Michael Novogratz จากเทรดเดอร์ Goldman Sachs สู่ราชา AI แบบบังเอิญ

Michael Novogratz จากเทรดเดอร์ Goldman Sachs สู่ราชา AI แบบบังเอิญ

FORBES THAILAND / ADMIN
11 Jun 2026 | 08:15 AM
READ 108

หลังจากที่ถูกมองข้ามมายาวนานว่าเป็นเพียงนักลงทุนในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่โชคดีจากการลงทุนในบิตคอยน์ วันนี้เศรษฐีพันล้าน Michael Novogratz กลายเป็นผู้เล่นรายสำคัญที่สุดคนหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI)


    ความวุ่นวายสร้างโอกาส แต่น้อยคนนักที่จะมองเห็นในตอนมันเกิดขึ้น และยิ่งน้อยไปอีกสำหรับคนที่จะกล้าเซ็นเช็คใบโตก่อนที่ฝุ่นจะหายตลบ แต่ Michael Novogratz อดีตเทรดเดอร์จาก Goldman Sachs กลับเซ็นเช็คอย่างไม่ลังเล แม้ย้อนกลับไปเดือนธันวาคม ปี 2022 เขายังไม่เข้าใจเลยว่า การเดิมพันเชิงรับแบบสวนกระแสจะส่งผลลัพธ์มากขนาดไหน

    ในเดือนนั้นคริปโตกำลังสั่นคลอนจากการล่มสลายของอาณาจักร FTX ของ Sam Bankman-Fried ประกอบกับการล้มละลายในวงกว้าง แต่ Galaxy ของ Novogratz ตัดสินใจทุ่มเงิน 65 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการขุดบิตคอยน์บนพื้นที่ 160 เอเคอร์ใน Dickens County ดินแดนที่มีประชากรเบาบางใน Texas ที่ห่างจาก Austin ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 330 ไมล์

    “น่าจะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดของผม ทิ้งห่างการลงทุนอื่นๆ ไปไกลเลยทีเดียว” Novogratz วัย 61 ปีกล่าว

    หากมองเพียงผิวเผินสัญญาดังกล่าวดูเหมือนจะตั้งใจทำขึ้นผิดเวลาไปสักหน่อย การลงทุนครั้งสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานเหมืองบิตคอยน์ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญผลกระทบจากความ “เกินตัว” ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินเกินตัว คู่ค้าที่ไม่มีคุณภาพ และสมมติฐานที่ไม่เคยมีใครกังขา ซึ่งนับเป็นสูตรผสมยาพิษชัดๆ มูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสูญหายไปในปีนั้น โดยทั้งบิตคอยน์ (Bitcoin) และอีเทอร์ (Ether) ต่างมีมูลค่าลดลงกว่า 60%

    ก่อนหน้านั้นในปี 2022 สัญญาณความตึงเครียดเริ่มปรากฏทั่วอุตสาหกรรม บริษัทของ Novogratz รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับจำนวนเงินทุนที่ผูกไว้กับชิปขุดคริปโต ซึ่งจัดเก็บอยู่ในศูนย์ข้อมูลของบริษัทอื่น “เรากังวลเพราะเรามีเงินทุนจำนวนมากลงทุนในทรัพย์สินภายใต้การควบคุมของบริษัทที่คุณภาพเครดิตกำลังลดลง” Christopher Ferraro กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Galaxy กล่าว

    ขณะเดียวกันทางฝั่งผู้ขายคือ Argo Blockchain มีสิ่งที่ Galaxy ต้องการพอดี นั่นคือ “Helios” สถานที่ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินราคาถูก มีแหล่งพลังงานราคาประหยัด และมีแรงงานจำนวนมากในเมือง Lubbock ที่อยู่ใกล้เคียง

    อย่างไรก็ตามการทำธุรกรรมในเวลาต่อมากลับไม่มีอะไรได้มาโดยง่ายแม้แต่น้อย ด้านหนึ่งคือการเข้าไปช่วยเหลือ ด้านหนึ่งคือการวางแผนทางกฎหมายที่ซับซ้อน และอีกด้านหนึ่งคือโครงสร้างทางการเงินที่ออกแบบขึ้นเพื่อดึงเอาโรงงานที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ออกมา ในขณะที่ต้องประคับประคองผู้ดำเนินงานที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน (Argo) ให้รอดชีวิตนานพอที่จะปิดดีลได้สำเร็จ

    ในตอนนั้น Helios ดูเหมือนจะเป็นเพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในรูปของแบบฝึกหัดการควบคุมและการจัดการความเสี่ยงในช่วงเวลาวิกฤต เวลาผ่านไปกว่า 1 ปี Novogratz และทีมงานของเขาเพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า สิ่งที่พวกเขาซื้อมานั้นกลับไม่ใช่อย่างที่เห็นอย่างสิ้นเชิง

    ไม่ทันพ้นช่วงปลายปี 2023 ราคาบิตคอยน์เริ่มนิ่งอยู่ที่ราว 3.8 หมื่นเหรียญ ต่ำกว่าราคาสูงสุดเดิมเมื่อปี 2021 ถึง 40% Novogratz เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า การนำทรัพย์สินที่ Galaxy เพิ่งจะซื้อมาไปใช้ในการขุดบิตคอยน์มันคุ้มค่าที่สุดแล้วจริงหรือ

    เพียงไม่กี่เดือนต่อมา ขณะที่ Novogratz ติดแหง็กอยู่บนเครื่องบินกับ Christopher James เพื่อนของเขาซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Engine No. 1 บริษัทลงทุนเชิงรุกจาก San Francisco นั้น James ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งติวเข้มเรื่องวิกฤตขาดแคลนไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งแทบไม่เกี่ยวกับบิตคอยน์เลย แต่เป็นเรื่องของ AI ล้วนๆ

    บริษัทอื่นๆ มองเห็นโอกาสเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน ปี 2024 Core Scientific บริษัทขุดบิตคอยน์จาก Delaware ประกาศเข้าทำสัญญาเช่าระยะเวลา 12 ปี มูลค่า 3.5 พันล้านเหรียญกับ CoreWeave บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพียงชั่วข้ามคืนการขุดคริปโตก็ไม่ได้มีค่าอีกต่อไป มันเป็นเพียงแค่หลักประกันที่เสื่อมสภาพหลังสิ้นสุดกระแสเก็งกำไร แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่หาได้ยากและสร้างรายได้ตามสัญญาได้ในระยะยาว

    Novogratz เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ซึ่งในตอนนั้น CoreWeave เป็นลูกค้าธุรกิจวาณิชธนกิจเหรียญดิจิทัลของ Galaxy อยู่แล้ว หลังจากที่ความสัมพันธ์ของบริษัททั้ง 2 แห่งก่อตัวขึ้นเมื่อปี 2021 สมัยที่ CoreWeave ยังเป็นผู้ขุดอีเธอเรียม เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 Novogratz ก็ชวนให้ CoreWeave เข้ามาเช่ากำลังการผลิตศูนย์ข้อมูล AI ขนาด 800 เมกะวัตต์ที่ Helios ในสัดส่วน 25% เป็นเวลา 15 ปี

    แต่ภายใน 1 ปี CoreWeave ได้ตกลงเช่ากำลังการผลิตทั้งหมด ไม่นานมานี้ Helios ยังได้รับการอนุมัติจาก Ercot ผู้ควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าใน Texas ทำให้ Helios สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1.6 กิกะวัตต์ หรือมากกว่าเดิมถึงเท่าตัว กลายเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลอิสระรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ โดยคาดว่า Helios จะเริ่มมีรายได้ภายในฤดูร้อนปีนี้ และมีรายได้ประจำปีจาก CoreWeave รายเดียวเกินกว่า 1 พันล้านเหรียญ เท่ากับว่า Novogratz กำลังกุมบังเหียนธุรกิจ 2 แห่งที่กำลังเดินหน้าด้วยแรงขับเคลื่อนอันทรงพลัง นั่นคือคริปโตและศูนย์ข้อมูล AI

    “พวกเราโชคดีกันไม่น้อย” Novogratz กล่าว “แต่เราก็ฉลาดไม่น้อยเหมือนกันที่รู้จักลงมือทำจากความโชคดีนั้น”

    Novogratz เกิดในครอบครัวทหาร เขาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 7 คน เรื่องราวเส้นทางอาชีพอันสุดเหวี่ยงใน Wall Street ของเขาเป็นที่รู้จักกันดี

    เขาเป็นนักเรียนทุน ROTC และนักมวยปล้ำระดับแชมป์ Princeton และหลังจากที่เคยเข้ากองทัพ New Jersey National Guard เป็นระยะเวลาสั้นๆ Novogratz ก็ได้เข้ามาร่วมงานกับ Goldman Sachs ในปี 1989 โดยเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขายก่อนจะมาเป็นนักลงทุน และในที่สุดก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลการลงทุนระดับทวีปเอเชียโดยมีฐานอยู่ที่ฮ่องกง ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นหุ้นส่วนในปี 1998

    ในปีต่อมา Goldman จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งทำให้ Novogratz ร่ำรวยมหาศาล แต่อีกเพียง 1 ปีให้หลังเขาถูกบีบให้ออกหลังจากที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ Goldman Sachs ประจำภูมิภาคละตินอเมริกาได้ไม่นาน Novogratz ก็ถูกบีบให้ลาออกด้วยเหตุผลที่เขาให้สัมภาษณ์กับ New Yorker ว่า เป็นเพราะเขา “ปาร์ตี้สุดเหวี่ยงเหมือนร็อกสตาร์”

    หลังจากที่ Novogratz เข้ารับการบำบัดที่ Arizona เขาก็กลับมายัง Wall Street อีกครั้ง โดยร่วมงานกับ Fortress Investment Group บริษัทลงทุนในหุ้นนอกตลาดจาก New York City ในปี 2002 ในฐานะหุ้นส่วนผู้ทำหน้าที่บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนตามตามสภาวะเศรษฐกิจมหภาค

    Novogratz ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนเมื่อ Fortress เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2007 กองทุนของเขามีสินทรัพย์สูงถึง 9 พันล้านเหรียญ ส่งผลให้เขาและหุ้นส่วนอีก 4 คนกลายเป็นเศรษฐีพันล้าน

    อย่างไรก็ตาม ตลาดที่เคยสร้างผลตอบแทนกลับเอาคืนอย่างหนักหน่วง หลังจากนั้นเพียง 1 ปีวิกฤตการเงินในปี 2008 ถล่มกองทุนเฮดจ์ฟันด์พร้อมกับทรัพย์สินของเขาไม่เป็นท่า แม้กองทุนจะฟื้นตัวกลับมาได้ในที่สุด แต่การเดิมพันผิดพลาดหลายต่อหลายครั้งอันเกี่ยวข้องกับสกุลเงินฟรังก์สวิสและอัตราดอกเบี้ยในบราซิลส่งผลให้ Novogratz ต้องปิดตัวกองทุนลงอย่างถาวรในปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเริ่มหลงใหลคริปโต โดยมีรายงานว่า เขาซื้อบิตคอยน์มูลค่า 7 ล้านเหรียญไปในราคาเพียง 65 เหรียญ

    คริปโตเป็นกีฬาที่ไม่สนุก และจะให้ผลตอบแทนแต่เฉพาะกับคนที่กัดไม่ปล่อยเท่านั้น Novogratz อดีตนักกีฬามวยปล้ำมหาวิทยาลัยเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ “เขากำลังใจดีเสมอไม่ว่าจะเจอเรื่องยากลำบาก หรือตกอยู่ในสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก” Stan Druckenmiller มหาเศรษฐีผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมก๊วนแฟนตาซีฟุตบอลมาอย่างยาวนาน และอดีตมือขวาของ George Soros กล่าวถึง Novogratz

    ในปี 2018 Novogratz เปิดตัว Galaxy โดยวาดภาพให้เป็น Goldman Sachs แห่งเงินดิจิทัล เขานิยามวัฒนธรรมองค์กรว่าเป็น “Goldman 3 ส่วน และ Drexel Burnham อีก 1 ส่วน” โดยหมายถึงบทบาทสำคัญของ Michael Milken ผู้สร้างตลาดใหม่ให้กับตราสารหนี้เกรดขยะ เช่นเดียวกับภารกิจของ Galaxy ที่ต้องการจะมีส่วนร่วมในการวางรากฐานสินทรัพย์ดิจิทัล

    ในอุตสาหกรรมที่คลาคล่ำไปด้วยนักลงทุนหน้าใหม่ผู้เต็มไปด้วยความฝัน ความสามารถในการลงทุนของจอมเก๋าอย่าง Novogratz เริ่มผลิดอกออกผล หลังจากการล่มสลายของ FTX ได้ 17 เดือน Galaxy สามารถระดมทุนได้ 620 ล้านเหรียญในเดือนเมษายน ปี 2024 เพื่อเข้าซื้อเหรียญ Solana ในราคาถูกสุดๆ ในปัจจุบันโทเคนที่สร้างรายได้เหล่านั้นมีมูลค่ามากกว่า 1.2 พันล้านเหรียญ

    ในช่วงฤดูเยือกแข็งของคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2021-2023 การปล่อยให้กู้ยืมเงินดิจิทัลหยุดชะงัก Galaxy เป็นบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความน่าเชื่อถือ และเงินทุนมากพอที่จะก้าวเข้าไปมีส่วนร่วม กระทั่งพวกเขาเติบโตจนกลายเป็นผู้ให้กู้ยืมคริปโตรายใหญ่ที่สุด 1 ใน 3 แห่งของโลกเคียงข้าง Tether ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ และ Ledn ที่มียอดการปล่อยสินเชื่อใหม่สูงกว่า 2 พันล้านเหรียญในปี 2025

    เมื่อไม่นานมานี้เทรนด์ใหม่ปรากฏอย่างแจ่มชัด เมื่อบริษัทมหาชนต่างลอกเลียนแบบกลยุทธ์ของ Michael Saylor ในการสะสมเงินสำรองในรูปบิตคอยน์ Galaxy กระโดดเข้าไปให้ความช่วยเหลือทันที พวกเขากลายเป็นวาณิชธนากรและผู้บริหารทรัพย์สินให้กับบริษัทในลักษณะดังกล่าวกว่า 20 แห่ง มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการเพิ่มขึ้นราว 4.5 พันล้านเหรียญ ส่งผลให้สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 หมื่นล้านเหรียญ สร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมต่อเนื่องกว่า 40 ล้านเหรียญ

    ปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Galaxy เมื่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาด Nasdaq เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา และนับแต่นั้นมาทรัพย์สินสุทธิของ Novogratz มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวมาอยู่ที่ 7 พันล้านเหรียญ ต่อมาในไตรมาสที่ 3 กำไรสุทธิของ Galaxy ทะยานแตะ 505 ล้านเหรียญจากปริมาณการซื้อขายสูงเป็นประวัติการณ์ บวกกับกำไรจากคลังสินทรัพย์ดิจิทัล

    ในบรรดาการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และการเดินเกมทั้งหมดของ Novogratz การเข้าซื้อที่ดินท้องทุ่งใน Texas สำหรับใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงน่าจะก่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด เมื่อต่อมาพบว่าทำเลของ Helios มีความสำคัญเกือบเทียบเท่าขนาดที่ดินเลยทีเดียว Helios ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็น Qualified Opportunity Zone ภายใต้กฎหมายปรับลดภาษีของประธานาธิบดี Trump เมื่อปี 2017 Galaxy จึงได้สิทธิในการชะลอการจ่ายภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์

    “แม้กระทั่งในจุดนี้เรายังประเมินมูลค่าให้กับ Helios สูงกว่ามูลค่าปัจจุบันที่เราประเมินแพลตฟอร์มคริปโตของบริษัทเสียอีก” Mark Palmer นักวิเคราะห์จาก Benchmark กล่าว ซึ่ง Mike Colonnese นักวิเคราะห์จาก H.C. Wainwright มองว่า อาจเป็นการประเมินที่ต่ำเกินไปด้วยซ้ำ เขาเชื่อว่าลำพัง Helios น่าจะมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดในปัจจุบันของ Galaxy เท่าตัว หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านเหรียญเข้าไปแล้ว โดย Palmer กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป็นการเข้าซื้อทรัพย์สินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งในประวัติศาสตร์การเงินธุรกิจเลยทีเดียว”

    แต่การยืนหัวแถวในธุรกิจใหม่ 2 ธุรกิจที่กำลังมีพัฒนาการและเติบโตอย่างรวดเร็วนำมาซึ่งความท้าทายที่ไม่เหมือนใคร “เราอยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อน” Novogratz กล่าว

    “มันจะมีช่วงเวลาที่เราต้องตัดสินใจกันจริงๆ ซึ่งอาจจบตรงที่ได้เป็นบริษัทโฮลดิ้ง หรืออาจแยกจากกันเป็นบริษัท 2 แห่ง แต่อย่างไรก็ตามธุรกิจคริปโตต้องมีขนาดใหญ่กว่านี้ก่อน” Ferraro ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Novogratz กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลาดมหาชนชอบเรื่องเล่าที่ไม่ซับซ้อน การขอให้นักลงทุนต้องเข้าใจทั้งสินทรัพย์ดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลไปพร้อมๆ กันถือเป็นงานยาก และเมื่อเวลาผ่านไปตลาดทุนก็มักจะบีบให้ต้องมีความชัดเจน

    “เรายอมเป็นหนี้ธนาคารนับพันๆ ล้านเหรียญ โดยมีระยะเวลาชำระคืน 20 ปีเพื่อลงทุนในศูนย์ข้อมูล” Ferraro กล่าวเสริม “ซึ่งแตกต่างจากความผันผวนของคริปโตอย่างสิ้นเชิง หากเราไปถึงจุดที่ไม่ได้มูลค่าที่เหมาะสมจากการมี 2 ธุรกิจในเครือเดียวกันอีกต่อไป การไม่คิดถึงเรื่องการแยกกิจการเลยก็คงจะไม่ถูกต้องนัก”

    Ferraro บอกว่า อีกหนึ่งเวอร์ชั่นในอนาคต บริษัทอย่าง Galaxy อาจจะเป็นผู้นำในการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) โดยการทุ่มเงินทุนลงไปกับโครงสร้างเหล็กและคอนกรีต เพียงเพื่อจะพบว่าท้ายที่สุดแล้วบรรดาลูกค้ารายใหญ่ที่สุดจะตัดสินใจเองว่า พวกเขาอยากจะเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานด้วยตนเองหรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้ธุรกิจศูนย์ข้อมูลของ Novogratz มีความน่าสนใจหากมีการแยกกิจการ หรืออาจตกเป็นเป้าหมายเข้าครอบครองกิจการของ Google หรือ Microsoft ก็เป็นได้

    ขณะเดียวกันธุรกิจคริปโตของ Galaxy ซึ่ง Novogratz เข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดกำลังรอสภาคองเกรสผ่านกฎหมายโครงสร้างตลาดอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งจะทำให้สถาบันต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในคริปโตได้โดยไม่ต้องกังวลความไม่แน่นอนของกฎหมายอีกต่อไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการแข่งขันย่อมต้องเกิดขึ้น แม้กระทั่ง JPMorgan ซึ่งมี CEO อย่าง Jamie Dimon ผู้กังขาบิตคอยน์มาโดยตลอดยังมีรายงานว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดให้มีการซื้อขายคริปโตแก่ลูกค้าสถาบันด้วย

    ในมุมมองของ Novogratz คริปโตยังคงอยู่ในระยะกลางของการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็น จากธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวของอุดมการณ์ การกู้ยืม และการเก็งกำไร สู่การมอบอรรถประโยชน์เพื่อวางระบบโครงสร้างพื้นฐานให้กับตลาดการเงิน

    “หากใน 3 ปีนี้คุณยังซื้อบัตรคอนเสิร์ต Taylor Swift ไม่ได้ ไม่ใช่แค่ซื้อด้วยคริปโต แต่หมายถึงการซื้อผ่านตลาดซื้อขายแบบกระจายศูนย์ที่ผู้ขายสามารถตั้งเงื่อนไขเองได้ ก็ถือว่าเราเป็นอุตสาหกรรมที่ล้มเหลว” Novogratz กล่าว “ถ้ามันยังเป็นแค่เรื่องของบิตคอยน์และการพนัน ผมคงจะรู้สึกเสียเวลาชีวิตไปตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ต่อให้ทำเงินได้มากมายก็ตาม”



เรื่อง: Nina Bambysheva เรียบเรียง: รัน-รัน
ภาพ: Alexander Karnyukhin



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : AI ขุมทรัพย์ใหม่แดนมังกร

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine