ศึกชิงอวกาศ Apex Technology ลุยผลิตดาวเทียม ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

ศึกชิงอวกาศ Apex Technology ลุยผลิตดาวเทียม ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

วงโคจรต่ำของโลกกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของทั้งภาคธุรกิจและกองทัพ Apex Technology มุ่งเป็นผู้จัดหาดาวเทียมที่ได้มาตรฐานเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ


    ณ โรงงานอันสว่างไสวแห่งใหม่ของ Apex Technology ใน Los Angeles จอมอนิเตอร์แสดงข้อมูลสัญญาณชีพและพิกัดของดาวเทียมดวงแรกของบริษัทขณะกำลังโคจรรอบโลกทุกๆ 90 นาที แรงกดดันที่ต้องเผชิญระหว่างที่มันต้องเคลื่อนผ่านแสงอาทิตย์อันร้อนแรงไปสู่ความหนาวยะเยือกในยามค่ำคืนคือภาพสะท้อนว่า ทำไมการสร้างดาวเทียมจึงเป็นเรื่องยากและมีต้นทุนสูง Ian Cinnamon CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Apex กล่าว “ลองจินตนาการว่า โทรศัพท์ของคุณต้องเปิดใช้งานต่อเนื่องนาน 5 ปี และคุณต้องเอามันเข้าเตาอบ แล้วตามด้วยช่องแช่แข็งในทุกๆ 45 นาที” หนุ่มวัย 33 ปี พูดจาอย่างคล่องแคล่ว ฉะฉาน กล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง

    ดาวเทียมดวงนี้ที่มีชื่อว่า Aries ตั้งตามชื่อสุนัขของ Cinnamon สายพันธุ์ฮาวานีสสีขาวน้ำตาล ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 2024 ภายในเวลาไม่ถึง 12 เดือนหลังจาก Apex เริ่มพัฒนาโครงการซึ่งบริษัทระบุว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการออกแบบดาวเทียมขนาดเล็กสำหรับใช้เพื่อการผลิตแบบจำนวนมาก นี่เป็นก้าวแรกสู่เป้าหมายใหญ่ของบริษัทในการนำแนวคิดของ Henry Ford ที่เน้นผลิตแบบป้อนตลาดขนาดใหญ่มาสู่แวดวงอุตสาหกรรมดาวเทียม

    ถัดจากจอมอนิเตอร์เข้าไปในห้องอันสุดสะอาดเบื้องหลังม่านไวนิลใสนั้น ช่างเทคนิคที่สวมหมวกคลุมผมกำลังง่วนอยู่กับดาวเทียม Aries อีกดวงหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนแท่นล้อเลื่อน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 สถานีบนสายการผลิตของ Apex

    โดย Cinnamon กล่าวว่า นี่คือคลื่นแห่งอนาคตของอุตสาหกรรมดาวเทียม ซึ่งในอดีตโรงงานมักสร้างยานอวกาศทีละลำในแต่ละครั้ง แต่ในการทำงานร่วมกับ Max Benassi ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าวิศวกรของบริษัท SpaceX ของ Elon Musk ที่มีสำนักงานใหญ่ใน California เขาวางแผนจะผลิตดาวเทียมให้ได้ถึงเดือนละ 12 ดวงจากโรงงานแห่งนี้

    ที่ผ่านมาการผลิตดาวเทียมเป็นธุรกิจที่ทำแบบงานสั่งทำเฉพาะ โดยยานแต่ละลำจะถูกออกแบบเพื่อทำภารกิจเฉพาะอย่าง เช่น การถ่ายภาพโลกหรือการส่งสัญญาณโทรทัศน์ และนั่นทำให้ภาระต้นทุนที่สูงลิ่วและความล่าช้าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอุตสาหกรรมนี้

    เมื่อมีการส่งดาวเทียมขนาดเล็กขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ Apex ก็พยายามที่จะโน้มน้าวนักพัฒนาเครือข่ายดาวเทียมว่า การใช้ยานอวกาศที่ได้มาตรฐานจะรวดเร็วและคุ้มค่ากว่ามาก โดย Apex ได้นำเสนอ “บัส” (BUS) 3 ประเภทที่เป็นโครงสร้างหลักของดาวเทียม ซึ่งได้แก่ ตรงบริเวณส่วนกลางลำของเครื่องที่รวมเอาระบบไฟฟ้าและแผงควบคุมต่างๆ เอาไว้แล้ว โดยลูกค้าเพียงแต่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์และระบบอื่นๆ เพิ่มเข้าไปเอง ตัวอย่างเช่น อาวุธสำหรับยิงสกัดขีปนาวุธข้ามทวีป ตามแนวคิดของระบบป้องกันประเทศ Golden Dome ที่ประธานาธิบดี Donald Trump เคยเสนอเอาไว้

    ด้วยแนวทางที่ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมยานยนต์ Apex ได้นำเสนอดาวเทียมรุ่นแยกย่อยต่างๆ พร้อมออปชั่นให้เลือกหลากหลาย อาทิ ระบบสื่อสารที่ล้ำสมัยและทรงพลังมากกว่า และให้เลือกระหว่างระบบที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าหรือเคมี หรือไม่เช่นนั้น Apex ก็จะไม่ปรับเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น “คุณจะรับหรือไม่รับก็แล้วแต่” Cinnamon กล่าว

    เขาเชื่อว่าการลดความซับซ้อนจะเป็นสูตรสำเร็จที่ผู้ซื้อดาวเทียมขนาดเล็กจะสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับด้านกลาโหมหรือผู้ให้บริการโทรคมนาคม ทั้ง Cinnamon และ Benassi ต่างก็มองเห็นโอกาสในระยะยาว ก่อนที่ทั้งคู่จะก่อตั้ง Apex ในปี 2022 พวกเขาได้เข้าไปพูดคุยกับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้และพบกับเสียงบ่นในทำนองเดียวกันในเรื่องความล่าช้า ต้นทุนบานปลาย และของคุณภาพต่ำ “เราอยากเป็นผู้ผลิตบัสดาวเทียม (satellite bus) รายแรกที่ลูกค้าไม่เกลียด นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง” Cinnamon กล่าว

    Caleb Henry ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัท Quilty Analytics ที่ปรึกษาด้านอวกาศจาก Florida กล่าวว่า แนวคิดพื้นฐานของ Apex นั้นมีเหตุผล พร้อมอธิบายว่า บรรดาผู้ให้บริการด้านดาวเทียมต่างทราบกันมานานแล้วว่า การใช้ดาวเทียมที่ได้มาตรฐานจะมีข้อดีมากกว่า แต่แรงกระตุ้นที่จะหันไปหาโซลูชันแบบสั่งทำเฉพาะที่มีราคาแพงกว่านั้นยังคงมีอิทธิพลมาก “พวกเขากลายเป็นศัตรูของตัวเอง” Henry กล่าว

    ตามข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมดาวเทียมแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ผลิตดาวเทียมทำรายได้ทั่วโลกรวมกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2024 ทั้งนี้ Apex ตั้งเป้าชิงส่วนแบ่งก้อนใหญ่จากตลาดที่กำลังเติบโตในเวลาที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังขยายศักยภาพในอวกาศ ตามการคาดการณ์ของสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ ระบุว่า แค่โครงการ Golden Dome เพียงอย่างเดียวก็อาจมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 8 แสนล้านเหรียญในช่วง 2 ทศวรรษข้างหน้า อย่างไรก็ตามบริษัทยังมีหนทางอีกยาวไกล ในปี 2024 Apex ผลิตดาวเทียมได้เพียง 3 ดวง และตั้งเป้าผลิตให้ได้ 10 ดวงภายในปี 2025

    อย่างไรก็ตามยอดขายที่แข็งแกร่งได้ช่วยดันรายได้ของบริษัทในปี 2024 ไปเป็นราว 60 ล้านเหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการชำระเงินล่วงหน้าสำหรับบัสรุ่น Aries ซึ่งสามารถบรรทุกระบบเพย์โหลดได้สูงสุด 150 กิโลกรัม และรุ่น Nova ที่ตั้งชื่อตามสุนัขพันธุ์เบอร์นาดูเดิลของ Benassi ซึ่งสามารถบรรทุกได้มากกว่าถึง 2 เท่า (ขณะเดียวกันบัสรุ่นที่ 3 ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาสามารถบรรทุกได้ถึง 450 กิโลกรัม มีชื่อว่า Comet โดยตั้งตามชื่อสุนัขที่พนักงานรุ่นแรกรายหนึ่งเคยคิดจะรับเลี้ยง)

    Cinnamon เผยว่า บริษัทมีมูลค่ายอดสั่งซื้อรวมกว่า 100 ล้านเหรียญแล้วจากลูกค้าราว 12 ราย โดยคำสั่งซื้อจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับด้านกลาโหมคิดเป็นราว 2 ใน 3 ทั้งนี้ Apex ยังคงปิดปากเงียบเกี่ยวกับลูกค้าเหล่านั้นและสิ่งที่บริษัททำให้พวกเขา โดยอ้างถึงข้อจำกัดจากรัฐบาล แต่ลูกค้าเหล่านั้นรวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศรายใหญ่ของอังกฤษอย่าง BAE และบริษัท Anduril ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางกลาโหมจาก California และได้สั่งซื้อดาวเทียมจาก Apex ไปแล้วอย่างน้อย 1 ดวง

    ลูกค้าเชิงพาณิชย์รายหนึ่งคือ Aetherflux ซึ่งมีแผนสร้างเครือข่ายดาวเทียมในอวกาศ เพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ Apex มีกำหนดส่งมอบบัสสำหรับดาวเทียมสาธิตดวงแรกของ Aetherflux ในเดือนสิงหาคม เศรษฐีพันล้านฟินเทค Baiju Bhatt ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ใน California ประทับใจใน Apex มากจนตัดสินใจเข้ามาเป็นนักลงทุนด้วยได้กล่าวยกย่อง Benassi ว่า เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและความมุ่งมั่นของ Cinnamon “พวกเขาทำงานหนัก และสู้ไม่ถอย” Bhatt กล่าว

    Cinnamon ระบุว่า ความต้องการของตลาดนั้นมีมากถึงถึงขั้นที่ Apex กำลังมองหาวิธีเร่งการขยายกำลังการผลิต ซึ่งปัจจุบันมีแผนจะเพิ่มการผลิตดาวเทียมเป็น 144 ดวงต่อปีในปี 2028 บริษัทระดมทุนได้ 200 ล้านเหรียญจากรอบซีรีส์ C เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา เพื่อเสริมศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนด้วยตัวเอง ทำให้เงินทุนรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 322 ล้านเหรียญ ซึ่งมาจากทั้งการขายหุ้นบริษัทและการกู้ ผู้สนับสนุนการลงทุนรวมไปด้วยบริษัทเงินร่วมลงทุน (VC) จากสหรัฐฯอย่าง 8VC, Andreessen Horowitz, Shield Capital, Point72 Ventures และ XYZ Capital

    กิจกรรมเชิงพาณิชย์ในวงโคจรต่ำของโลกเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ Apex อาจมีโอกาสอันจำกัดในตลาดที่ใหญ่ที่สุด อย่างตลาดโทรคมนาคม เนื่องจากมีบริษัท 2 แห่งที่กำลังสร้างเครือข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ที่สุด เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์จากอวกาศ นั่นคือ SpaceX และ Amazon ที่กำลังผลิตดาวเทียมด้วยตัวเอง

    กิจการด้านกลาโหมเป็นโอกาสที่ใหญ่ที่สุด กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Defense Department: DOD) ต้องการขยายฐานผู้จัดหาดาวเทียม และจนถึงตอนนี้ผลงานของ Apex ก็ถือว่าน่าประทับใจ เจ้าหน้าที่กองกำลังอวกาศสหรัฐฯ รายหนึ่งให้ข้อมูลกับ Forbes โดยขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้พูดต่อสาธารณะว่า “DOD เบื่อกับการใช้เงินมากมายมหาศาล แต่กลับไม่ได้รับขีดความสามารถที่จะส่งมอบให้ตรงเวลาหรือไม่ก็ไม่เป็นตามความคาดหวัง”



    Apex ทำงานจนสำเร็จผ่านอนุสัญญาวิจัยและพัฒนา (R&D) หลายฉบับ ซึ่งเป็นสัญญากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใช้เพื่อทดสอบบริษัทใหม่ๆ และในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา Apex ได้รับสัญญามูลค่า 46 ล้านเหรียญจากกองกำลังอวกาศสหรัฐฯ (Space Force) สำหรับดาวเทียม Aries ที่ไม่ได้ระบุจำนวน (ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา York Space Systems จากรัฐ Colorado ได้ยื่นคำร้องทางกฎหมายต่อกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวหาว่า การอนุมัติสัญญาการว่าจ้างนั้นปราศจากการแข่งขันที่เหมาะสม)

    ณ ออฟฟิศที่เขานั่ง ฉากหลังโต๊ะทำงานมีภาพวาดสุนัข Aries ในชุดนักบินอวกาศแขวนอยู่ Cinnamon กล่าวว่า เขาได้โน้มน้าวบริษัทบางแห่งที่เคยผลิตบัสของดาวเทียมใช้เองให้หันมาลองใช้ของ Apex ไปบ้างแล้ว และยังมุ่งเป้ารายอื่นๆ เพิ่มเติม “ความฝันของผมคือ ให้ผู้รับเหมาหลักทุกรายที่แข่งขันกันในโครงการ Golden Dome ใช้แพลตฟอร์มบัสดาวเทียมของ Apex” เขากล่าว

    เป้าหมายของบริษัทในการครอบครองอุตสาหกรรมดาวเทียมสะท้อนให้เห็นได้จากห้องประชุมที่ตั้งชื่อตามสัตว์นักล่าชั้นนำ เช่น เคแมน วาฬเพชฌฆาต และเหยี่ยว ส่วนป้ายหน้าสำนักงานของ Cinnamon นั้นก็ใช้ชื่อของนักล่าที่อันตรายที่สุด-มนุษย์

    Cinnamon เติบโตใน Los Angeles เป็นบุตรชายของนักเขียนบทซิตคอม เขาฉายแววความสามารถด้านการเขียนโปรแกรม และมีหัวการค้าตั้งแต่อายุยังน้อย เขาขายวิดีโอเกมออนไลน์ตั้งแต่สมัยประถม และเมื่ออายุ 15 ปี ก็เขียนตำราสำหรับวัยรุ่นชื่อ Programming Video Games for the Evil Genius (ต่อมาเขายังเขียนหนังสืออีกเล่มในซีรีส์ Evil Genius เกี่ยวกับการสร้างโดรน)

    Cinnamon ยังหลงใหลในด้านอวกาศด้วย โดยก่อตั้งชมรมจรวดในโรงเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย เขาเข้าเรียนที่ MIT ในสาขาด้านวิศวกรรมการบินอวกาศ แต่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง เมื่อคิดได้ว่าหลักสูตรนี้เป็นเหมือนสายพานที่ส่งต่อไปสู่งานที่ถูกจำกัดกรอบในบริษัทผู้รับเหมาด้านกลาโหมขนาดใหญ่ หรือในหน่วยงานรัฐบาล “ผมคงถูกไล่ออกภายในไม่กี่ชั่วโมง” เขาหัวเราะ “ระบบราชการกับผมไม่มีทางเข้ากันได้”

    หลังจากคว้าปริญญาตรีด้านสมองและวิทยาศาสตร์ทางปัญญา เขาได้เข้าร่วมงานกับเศรษฐีพันล้านนักลงทุนอย่าง Mark Pincus ณ สถาบันบ่มเพาะสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน Cinnamon ยังได้ร่วมก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งนำเทคโนโลยีการเรียนรู้ด้วยเครื่องมาใช้ในการพัฒนาวัคซีน HIV ซึ่งความพยายามในครั้งนั้นทำให้เขาได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในทำเนียบ 30 Under 30 ประจำปี 2015 ของ Forbes

    ในปี 2016 Cinnamon ได้ก่อตั้งบริษัทชื่อ Synapse เพื่อพัฒนาระบบ AI สำหรับตรวจจับอาวุธได้แบบอัตโนมัติจากภาพที่สแกนได้ ณ จุดตรวจความปลอดภัยในสนามบิน แม้บริษัทจะประสบความยากลำบากในการขยายฐานลูกค้า แต่ในที่สุดในปี 2020 Cinnamon ก็ตัดสินใจขายกิจการให้กับ Palantir Technologies บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากรัฐ Colorado และที่นี่เองที่เขาก็ได้ทำงานร่วมกับบริษัทดาวเทียมหลายแห่ง เพื่อนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ในการจำแนกวัตถุจากภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกได้จากวงโคจรโลก จุดนี้เองที่ทำให้เขาเชื่อว่ายังมีโอกาสอีกมากสำหรับผู้ผลิตดาวเที่ยมที่มีประสิทธิภาพ

    ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาทิศทางของตลาดเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ดาวเทียมขนาดมหึมามูลค่าหลายพันล้านเหรียญในวงโคจรค้างฟ้า (ซึ่งเป็นระดับความสูงที่ดาวเทียมจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับการหมุนของโลก) มาสู่การใช้กลุ่มดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนนับสิบนับร้อยดวงในวงโคจรที่ใกล้กับโลกมากยิ่งขึ้น

    บริษัทบางแห่งเลือกที่จะสร้างดาวเทียมขนาดเล็กด้วยตัวเองเช่น บริษัทผู้บุกเบิกด้านการสำรวจโลกอย่าง Planet Labs จาก California และ Spire จาก Virginia เช่นเดียวกับบริษัท SpaceX ขณะเดียวกันก็มีสตาร์ทอัพหน้าใหม่เป็นโขยงแห่เข้าสู่สมรภูมิเพื่อรับจ้างผลิตดาวเทียมขนาดเล็กให้กับองค์กรต่างๆ รวมทั้งกองทัพ อาทิ บริษัท Terran Orbital และ York Space Systems ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ใน California


    Cinnamon เผยว่า ลูกค้าของเขาที่ Palantir รวมถึงผู้ที่เขาได้พูดคุยด้วยต่างไม่ค่อยพอใจกับตัวเลือกที่มีอยู่ในตลาดมากนัก โดยชี้ว่า “ไม่มีผู้ผลิตดาวเทียมรายไหนเลยที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้” แม้คู่แข่งของ Apex ซึ่งรวมถึงยักษ์ใหญ่ด้านอากาศยานจากยุโรปอย่าง Airbus และ Terran Orbital จะยืนยันว่า พวกเขามีแพลตฟอร์มมาตรฐานที่สามารถผลิตดาวเทียมเป็นจำนวนมากได้ แต่ Cinnamon แย้งว่า ในความเป็นจริงแล้วโมเดลดาวเทียมที่มีอยู่นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นสำหรับนำไปปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายเท่านั้น

    การล็อกสเปกผลิตภัณฑ์ช่วยให้สามารถผลิตและส่งมอบได้เร็วขึ้น พร้อมกับการมีราคาที่แน่นอน ซึ่ง Apex เป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมที่ลงข้อมูลราคาไว้บนเว็บไซต์ โดยมีเมนูให้เลือกออปชั่นต่างๆ ได้ตามต้องการ จากข้อมูลบริษัทเผยว่า สำหรับรุ่นเริ่มต้นของ Aries ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3.5 ล้านเหรียญ และสามารถส่งมอบได้ภายใน 6 เดือน ส่วนรุ่นที่โหลดน้ำหนักเต็มที่สำหรับวงโคจรต่ำนั้นราคาอยู่ที่ 9.5 ล้านเหรียญ ใช้เวลาผลิต 12 เดือน ขณะที่รุ่น Nova มีราคาเริ่มต้นที่ 6 ล้านเหรียญ

    ราคาดังกล่าวอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าดาวเทียม Starlink ของ SpaceX ซึ่งเน้นการผลิตแบบใช้งานเฉพาะทางโดยบริษัทที่ปรึกษา Quilty ประมาณการต้นทุนไว้ที่ไม่เกิน 1 ล้านเหรียญต่อดวง แต่ยังถือว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าที่หน่วยงาน Space Development Agency ของกองทัพสหรัฐฯ ควักกระเป๋าจ่ายเพื่อสร้างกลุ่มดาวเทียมของตัวเอง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เฉลี่ยตั้งแต่ 15 ล้านเหรียญสำหรับดาวเทียมสื่อสาร ไปจนถึง 40-45 ล้านเหรียญสำหรับดาวเทียมตรวจจับขีปนาวุธ

    นอกจากเรื่องราคา Apex ยังออกแบบดาวเทียมให้ประกอบง่ายขึ้น ช่วยให้บริษัทสามารถขยายการจ้างงานไปยังกลุ่มช่างเครื่องยนต์ที่มีประสบการณ์จากอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งค่าแรงต่ำกว่าได้ พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนด้วยตัวเองหรือจ้างผู้รับเหมาผลิตจาก 50% เป็น 90% โดยเชื่อว่าซัพพลายเออร์ในตลาดจะไม่สามารถรองรับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทได้

    Ross Fubini ผู้ก่อตั้ง XYZ ในฐานะนักลงทุนและกรรมการบริหารของ Apex ซึ่งเคยหนุนหลัง Cinnamon มาตั้งแต่สมัย Synapse เผยว่า เขารู้สึกทึ่งในการวางหมากที่แยบยลท่ามกลางตลาดที่ซับซ้อนของนักธุรกิจหนุ่มรายนี้ เขากล่าวว่า “หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในส่วนนี้คือ คุณต้องรู้จักปฏิเสธความต้องการบางอย่างของลูกค้าให้เป็น”

    สำหรับกรณีของ Golden Dome นั้น ลูกค้ายังต้องรอเวลาที่จะระบุความต้องการที่ชัดเจน แต่ท่ามกลางภาวะตลาดดาวเทียมขนาดใหญ่ที่กำลังซบเซา บรรดาบริษัทชั้นนำต่างๆ ที่กระหายโอกาสต่างพากันเข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพผู้ผลิตดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็น Lockheed Martin ยักษ์ใหญ่ด้านการกลาโหมระดับโลก (ที่ทุ่ม 450 ล้านเหรียญเข้าซื้อกิจการ Terran เมื่อปี 2024) Raytheon Technologies หรือที่รู้จักกันในนาม RTX จากรัฐ Virginia (เข้าซื้อ Blue Canyon Technologies ไปในปี 2020 ด้วยมูลค่า 426 ล้านเหรียญ) และบริษัท Boeing (เข้าซื้อกิจการ Millennium Space Systems ปี 2018 โดยไม่เปิดเผยมูลค่า)

    Micah Walter-Range ที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมและอดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Space Foundation ให้ความเห็นว่า Apex อาจตกอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ หากไม่สามารถจับมือเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับผู้รับเหมารายสำคัญได้สักราย นอกจากนี้ การที่ Apex พยายามทำทุกอย่างเองภายในองค์กรเพื่อเร่งกำลังการผลิตจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงอีกมหาศาล “สิ่งที่พวกเขาประกาศไว้ว่าจะทำนั้น มันก็มีความเป็นไปได้อยู่ แต่ก็ต้องสามารถบริหารจัดการให้เกิดขึ้นจริงได้ด้วย” เขากล่าว




เรื่อง: Jeremy Bogaisky เรียบเรียง: จารุณี แตมสำราญ

ภาพ: Ethan Pines




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Shayne Coplan เจ้าชายแห่งการพยากรณ์ "Polymarket"

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine