Herriot Tabuteau ผสมความรู้แพทย์ + การเงิน ปั้นบริษัทไบโอเทค จนกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน

Herriot Tabuteau ผสมความรู้แพทย์ + การเงิน ปั้นบริษัทไบโอเทค จนกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน

FORBES THAILAND / ADMIN
13 Feb 2026 | 10:15 AM
READ 101

Herriot Tabuteau ผสมผสานปริญญาด้านการแพทย์จาก Yale เข้ากับประสบการณ์กว่า 20 ปีในสายการเงิน เพื่อก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Axsome ปัจจุบันความสำเร็จในการพัฒนายารักษาความผิดปกติของระบบประสาทของบริษัทได้เปลี่ยนให้ผู้ลี้ภัยจากเฮติคนนี้กลายเป็นเศรษฐีพันล้านคนใหม่


    เมื่อ Herriot Tabuteau เริ่มก่อตั้งบริษัทเพื่อพัฒนายาขึ้นในปี 2012 เขาก็ตัดสินใจที่จะทำให้บริษัทของเขามีความต่างจากที่อื่นๆ เริ่มแรกเขามุ่งเน้นไปที่โรคทางสมอง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ยากต่อการพัฒนายาและพิสูจน์ประสิทธิภาพของตัวยา

    และเขาก็เข้าสวมบทบาทเป็นทั้ง CEO และเป็นผู้ก่อตั้งที่มีทั้งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และด้านการประกอบการธุรกิจในเวลาเดียวกัน โดยได้อาศัยประสบการณ์ยาวนานจากการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพและจากความรู้ทางด้านแพทย์ของเขา แต่แทนที่จะพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทเงินร่วมลงทุน (VC) เขากลับเลือกใช้วิธีระดมทุนด้วยตัวเองด้วยการสนับสนุนจากเพื่อนๆ และครอบครัว

    “ถ้าคุณทำในสิ่งเดียวกันกับที่คนอื่นทำ คุณก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนกับคนอื่น แต่เราอยากได้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นกว่า” Tabuteau วัย 57 ปีกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับบริษัท Axsome Therapeutics ที่เขาก่อตั้งขึ้น

    ชื่อของบริษัทมาจากการรวมคำ 2 คำที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาท 2 ส่วนคือ “axon” (ส่วนของเซลล์ประสาทที่ส่งสัญญาณไฟฟ้า) และ “soma” (ตัวเซลล์ประสาท) วันนี้ Axsome เดินมาไกลมากจากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงสำนักงานเล็กๆ ด้วยโต๊ะทำงานเพียง 3 ตัว ปราศจากหน้าต่าง ณ ภายในศูนย์ Rockefeller Center ใน New York ซึ่งถูกเรียกขานกันว่า “ตู้ไม้กวาด” ตอนนี้บริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตลาดแล้วถึง 3 ชนิด และอีก 5 ตัวยาที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งตัวยาที่มีโอกาสจะช่วยชาวอเมริกันกว่า 150 ล้านคนที่กำลังประสบปัญหาต่างๆ เช่น ภาวะซึมเศร้า หรือผู้ป่วยอัลไซเมอร์

    รายได้รวมของบริษัทในช่วง 12 เดือน ณ งบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 70% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2024 ไปเป็น 495 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่กระนั้น Axsome ก็ยังไม่ได้ทำกำไร ยังคงมียอดขาดทุนสุทธิอยู่ 247 ล้านเหรียญ

    บริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาด Nasdaq มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่ 6.1 พันล้านเหรียญ ทำให้ Tabuteau กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน เนื่องจากถือหุ้นในบริษัทอยู่ 15% รวมทั้งออปชั่นด้วย

    เขาคาดว่ายอดขายของ Axsome น่าจะไปแตะถึงจุดสูงสุดที่ 1.65 หมื่นล้านเหรียญจากพอร์ตยาที่มีในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้บริษัทกลายเป็น 1 ใน 25 บริษัทยาชั้นนำโดยวัดจากรายได้ บนฐานตามความคาดหมายว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวยา 5 ชนิดที่จะต้องผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ตั้งแต่ปี 2025-2028 แต่ยังมีคำถามใหญ่ที่ต้องถามก็คือ ตอนนี้มีตัวยาเพียง 25% ที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพในการทดลองเฟส 3 ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนของการพิจารณาของ FDA

    Tabuteau เกิดที่ประเทศเฮติ แม่ของเขาต้องต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูเขาและน้องสาว เขาเล่าว่า เคยผ่านช่วงเวลาของ “การถูกทอดทิ้งทั้งด้านร่างกาย โภชนาการ และอารมณ์” แต่เขาบอกว่า มัน “สอนให้รู้จักความอดทน” เมื่ออายุ 9 ขวบ เขาย้ายไปอยู่กับพ่อและแม่บุญธรรมในย่าน Upper East Side ของ Manhattan


    เขาจบการศึกษาด้านชีววิทยาระดับโมเลกุลและชีวเคมีจากมหาวิทยาลัย Wesleyan ก่อนจะเรียนต่อแพทย์ที่ Yale School of Medicine โดยตั้งใจจะเป็นศัลยแพทย์ระบบประสาท แต่เมื่อเห็นความทุกข์ทรมานที่แสดงออกมาจากอาจารย์หมอของเขา เขาจึงตัดสินใจเบนเข็มจากการแพทย์ไปสู่แวดวงการเงิน โดยเข้าทำงานที่กลุ่มวาณิชธนกิจที่ลงทุนในธุรกิจสุขภาพของ Goldman Sachs นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพด้านการเงินที่เขาคลุกคลีมานับ 2 ทศวรรษ ซึ่งรวมทั้งการทำงานช่วงเวลาสั้นๆ ที่ Bank of America Securities รวมถึงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ Healthco/S.A.C. Capital และการบริหารจัดการกองทุนของตัวเองด้วย

    จากการทำงานที่ Wall Street เขาได้เห็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นนับพันแห่ง มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว จากจุดนั้นเองเขาได้เริ่มพัฒนาทฤษฎีของตัวเองที่รู้ว่าอะไรที่ควรทำ แล้วทำเพราะอะไร สิ่งที่บริษัทไบโอเทคส่วนใหญ่ทำก็คือ มุ่งเน้นไปเฉพาะยาตัวใดตัวหนึ่ง แต่เขามองว่าการสร้างพอร์ตขึ้นมาจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะล้มเหลว

    ส่วนการทำต้นทุนให้ต่ำนั้น เขาเลือกที่จะไม่ทำตามวิถีของธุรกิจที่มักจะจ้างบริษัทเอาต์ซอร์สในการทดลองทางคลินิก โดยเชื่อว่าเขาสามารถทำเองได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าและมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่า การทำการทดลองในเฟสที่ 3 นั้นอาจจะมีต้นทุนสูงถึง 50 ล้านเหรียญ แต่ Tabuteau สามารถทำได้ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าถึง 30-50%

    "เราเจอแรงต้านเยอะมาก" เขากล่าวถึงช่วงแรกที่นักลงทุนไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถดำเนินการทดลองทางคลินิกหลากหลายตัวยาได้ด้วยงบประมาณที่จำกัด แต่การพัฒนาตัวยาที่หลากหลายผลิตภัณฑ์กลับช่วยได้ เมื่อการทดลองหนึ่งสิ้นสุดทีมนักวิจัยก็เดินหน้าทดลองตัวถัดไปทันที

    การทำเช่นนั้นนับเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เมื่อ Axsome เข้าตลาดหุ้นในปี 2015 และต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในโลกของบริษัทยาไบโอเทคระยะเริ่มต้น เพราะการพัฒนายา 1 ตัวอาจใช้เวลานานถึง 10 ปี กว่าที่จะวางขายได้ แม้ Axsome จะบริหารต้นทุนการทดลองได้ดี แต่ก็ยังไม่ใช่ต้นทุนที่ตำพอจะเรียกว่าถูก ราคาหุ้นของบริษัทเคลื่อนไหวต่ำกว่า 10 เหรียญมาหลายปี และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเคยลดลงต่ำกว่า 100 ล้านเหรียญ หลังจากยารักษาอาการปวดตัวแรกไม่ผ่านการทดลองทางคลินิก

    "เมื่อหลายปีก่อนไม่มีใครเชื่อใน Axsome และผมคิดว่าทุกวันนี้ก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่" Nick Pzzie ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าว "นี่คือเรื่องราวที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง"

    แต่อนาคตของ Axsome เริ่มพุ่งขึ้นเมื่อ Auvelty ตัวยาสำคัญของบริษัทที่ไช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าได้รับการอนุมัติจาก FDA ในเดือนสิงหาคม ปี 2022 ทำให้ราคาหุ้นบริษัทพุ่งขึ้น 65% ภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้มูลค่าประเมินบริษัทไปอยู่ที่ 3 พันล้านเหรียญ

    ยา Auvelity เป็นการนำยา 2 ตัวที่มีอยู่แล้วมาผสานรวมกันจนสามารถให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ผู้ป่วยสามารถเริ่มเห็นผลภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น เมื่อเทียบกับยากลุ่มเซโรโทนินทั่วไปที่ต้องใช้เวลาถึง 6 หรือ 8 สัปดาห์ ยา Auvelty จึงมีข้อได้เปรียบเป็นอย่างมาก

    การเปิดตัวยาเข้าสู่ตลาด Axsome เริ่มต้นด้วยทีมขายเพียง 165 คน น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่บริษัทยาใหญ่ๆ ใช้ วิธีการของบริษัทคือ เลือกจับคู่ทีมขายกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าแพทย์คนไหนมีแนวโน้มจะให้การตอบรับกับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นี้ และชอบการติดต่อแบบไหน อีเมล โทรศัพท์ หรือพบกันตัวต่อตัว

    ผลลัพธ์คือ ยอดขายของยา Auvelity กำลังเดินหน้าสู่ยอดขายที่น่าจะถึง 500 ล้านเหรียญในปี 2025 และนักวิเคราะห์คาดว่ายาตัวนี้จะกลายเป็น “ยาที่ขายดี” ของอุตสาหกรรมยาที่กวาดรายได้ทะลุ 1 พันล้านเหรียญ นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2025 Axsome ยังชนะคดีสิทธิบัตรที่ช่วยป้องกันไม่ให้มีผลิตภัณฑ์ยาลอกเลียนแบบออกสู่ตลาดได้จนถึงปี 2038 ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของบริษัท

    ความเชี่ยวชาญด้านการเงินของ Tabuteau ก็ส่งผลดีให้กับธุรกิจเช่นกัน ในปี 2022 Axsome เข้าซื้อ Sunosi ยารักษาอาการง่วงมากผิดปกติในตอนกลางวันในผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับและหยุดหายใจขณะหลับ ด้วยข้อตกลงธุรกิจมูลค่า 53 ล้านเหรียญ (บวกค่าสิทธิ์ในอัตราเลขหลักเดียว) โดยใช้เวลาเจรจาเพียง 2 สัปดาห์ในช่วงคริสต์มาสปี 2021

    ไม่ถึง 1 ปีหลังจากนั้น Tabuteau ก็ขายสิทธิ์การจำหน่ายยา Sunosi ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือไปในราคา 66 ล้านเหรียญ (พร้อมเงินโบนัสตามเป้าหมายและค่าสิทธิ์) ทำให้บริษัทไม่เพียงแต่คืนทุน แต่ยังทำกำไรทันที ปัจจุบัน Sunosi สร้างรายได้เกิน 100 ล้านเหรียญต่อปี “ถือเป็นธุรกรรมการเงินที่ยอดเยี่ยมมาก” Graig Suvannavejh นักวิเคราะห์จาก Mizuho กล่าว

    หุ้นของ Axsome ยังคงพุ่งขึ้นต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นกว่า 35% ในปี 2024 ปิดที่ระดับ 122 เหรียญต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าดัชนี Nasdaq Biotech ที่ขยับเพิ่มขึ้นมาเพียง 1% เมื่อปี 2024 ตัวยาต่อไปที่ต้องจับตามองคือ ยารักษาภาวะกระวนกระวายที่มักพบได้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ยาต้านโรคทางจิตที่มีอยู่เพียงชนิดเดียวในตอนนี้มักมีผลข้างเคียงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ยาของ Axsome มีผลข้างเคียงน้อยกว่าและจากการทดลองทางคลินิกในเฟส 3 ก็แสดงผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป Axsome มีแผนที่จะส่งตัวยาเพื่อขอรับการอนุมัติภายในสิ้นเดือนกันยายน ปี 2025

    มีความเป็นไปได้ว่า FDA อาจจะยังไม่อนุมัติยาชนิดนี้ แต่นักวิเคราะห์ก็คาดว่า ความต้องการทางเลือกใหม่แทนยาต้านโรคทางจิตทำให้มีโอกาสได้รับการอนุมัติค่อนข้างสูง ยาตัวนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนการของ Tabuteau ที่ตั้งเป้าพาบริษัทไปสู่รายได้รวม 1.65 หมื่นล้านเหรียญ โดยคาดว่า Auvelity จะทำรายได้สูงสุดระหว่าง 1 พันล้านถึง 3 พันล้านเหรียญต่อปี และยารักษาอาการกระวนกระวายจากโรค
อัลไซเมอร์จะสร้างรายได้อีก 1.5 พันล้านถึง 3 พันล้านเหรียญต่อปีเมื่อถึงจุดสูงสุ

    “เรายังมีอะไรอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์ยาที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา และจำนวนผู้ป่วยที่เราสามารถเข้าถึงได้” Tabuteau กล่าว “ในแง่ของขนาดเราอาจเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ แต่ในแง่ของพื้นฐานธุรกิจหรือความทะเยอทะยานเราไม่ได้เล็กเลย”



เรื่อง: Amy Feldman เรียบเรียง: จารุณี แตมสำราญ ภาพ: Jamel Toppin



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Edwin Chen มหาเศรษฐีสายเทคหมื่นล้าน ผู้ชี้อนาคต AI

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine