Howard Huang สร้างความมั่งคั่งกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการผลิตดวงตาหุ่นยนต์ วันนี้ผู้ก่อตั้งบริษัท Orbbec จากเมือง Shenzhen รายนี้กำลังมุ่งเป้าสู่การเป็นซัพพลายเออร์ชั้นแนวหน้าระดับโลกด้านเซนเซอร์ภาพขั้นสูงสำหรับหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ณ Beijing ได้มีการจัดมหกรรมการแข่งขันที่เรียกว่า World Humanoid Robot Games นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ (humanoid) 500 ตัวจาก 16 ประเทศทั่วโลก ตบเท้าเข้าชิงชัยใน 26 ประเภทรายการแข่งขัน มีตั้งแต่กรีฑา ฟุตบอล ไปจนถึงการเต้นและศิลปะการต่อสู้ และหนึ่งในทีมผู้ชนะที่เป็นดาวเด่นของงานที่จัดตลอด 3 วันนี้ก็คือ X-Humanoid สถาบันวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนสามารถกวาดรางวัลไปถึง 10 เหรียญ โดยเป็นเหรียญทองถึง 2 เหรียญ ส่วนหุ่นยนต์ 2 ขาสูง 1.8 เมตร ที่ชื่อว่า Tien Kung Ultra สามารถคว้าชัยในการวิ่งแข่งระยะ 100 เมตร ในขณะที่ Tian Yi ซึ่งเป็นหุ่นยนต์แบบล้อเลื่อนสามารถคว้ารางวัลที่ 1 ในการแข่งขันการจัดการวัสดุ ซึ่งเป็นการจำลองภารกิจต่างๆ ในโรงงาน
เบื้องหลังสมรรถนะอันน่าทึ่งของหุ่นยนต์เหล่านี้ คือชิ้นส่วนเทคโนโลยีที่สำคัญอย่าง "ดวงตา" โดยเซนเซอร์ระบบภาพ 3 มิติขั้นสูงเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย Orbbec บริษัทนอกสายตาแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเมือง Shenzhen ศูนย์กลางการผลิตที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศจีน เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้ระยะลึกได้เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ ส่งผลให้พวกมันสามารถเคลื่อนที่ผ่านสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ด้าน Howard Huang ประธานกรรมการ และ CEO ของ Orbbec วัย 46 ปี ได้ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานไว้ว่า “เราต้องการมอบความสามารถในการมองเห็นให้แก่หุ่นยนต์ให้เหนือยิ่งกว่าที่มนุษย์ทำได้” เขากล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางวิดีโอ

บริษัท Orbbec ก่อตั้งขึ้นโดย Huang ในปี 2013 เริ่มต้นจากการผลิตเซนเซอร์ภาพเพื่อใช้งานในการสแกน 3 มิติ และระบบอัตลักษณ์บุคคล ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของบริษัทคือ กล้องที่สามารถจับได้ทั้งสีสันและและระยะความลึก สำหรับนำมาใช้ในภารกิจระยะใกล้ถึงระยะกลาง เช่น การสแกนใบหน้าและการระบุประเภทของวัตถุ นอกจากนี้ บริษัทยังผลิตเซนเซอร์ไลด้า (lidar) เครื่องจับแสงและระยะทาง ซึ่งใช้สำหรับภารกิจระยะไกล เช่น การนำทาง โดยเซนเซอร์ทั้ง 2 ประเภทนี้จะถูกติดตั้งแยกกันหรือรวมเข้าด้วยกันในหุ่นยนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่หุ่นยนต์อุตสาหกรรม หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMRs) แขนกลหุ่นยนต์ ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ โดรน และล่าสุดคือ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ความมุ่งมั่นของ Huang ที่ต้องการสร้าง “ดวงตา” ของหุ่นยนต์ที่ดีที่สุดในโลกนั้นสอดรับกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดหุ่นยนต์ทั่วโลก ซึ่งจากรายงานฉบับเดือนมิถุนายนของ Research and Markets คาดการณ์ว่า ตลาดจะขยายตัวด้วยอัตราการเติบโตทบต้นเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 14% จาก 5.3 หมื่นล้านเหรียญในปี 2024 จนมีมูลค่าแตะ 1.79 แสนล้านเหรียญภายในปี 2033 บริษัทวิจัยซึ่งมีสำนักงานใหญ่จากเมือง Dublin แห่งนี้ระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI และความต้องการระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น
จากรายงานฉบับเดือนมิถุนายนของ Morgan Stanley ระบุว่า ในฐานะตลาดหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศจีนกำลังเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนความต้องการจากทั่วโลก ผ่านการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับ Orbbec วาณิชธนกิจของสหรัฐฯ แห่งนี้มองว่า การขยายตัวของตลาดชิ้นส่วนหุ่นยนต์ในประเทศกำลังเติบโตควบคู่กันไปกับกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด อย่างเทคโนโลยีระบบภาพ 3 มิติ และเซนเซอร์ประเภทอื่นๆ บริษัท Orbbec ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Shanghai เริ่มได้รับอานิสงส์จากสภาวะตลาดนี้แล้ว ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้ 90% จากตลาดภายในประเทศ และส่วนที่เหลือมาจากประเทศต่างๆเช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 Orbbec สามารถพลิกกลับมาทำกำไรสุทธิได้ที่ 69 ล้านหยวน (9.8 ล้านเหรียญ) จากที่เคยขาดทุนสุทธิ 102 ล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปี 2024 โดยมีรายได้พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวแตะระดับ 714 ล้านหยวน แม้จะยังไม่มีการแจกแจงสัดส่วนรายได้ทั้งหมดของช่วงเวลาดังกล่าว แต่สำหรับผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 พบว่า เกือบ 2 ใน 3 ของยอดขายมาจากระบบเซนเซอร์สำหรับระบุอัตลักษณ์บุคคล โดยเฉพาะการจดจำใบหน้า และเครื่องสแกนสำหรับแอปพลิเคชันด้านการอุปโภคบริโภค เช่น การพิมพ์ภาพ 3 มิติ และ VR สำหรับการเล่นเกม ขณะที่รายได้จากเซนเซอร์สำหรับหุ่นยนต์นั้นคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมด
บริษัทซึ่งระบุว่ามียอดการผลิตเซนเซอร์สะสมรวมกันมากกว่า 5 ล้านตัว ณ สิ้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้เห็นมูลค่าหุ้นพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ Huang ซึ่งถือหุ้นอยู่ 26% กลายเป็นเศรษฐีพันล้านคนใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา และทำให้เขามีทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ ณ กลางเดือนมกราคมนี้เอง
ในกลุ่มลูกค้าสำคัญของ Orbbec คือ Alipay แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลของ Ant Group ยักษ์ใหญ่ฟินเทคจีนซึ่งใช้กล้องของบริษัทสำหรับการจดจำใบหน้าสำหรับการชำระเงินแบบไร้สัมผัส (โดย Ant ถือหุ้นใน Orbbec อยู่ 9% ผ่านทางหน่วยธุรกิจเงินร่วมลงทุน หรือ VC) ในส่วนของภาคหุ่นยนต์นั้นบริษัทเป็นผู้จัดหาเซนเซอร์ให้กับผู้ผลิตหุ่นยนต์บริการเป็นหลัก ซึ่งรวมถึง Pudu Robotics และ Gausium ของจีนที่เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ทำความสะอาด และ Robo-care จากเกาหลีใต้ที่ผลิตหุ่นยนต์สำหรับดูแลคน หากพิจารณาจากจำนวนที่ขายได้ Orbbec อ้างว่า บริษัทครองส่วนแบ่งการตลาดเซนเซอร์ภาพ 3 มิติสำหรับหุ่นยนต์บริการเคลื่อนที่สูงถึง 70% ทั้งในจีนและเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ยังจำหน่ายเซนเซอร์ให้กับบริษัทที่ผลิต AMR สำหรับโรงงานและคลังสินค้า เช่น Standard Robots ของจีน และ Twinny ของเกาหลีใต้อีกด้วย
แต่ในปัจจุบัน Huang ได้หันมามุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์อย่างเต็มตัว เขาคาดหมายว่า จะกลายเป็นหุ่นยนต์ประเภทที่มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุดในระยะยาว ทั้งนี้ Morgan Stanley ได้ประเมินไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า ตลาดโลกสำหรับหุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และมีรูปร่างคล้ายมนุษย์จะมีมูลค่าสูงถึง 7.5 ล้านล้านเหรียญภายในปี 2050 โดยความต้องการจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายกำลังการผลิตและต้นทุนที่ลดลง นอกจากนี้ Bank of America Global Research ยังประเมินว่า ต้นทุนในการสร้างหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ทั่วไปน่าจะลดลงได้ถึงครึ่งหนึ่งภายในระยะเวลา 5-10 ปีข้างหน้า โดยสมมติฐานที่ว่าชิ้นส่วนประกอบส่วนใหญ่นั้นผลิตขึ้นในประเทศจีน
รายชื่อลูกค้าของ Orbbec มีจำนวนผู้ผลิตหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจาก X-Humanoid แล้ว บริษัทยังจัดหาชิ้นส่วนให้กับ AgiBot, Stardust Intelligence ซึ่งได้รับการหนุนจาก Ant และหน่วยงาน Robbyant ของ Ant เอง ซึ่งทั้งหมดล้วนมีฐานการผลิตอยู่ในจีน ลูกค้ารายสำคัญอีกรายคือ UBTech Robotics ของ Zhou Jian เศรษฐีพันล้าน ซึ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาได้ประกาศว่า จะเริ่มเดินหน้าผลิตหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์แบบจำนวนมากสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม
แม้จะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ Huang กล่าวว่า ส่วนแบ่งการตลาดของ Orbbec สำหรับเซนเซอร์ภาพ 3 มิติในกลุ่มหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ในจีนนั้น "น่าจะสูงกว่า" ในกลุ่มหุ่นยนต์บริการ "บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เกือบทุกแห่งที่คุณนึกชื่อออกในจีนต่างติดตั้งเซนเซอร์ภาพของเราไปแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดก็ได้รับตัวอย่างสินค้าไปทดสอบแล้ว" เขากล่าวเสริม โดย Huang คาดการณ์ว่า ยอดขายเซนเซอร์ภาพสำหรับหุ่นยนต์จะเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวในทุกๆปีตลอดระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า และจะกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้มากสุดให้กับบริษัท ซึ่งจะผลักดันให้รายได้รวมพุ่งทะยานขึ้นถึง 5-10 เท่าภายในปี 2030
Zhou Xinyu นักวิเคราะห์จาก Tianfeng Securities จากเมือง Wuhan กล่าวว่า Orbbec อยู่ในตำแหน่งที่จะได้ประโยชน์จากกระแสเฟื่องฟูของหุ่นยนต์ในจีน เนื่องจากเป็นผู้เล่นในประเทศรายเดียวที่เชี่ยวชาญด้านกล้อง RGBD (แดง, เขียว, น้ำเงิน, ลึก) สำหรับเครื่องจักรที่ซับซ้อนต่างๆ ทั้งนี้เขายังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า คู่แข่งในประเทศรายอื่นๆ เช่น RoboSense Technology จากเมือง Shenzhen และ Hesai Technology จากเมือง Shanghai นั้น ส่วนใหญ่หันไปมุ่งเน้นที่เซนเซอร์ไลด้าสำหรับรถยนต์ไร้คนขับมากกว่า
คู่แข่งคนสำคัญที่ Huang ต้องเผชิญคือ RealSense จากรัฐ California ซึ่งแยกตัวออกมาจาก Intel ยักษ์ใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดย RealSense เองก็อ้างว่า มีลูกค้ามากกว่า 3,000 รายเช่นเดียวกัน พร้อมระบุว่า ลูกค้าของบริษัทประกอบด้วย Unitree Robotics หนึ่งในผู้ผลิตหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในจีน บริษัท Boston Dynamics บริษัทในเครือของ Hyundai Motor จากเกาหลีใต้ที่ตั้งอยู่ในรัฐ Massachusetts และ Agility Robotics ที่ได้รับแรงหนุนจาก NVIDIA ในรัฐ Oregon โดยทางบริษัท RealSense อ้างว่า กล้องตรวจจับระยะลึกของบริษัทนั้นถูกติดตั้งอยู่ใน AMR ทั่วโลกถึง 60% และในหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ถึง 80% อย่างไรก็ตาม Orbbec ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดที่ RealSense กล่าวอ้าง แต่ Zhong Len ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ของบริษัทจากจีนรายนี้กล่าวว่า Orbbec "สามารถคว้าส่วนแบ่งลูกค้าในกลุ่มผู้ผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดและหุ่นยนต์จัดส่งสินค้าชั้นนำของโลกไว้ได้มากกว่า 3 ใน 4 แล้ว”

Huang กล่าวว่า กล้อง 3 มิติตัวเรือธงของ Orbbec รุ่น Gemini 435Le มีประสิทธิภาพเหนือกว่า D555 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นเรือธงของ RealSense อยู่ประมาณ 30-50% ในด้านความแม่นยำของระยะลึก ความสมบูรณ์ของแผนผังระยะลึกและความคมชัดของขอบวัตถุ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถระบุวัตถุ ประเมินระยะประชิด และเคลื่อนที่หลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างแม่นยำ โดยทั้งหมดนี้วางจำหน่ายในราคาที่ 499 เหรียญเท่าๆ กัน ในขณะที่ Mike Nielsen รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาดของ RealSense ยอมรับว่า ประสิทธิภาพของกล้องจากคู่แข่งทั้ง 2 รายนั้น "อาจถือได้ว่าเทียบเคียงกันได้" แต่การนำเซนเซอร์ไปใช้งานในหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น เป็นตัวบ่งชี้ได้ดีกว่าว่าใครอยู่เหนือเกมการตลาดอย่างแท้จริง
Song Zhan ผู้อำนวยการบริหารห้องปฏิบัติการด้านการออกแบบอัจฉริยะและระบบภาพของเครื่องจักรแห่งสถาบันเทคโนโลยีขั้นสูง (Shenzhen Institutes of Advanced Technology) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลระบุว่า กล้องของ Orbbec มีสมรรถนะเทียบชั้นกับ RealSense ในเชิงตัวเลขทางเทคนิคได้ เนื่องมาจากบริษัทสัญชาติจีนแห่งนี้ผ่านวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์มามากกว่า นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า Orbbec ยังผลิตกล้อง 3 มิติสำหรับหุ่นยนต์ที่หลากหลายมากกว่าอีกด้วย “RealSense มีให้เลือกเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ถ้าใช้แล้วดีก็ดีไป แต่ถ้าไม่ตอบโจทย์ก็ไม่มีทางเลือกอื่นให้เลือกมากนัก”
ลูกค้าของ Orbbec ต่างให้การยอมรับในผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยระบุว่า สินค้ามีคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล Zhang Qiang ประธานคณะกรรมการวิจัยของ X-Humanoid กล่าวว่า ผู้ผลิตหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ให้ความสำคัญกับคุณภาพของภาพ ความเสถียรในการทำงาน และความสม่ำเสมอในการผลิตระดับจำนวนมาเป็นอันดับต้นๆ โดยเขาย้ำว่า "เซนเซอร์ภาพของ Orbbec มีความคุ้มค่าสูงและมีระดับความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ดีเยี่ยม อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนด้านบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งมากอีกด้วย”
เซนเซอร์ทั้งหมดของ Orbbec ถูกผลิตขึ้นภายในบริษัทเองทั้งหมด ตั้งแต่การออกแบบชิปเฉพาะทาง การสร้างอัลกอริทึม ไปจนถึงขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทสามารถใช้งานร่วมกับชุดซอฟต์แวร์ Isaac และแพลตฟอร์มการประมวลผล Jetson Thor ของ NVIDIA ซึ่งทั้ง 2 ระบบนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ (ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของ RealSense ก็สามารถใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์เหล่านี้ได้เช่นกัน) Huang กล่าวว่า "ผมมุ่งเป้าไปที่การวัดค่าเชิงแสง 3 มิติ [ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักเบื้องหลังเซนเซอร์ภาพ 3 มิติ] มาตั้งแต่ปี 2002" พร้อมกับย้ำว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด มอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น และมีความน่าเชื่อถือสูงนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานหลายปี
ด้วยภูมิหลังที่เรียบง่าย Huang ไม่ได้เติบโตมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะร่ำรวยจากเทคโนโลยี เขาเล่าว่า ชีวิตในวัยเด็กเป็นไปอย่าง "เรียบง่าย" โดยมีคุณพ่อทำงานในหน่วยงานของรัฐ และคุณแม่เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ การเมือง และดนตรีในโรงเรียนมัธยม ด้วยความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ Huang คว้าปริญญาตรีจาก Peking University ปริญญาโทจาก National University of Singapore และปริญญาเอกจาก City University of Hong Kong โดยทั้งหมดเป็นสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เขาเริ่มต้นเส้นทางในฐานะนักวิจัยที่มุ่งเน้นด้านการวัดค่าเชิงแสง 3 มิติในสถาบันชั้นนำหลายแห่ง รวมถึง Singapore-MIT Alliance for Research and Technology ในสิงคโปร์ และ Hong Kong Polytechnic University
ท้ายที่สุด Huang ก็โหยหาความท้าทายที่มากกว่านั้น “ในแวดวงวิชาการผมมักจะตีพิมพ์เพียงงานวิจัย ซึ่งผมมองไม่เห็นการนำไปประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง แต่สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่ในตอนนี้คือ การตีพิมพ์งานวิจัยในโรงงาน เป็นการเขียนงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมจริงๆ” เขากล่าวเสริม ในระหว่างที่ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยภาพยนตร์แอคชั่นไซไฟเรื่อง I, Robot ได้จุดประกายจินตนาการของเขา ภาพยนตร์ที่ติดบ็อกซ์ออฟฟิศในปี 2004 เรื่องนี้ได้ถ่ายทอดภาพของโลกในปี 2035 ที่หุ่นยนต์กลายเป็นสิ่งทั่วไปในชีวิตประจำวัน สำหรับนักศึกษาหนุ่มในเวลานั้นมันคือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง
ในปี 2013 เขาได้หยิบยืมเงินจำนวน 10 ล้านหยวนจากเพื่อนสมัยมัธยม 4 คน เพื่อเริ่มต้นสร้างสายการผลิตเซนเซอร์ภาพ 3 มิติในโรงงานที่เขาเช่าไว้ในเขต Pearl River Delta ของประเทศจีน ทว่าการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ประกอบการนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด และในไม่ช้าเขาก็ประสบปัญหาด้านกระแสเงินสดจนต้องกลับไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ อีกครั้ง "ชีวิตในแวดวงวิชาการนั้นเรียบง่าย ผมทำงานอยู่กับหลักการและอัลกอริทึม ใช้กล้องที่ซื้อมาเพื่อสร้างแบบจำลอง แล้วก็จบแค่นั้น แต่ในฐานะบริษัทเราต้องจัดการทุกอย่างเองภายในบริษัท ตั้งแต่การทำแม่พิมพ์ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ มันเป็นความท้าทายอย่างแท้จริง” Huang กล่าว
ผู้ประกอบการมือใหม่รายนี้ตระหนักดีว่าความฝันในการสร้างดวงตาให้หุ่นยนต์นั้นดูจะเร็วเกินไป เนื่องจากเวลานั้นตลาดยังไม่ใหญ่พอ อุปกรณ์ชิ้นแรกที่เปิดตัวในปี 2015 จึงเป็นเครื่องสแกน 3 มิติ ตามมาด้วยเซนเซอร์สำหรับระบบอัตลักษณ์บุคคลในอีก 2 ปีถัดมา นั่นช่วยให้เขาสามารถคว้า Ant และ Oppo ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของจีนมาเป็นลูกค้าได้สำเร็จ Huang กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเลียนแบบความสำเร็จของ Apple ในด้านการจดจำใบหน้า Oppo จึงเลือกใช้บริการของ Orbbec เพราะในขณะนั้น เป็นเพียงบริษัทเดียวที่นำเสนอเซนเซอร์จดจำใบหน้าขั้นสูง นอกเหนือไปจากยักษ์ใหญ่สมาร์ทโฟนของสหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้อนุญาตให้ผู้อื่นใช้เทคโนโลยี Face ID ของตน "หากคุณเตรียมพร้อมไว้ก่อนที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจะขยับตัว นั่นแหละคือโอกาสของคุณ" Huang กล่าว "แต่ถ้าคุณรอจนกระทั่งพวกเขาเปิดตัวแล้วค่อยเริ่มทำวิจัยและพัฒนา คุณก็จะอยู่ในจุดเริ่มต้นเดียวกับคนอื่นๆ”
เมื่อรายชื่อลูกค้าชั้นนำของ Orbbec เพิ่มมากขึ้น บริษัทก็สามารถดึงดูดนักลงทุนระดับแถวหน้าได้สำเร็จ เช่น MediaTek Ventures (หน่วยธุรกิจ VC ของ MediaTek ยักษ์ใหญ่ด้านการออกแบบชิปจากไต้หวัน) SAIF Partners บริษัทการลงทุนในฮ่องกง และ Ant ทั้งนี้ในช่วงกลางปี 2022 Orbbec ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ STAR ของเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยสามารถระดมทุนได้ถึง 1.2 พันล้านหยวน และบริษัทนำไปใช้เพื่อพัฒนาเซนเซอร์ภาพ 3 มิติสำหรับบ้านอัจฉริยะและหุ่นยนต์ นับเป็นจังหวะเวลาที่ประจวบเหมาะอย่างยิ่ง เพราะหลังจากนั้นไม่นานกระแส generative AI ก็ได้ระเบิดตัวขึ้นทั่วโลก เป็นการเปิดศักราชใหม่ของศักยภาพในการผสานขีดความสามารถของ AI เข้ากับฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์ ด้วยความที่ชิป AI ทำให้เครื่องจักรกลฉลาดขึ้นและตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น ทีมวิศวกรกว่า 300 ชีวิตของ Orbbec จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก จนสามารถเปิดตัวเซนเซอร์ภาพเฉพาะทางสำหรับหุ่นยนต์ได้สำเร็จภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังจากนั้น
ตอนนี้ Huang กำลังหมายตาขยายตลาดหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ให้กว้างขึ้น แต่เขาก็ต้องเผชิญกับโจทย์ยากเชิงเทคนิคที่รออยู่ข้างหน้า Zhang จาก X-Humanoid ให้ความเห็นว่า ในปัจจุบันหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ยังคงทำงานได้ไม่คล่องตัวเท่าที่ควร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะกล้อง 3 มิติในตลาดยังมีความซับซ้อนไม่เพียงพอ เขาอธิบายว่า หุ่นยนต์เหล่านี้ยังต้องการขีดความสามารถในการรับรู้ระยะลึกที่แม่นยำขึ้น และความสามารถในการประมวลผลสภาพแสงที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น
เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว Orbbec กำลังระดมทุนอีก 980 ล้านหยวนผ่านการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง โดยเงินทุนส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการพัฒนาเซนเซอร์ภาพและอัลกอริทึมที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทั้งนี้ประมาณ 12% ของเงินทุนจะถูกนำไปใช้ขยายโรงงานขนาด 120,000 ตารางเมตร ในมณฑลกวางตุ้งซึ่งเริ่มเดินสายการผลิตไปเมื่อปี 2024 นอกจากเซนเซอร์แล้ว โรงงานแห่งนี้ยังมีศักยภาพในการประกอบหุ่นยนต์ AMR ได้ประมาณ 100,000 ตัวต่อปี ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่ Huang เพิ่งเริ่มทำเมื่อปี 2024 โดยได้รับแรงผลักดันมาจากความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทยังกำลังสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ในประเทศเวียดนาม เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการรุกตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ โดยใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าในพื้นที่ดังกล่าว
ด้วยความรู้สึกที่ว่าวิสัยทัศน์แห่งอนาคตกำลังจะกลายเป็นจริง Huang จึงแสดงความกระตือรือร้นออกมาอย่างเต็มที่ “ผมมองแง่ดีเกี่ยวกับหุ่นยนต์มาโดยตลอด” เขากล่าว แต่ด้วยวิวัฒนาการของ AI “อนาคตของหุ่นยนต์นั้นก็กว้างใหญ่ไพศาลราวกับดวงดาวและท้องทะเล”
เรื่อง: Zinnia Lee เรียบเรียง: จารุณี แตมสำราญ ภาพ: Simon Zhao
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Michael Novogratz จากเทรดเดอร์ Goldman Sachs สู่ราชา AI แบบบังเอิญ



