ludwig ซึ่งเป็นพนักงานของ GM ทั้งคู่ก็นั่งคุยกันเรื่องระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติด้วยเรดาร์ที่โต๊ะอาหารในตอนค่ำ “ผมน่าจะเคยแยกชิ้นส่วนเครื่องกลไฟฟ้าทุกชิ้นในบ้านแล้วมั้งเพื่อจะได้เข้าใจจริงๆ ว่ามันทำงานยังไง” Ludwig เล่า

    สมัยเป็นเด็ก 2 คนนี้ไม่เคยเจอกัน Younis เชื่อคำแนะนำของลุง ซึ่งก็เป็นอดีตพนักงานของ GM เขาจึงเลือกเรียนสายวิศวกรรมศาสตร์ในสถาบันที่ได้ชื่อว่าเป็น “West Point แห่งวงการยานยนต์” นั่นคือ General Motors Institute of Technology (ชื่อปัจจุบันคือ Kettering University) ที่เมือง Flint รัฐ Michigan เขาใช้เวลาครึ่งหนึ่งที่นั่นไปกับการเรียนรู้เรื่องธุรกิจ และอีกครึ่งหนึ่งไปกับการบริหารสายการผลิตเครื่องยนต์ V6 หลังจากทำงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อยู่กับ Bosch ในญี่ปุ่นมาพักหนึ่ง Younis ก็เปิดสตาร์ทอัพแห่งแรกของเขาในปี 2007 ซึ่งเป็นธุรกิจแพลตฟอร์มระดมทุนจากผู้บริโภคชื่อว่า Cameesa

    แม้บริษัทนั้นจะไปไม่รอด แต่ต่อมาเขาก็ขุดเจอบ่อทองจากธุรกิจที่ 2 คือ TalkBin แอปสำหรับทำรีวิวจากลูกค้า ซึ่ง Crate & Barrel เลือกใช้ และ Google ซื้อกิจการไปหลังจากเปิดตัวได้แค่ 5 เดือน (Younis ได้เงินไปหลายล้านเหรียญ) ต่อมาเขาเข้าทำงานกับยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคฯ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2011 เพื่อพัฒนา Google Maps ในที่สุดอีก 1 เดือนต่อมาเขาก็ได้พบกับ Ludwig ซึ่งมาเข้าทีมของเขาหลังจากเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์จาก University of Michigan

    การอยู่ในสำนักงานใหญ่ของ Google ช่วยให้ทั้งคู่ได้เห็นอนาคตของการคมนาคมแบบชิดติดขอบสนาม เพราะก่อนหน้านั้นแค่ 6 เดือน Google เปิดตัวโครงการที่จะกลายเป็น Waymo ในเวลาต่อมา “เรื่องที่ใครๆ ก็คาดเดาได้คือ Detroit จะต้องสะเทือนหนักมากเพราะโครงการนี้แน่” Younis กล่าว “ซึ่งถ้าคุณเป็นวิศวกรมือดีใน Silicon Valley คุณก็ต้องคิดว่า ‘ฉันออกไปทำเองบ้างดีกว่า’”

    Younis จึงนำแผนงานไปเสนอต่อ Paul Graham แห่ง Y Combinator แต่แทนที่เขาจะได้กำลังใจกลับมา เขากลับถูกดึงสติว่าการจะสร้างแท็กซี่ไร้คนขับ ปั้นธุรกิจ และมีลูกคนแรกไปพร้อมๆ กันนี่มันช่างบ้า

    และ Graham โน้มน้าวให้เขามาทำงานกับบริษัทบ่มเพาะสตาร์ทอัพแห่งนี้ในปี 2014 ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โดยมี Sam Altman เป็นกรรมการผู้จัดการ Younis จึงมาเป็นโค้ชอยู่ที่ Y Combinator ให้ว่าที่ยูนิคอร์นอย่าง DoorDash, Flexport, Gitlab และ Cruise ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพรถยนต์ไร้คนขับที่ก่อตั้งโดย Kyle Vogt แห่ง Twitch แต่ปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว

    เมื่อ General Motors เข้าซื้อกิจการ Cruise ในปี 2016 Younis ติดต่อกลับไปคุยกับ Ludwig ซึ่งยังทำงานอยู่ที่ Google แล้วอธิบายให้เขาเห็นภาพว่า ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น “ธุรกิจรถยนต์กำลังจะกลายเป็นธุรกิจซอฟต์แวร์”

    ในตอนนั้น Google, Amazon และผู้ผลิตรถยนต์เกือบทุกรายทั่วโลกต่างก็กำลังทดลองระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติไม่ว่าโครงการใหญ่หรือเล็ก Younis กับ Ludwig จึงตัดสินใจจับกระแสด้วยการสร้างซอฟต์แวร์จำลองสถานการณ์ หรือเรียกว่าเป็น “แบบเครื่องมือ” (tooling) พื้นฐานของซอฟต์แวร์นี้ก็คือ การสร้างโลก 3 มิติที่คล้ายกับวิดีโอเกมซึ่งใช้จำลองสถานการณ์เลียนแบบโลกจริงได้นับล้านๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติในโลกเสมือน

    พวกเขาตั้งชื่อบริษัทใหม่ว่า Applied Intuition แล้วไม่นานก็ได้ทำข้อตกลงธุรกิจกับสตาร์ทอัพแท็กซี่ไร้คนขับชื่อ Voyage (GM ซื้อกิจการไปเมื่อปี 2021) และบริษัทรถบรรทุกไร้คนขับ Kodiak ที่ปัจจุบันจดทะเบียนอยู่ในตลาด Nasdaq “แบบเครื่องมือมันไม่เร้าใจก็จริง แต่เป็นงานซับซ้อนและสร้างมูลค่าสูงได้ทันที” Bilal Zuberi นักลงทุนที่นำ Lux Capital เข้าลงทุนใน Applied เมื่อปี 2017 กล่าว และแม้แต่ในทุกวันนี้ธุรกิจดังกล่าวก็ยังคงสร้างรายได้ให้บริษัทประมาณ 1 ใน 3 โดยมี GM และ Toyota เป็นลูกค้ารายใหญ่ด้วย

    จากจุดนั้น Younis คว้าข้อตกลงสร้างซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติให้ General Dynamics ผู้ผลิตรถถัง M1 Abrams มาได้ในช่วงแรก แล้วทุกวันนี้ก็นำเทคโนโลยีเดียวกันแต่เป็นรุ่นใหม่กว่ามาใช้กับรถยนต์และรถบรรทุกด้วย โดยใช้ระบบปฏิบัติการเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระบบเบรก ที่นั่ง ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ประจำรถ

    บริษัทได้ขีดความสามารถบางส่วนมาจากการซื้อทรัพย์สินทางปัญญา (และสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง) จากบริษัทรถยนต์ไร้คนขับที่กิจการล้มหลังจากเงินหมด เช่น Embark ผู้พัฒนารถบรรทุกไร้คนขับ และ Ghost Autonomy ที่มี OpenAI เป็นนักลงทุน “(Younis) คือเครื่องจักรขับเคลื่อนแผนงานที่ไม่เหมือนคนอื่น” Mamoon Hamid หุ้นส่วนบริหารของ Kleiner Perkins กล่าว เขาเป็นผู้ลงทุนรายแรกเมื่อปี 2019 และร่วมนำการระดมทุนรอบ 600 ล้านเหรียญในปีที่แล้ว

    ปัจจุบัน Applied มีพนักงาน 1,300 กว่าคนช่วยกันแก้โจทย์ตั้งแต่เรื่องพื้นๆ อย่างระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางสำหรับรถ Jeep ไปจนถึงของล้ำๆ อย่างรถบรรทุกไร้คนขับสำหรับให้กองทัพบกสหรัฐฯ นำไปใช้ในการรบ Younis เร่งผลักดันธุรกิจด้านการทหารของ Applied ด้วยการเข้าซื้อสตาร์ทอัพเทคโนโลยีป้องกันประเทศ EpiSci ในปี 2025 ซึ่งเป็นบริษัทที่ช่วยสร้างเครื่องบินขับไล่ F-16 ไร้คนขับให้กองทัพอากาศและสอนโดรนสังหารของสตาร์ทอัพ Aevex ให้บินเป็นฝูงบิน

    แต่แค่นั้นยังไม่พอ โกดังเทคโนโลยีของ Applied ยังมีหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ซุ่มอยู่มุมโกดังด้วย (ถึงแม้ Younis จะยืนยันว่าหุ่นยนต์นี้ยังไม่ใช่เป้าหมายหลักของบริษัทก็ตาม) “พวกเขาเป็นบริษัทที่น่าสนใจที่สุดในด้านระบบอัตโนมัติ” Grayson Brulte ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Road to Autonomy กล่าว “การที่พวกเขามีลูกค้าในหลากหลายวงการนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าตลาดใดตลาดหนึ่งถดถอย พวกเขาก็จะไม่ตกที่นั่งลำบาก”

    ยามบ่ายฟ้าใสในเดือนธันวาคมที่เหมืองกรวดเก่าในเขต Sunol รัฐ California ห่างจากตึกออฟฟิศ Applied ออกไปประมาณ 25 ไมล์ รถขุดคันใหญ่กำลังเทดินเต็มบุ้งกี๋ลงในกระบะของรถบรรทุก Komatsu สีเหลืองขนาด 40 ตัน รถบรรทุกจะขับไปหลายร้อยฟุตสู่จุดทิ้งดินชั่วคราว เทดิน แล้ววนกลับมาหารถขุด เป็นวงจรไปเรื่อยๆ อีก 10 กว่ารอบจนกว่าจะหมดวัน

    สักวันในอนาคตอันไม่ไกลก็จะไม่ต้องมีคนนั่งหลังพวงมาลัยแล้ว แต่ตอนนี้ยังต้องมีพนักงานขับรถเพื่อความปลอดภัยพร้อมด้วยทีมวิศวกรจาก Applied อีก 4 คนประจำการในรถเทรลเลอร์คันเล็กที่จอดอยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยดูวิดีโอความละเอียดสูงและข้อมูลจากเซนเซอร์ที่ตรวจจับทุกความเคลื่อนไหวในการจำลองวงจรการทำงาน “ตัก ขน เท” (load, haul, dump หรือ LHD)

    เหมืองแร่มีรถบรรทุกอัตโนมัติใช้มาหลายปีแล้ว แต่ยังใช้อยู่ในขอบเขตจำกัด Joe Forcash ผู้จัดการกลุ่มงานระบบอัตโนมัติเพื่ออุตสาหกรรมของ Applied กล่าว ก่อนหน้านี้เขาเคยพัฒนาระบบยานยนต์ไร้คนขับให้ Caterpillar มา 25 ปี แต่มันก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ เขากล่าวว่า “ถ้ามีอะไรขวางทางรถจะไม่รู้วิธีขับอ้อม” ระบบของ Applied มีเป้าหมายจะมาช่วยให้รถพวกนี้รู้จักหลบหลีกอุปสรรคทั่วไปได้ เช่น หินก้อนใหญ่ หรือหลุมใหญ่เท่ารถ Buick บนพื้นถนน

    การสร้างซอฟต์แวร์อัตโนมัติสำหรับรถบรรทุกอุตสาหกรรมแบบนี้ง่ายกว่าซอฟต์แวร์สำหรับรถทั่วไปมาก เพราะบนถนนอาจมีกรวยจราจรวางเกะกะ รถตำรวจจอดซ้อนคัน หรือคนเดินเท้าที่มัวแต่เล่นมือถือ แต่ Isuzu ผู้ผลิตยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์รายใหญ่จากญี่ปุ่นก็กำลังร่วมมือกับ Applied พัฒนารถบรรทุกขนส่งสินค้าไร้คนขับ

    Yasuhiro Yazawa ผู้จัดการทั่วไปของโครงการยานยนต์ไร้คนขับของ Isuzu กล่าวว่า ถ้าโครงการสำเร็จเร็วหน่อย เราก็อาจจะเริ่มได้เห็นรถแบบนี้วิ่งข้ามเมืองในปี 2027 ผลการทดสอบระบบเบื้องต้นที่ Applied ทำในญี่ปุ่นเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วมีแนวโน้มดี แต่ก็ยังมีปัญหา โดยเขาระบุว่า การขับเข้าช่องทางร่วมและการเปลี่ยนเลนยัง “จำเป็นต้องปรับปรุง” อยู่

    เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบของ Applied สำหรับรถยนต์ก็ยังไม่พร้อมใช้งานจริง ผลการทดสอบขับระยะสั้นรอบเมือง Sunnyvale ยังพบความล่าช้าในการโหลดข้อมูล เส้นทางการขับ และพบอาการตะกุกตะกักคล้ายกับระบบ “ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ” ของ Tesla ที่ยังเป็นข้อบกพร่อง

    ปัจจุบันระบบนี้ยังไม่ได้รับการทดสอบและตรวจสอบอย่างละเอียดโดยสาธารณชน และนอกจากผลวิเคราะห์เชิงเทคนิคแล้วก็ยังแทบไม่มีข้อมูลอื่นมาช่วยยืนยันว่าแพลตฟอร์มของ Applied ทำงานดีแค่ไหน จึงทำให้ Stellantis ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลกเมื่อวัดจากปริมาณการผลิตยังไม่ตัดสินใจในตอนนี้

    และแม้ในปีหน้า Younis จะได้ค่าธรรมเนียมจากรถ Jeep หรือ Peugeot ทุกคันที่ออกจากสายการผลิตของ Stellantis แต่ข้อตกลงร่วมลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์ “ระบบอัจฉริยะในห้องโดยสาร” ของ Applied นั้นไม่ได้รวมถึงเทคโนโลยีไร้คนขับใดๆ “เราจะพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติบางอย่างเป็นการภายในต่อไป” Ned Curic ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Stellantis กล่าว

    กองเชียร์ของ Applied อาจมองว่า การทุ่มสุดตัวเพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติที่ใช้ได้กับทุกอย่างนั้นเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดี แต่นักวิจารณ์ส่วนหนึ่งมองว่ามันคือการเหวี่ยงแหมั่วซั่ว “ผมว่าพวกเขาทำอะไรเกินตัว สัญญาเกินจริง และวิ่งไล่คว้าทุกอย่างที่เป็นกระแส” ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมคนหนึ่งกล่าวโดยขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อจะได้พูดอย่างเต็มที่

    ถ้าในที่สุดแล้ว Applied ตัดสินใจลงแข่งด้านรถยนต์ไร้คนขับ พวกเขาจะต้องเจอคู่แข่งอีกเยอะนอกเหนือจาก Tesla กับ Waymo ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ NVIDIA ประกาศเมื่อเดือนมกราคม ว่ากำลังทำซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคล้ายกับของ Tesla ซึ่งก็ถือเป็นลงสนามแข่งกับอีกหลายบริษัท เช่น Nuro, Mobileye และ Motional

    คู่แข่งที่น่ากลัวอีกรายอาจจะเป็น Wayve จาก London ที่กำลังพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติอเนกประสงค์สำหรับยานพาหนะหลากหลายคล้ายกับ Applied “ตลาดของเราคือทุกยานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้” Alex Kendall CEO ของ Wayve กล่าว เขาระดมทุนมาแล้ว 1.3 พันล้านเหรียญ

    Applied เสียลูกค้าให้ Wayve ไปแล้ว 1 รายคือ Nissan ซึ่งใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ของ Applied ทดสอบเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ แต่กลับตัดสินใจใช้ซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Wayve แทน อย่างไรก็ตาม Younis กล่าวว่า ข้อตกลงที่ Applied ทำกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายนี้ “ก็น่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่กว่า”

    ระบบปฏิบัติการยานยนต์ ธุรกิจเครื่องมือจำลองสถานการณ์ และการเป็นผู้นำเปลี่ยนยานพาหนะอุตสาหกรรมซึ่ง “น่าเบื่อ สกปรก และอันตราย” ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัตินั้นช่วยให้ Applied กระจายการเดิมพันในธุรกิจได้ในวงกว้างขึ้น กลยุทธ์นี้ใช้ได้ผลกับธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับในยุคที่แล้ว ซึ่งช่วยให้ Applied รุ่งเรืองขณะที่อีกหลายบริษัทล้มเหลว และก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้สงสัยว่าคราวนี้มันจะล้มเหลว Younis จึงอยู่จุดที่เหมาะสมจะโต้คลื่นเทคโนโลยีไร้คนขับไม่ว่ามันจะพัดไปทางไหนก็ตาม


เรื่อง: Iain Martin และ Alan Ohnsman
เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง
ภาพ: Cody Pickens



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เรียนเองได้ จาก “Headway” แอปฯ สรุปหนังสือ 15 นาที สู่บริษัทมูลค่า 720 ล้านเหรียญ

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนเมษายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine