Reed Jobs ปลุกปั้น "Yosemite" ต่อตำนานชีวิต

Reed Jobs ปลุกปั้น "Yosemite" ต่อตำนานชีวิต

FORBES THAILAND / ADMIN
26 Aug 2026 | 09:01 AM
READ 1795

Reed Jobs ทายาทของ Steve Jobs ผู้ล่วงลับ ลงมือปลุกปั้นบริษัทเงินร่วมลงทุน (VC) แห่งหนึ่ง มุ่งสนับสนุนสตาร์ทอัพและนักวิจัยด้านการรักษาโรคมะเร็ง จนบัดนี้ Yosemite กำลังระดมทุนรอบที่ 2 ด้วยเป้าหมายเม็ดเงินรวม 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากบรรดานักลงทุนรายใหญ่


    Reed Jobs มีอายุได้เพียง 12 ปี ณ วันที่ Steve Jobs ผู้เป็นทั้งพ่อและผู้ก่อตั้งบริษัท Apple ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่งก่อนที่เขาจะจากไปในอีก 8 ปีต่อมาในวัย 56 ปี 

    ความสูญเสียครั้งนั้นกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ Jobs ผู้เป็นลูกหันมาทุ่มเทลงทุนในธุรกิจที่มุ่งเน้นการป้องกันและยับยั้งการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โรคร้ายที่คร่าชีวิตกว่า 600,000 คนต่อปีในสหรัฐฯ ตามข้อมูลที่ american cancer society ได้ระบุไว้ 

    "เราเชื่อว่าต่อไปมะเร็งจะเปลี่ยนสถานะจากคำพิพากษาประหารชีวิตไปเป็นเพียงโรคเรื้อรังที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต" Jobs กล่าวกับ Forbes "ผมคิดว่าผมสามารถทำได้ภายในช่วงชีวิตของผม สำหรับโรคมะเร็งส่วนใหญ่"

    Jobs เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจสายสุขภาพกับ Emerson Collective กลุ่มลงทุนเพื่อการกุศลและเพื่อผลลัพธ์ทางสังคมใน Silicon Valley ที่ Laurene Powell Jobs แม่ของเขาเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น (Forbes ประเมินว่า เธอมีทรัพย์สินสุทธิ 1.35 หมื่นล้านเหรียญ) 

    จากนั้นในปี 2023 เขาแยกตัวออกมาตั้งบริษัทของตนเองในชื่อ Yosemite ตามชื่ออุทยานแห่งชาติใน California ที่พ่อกับแม่แต่งงานกัน โดยระดมทุนก้อนแรกได้ 263 ล้านเหรียญ ปัจจุบัน Yosemite ลงทุนในบริษัทราว 20 แห่ง รวมถึง Tune Therapeutics บริษัทยีนบำบัด และสตาร์ทอัพพัฒนายาด้วย AI อย่าง Chai Discovery

    วันนี้ Yosemite บอกว่า สามารถระดมทุนได้แล้วกว่า 200 ล้านเหรียญในกองทุนที่ 2 ซึ่งตั้งเป้าทั้งหมดไว้ที่ 350 ล้านเหรียญ โดยมีนักลงทุนรายใหญ่ร่วมลงขัน ทั้ง Amgen ยักษ์ใหญ่ไบโอเทคจาก California, Memorial Sloan Kettering ศูนย์วิจัยและรักษามะเร็งจาก New York, Massachusetts Institute of Technology (MIT) 

    และ John Doerr ประธานกรรมการ Kleiner Perkins บริษัท VC จาก Silicon Valley ที่ร่วมลงทุนเป็นการส่วนตัว ส่วน Jobs เองซึ่งมีสถานะเป็น "นักลงทุน" ของ Yosemite ก็ลงทุนด้วยเงินส่วนตัวเช่นกัน

    บริษัทบริหารสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ รวมถึงการดูแลกองทุนมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และมูลนิธิต่างๆ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงปลาเล็กในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยบริษัท VC ยักษ์ใหญ่ 

    แต่ Yosemite สามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในแวดวงสุขภาพ โดยเฉพาะด้านมะเร็งวิทยาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นสาขาที่ซับซ้อนมากเป็นพิเศษและการลงทุนอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผลงอกเงย ซึ่งในจุดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่านามสกุลของเขาก็มีน้ำหนักไม่น้อย

    จนกระทั่งปัจจุบันทางบริษัทกำลังพัฒนาวิธีการรักษาไวรัสตับอักเสบ B โรคที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้ติดเชื้อกว่า 250 ล้านคนทั่วโลกและเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งตับ "เขาต้องการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสร้างผลลัพธ์ให้ได้อย่างแท้จริง" McHutchison กล่าวเสริม 

    เช่นเดียวกับผู้คนจำนวนมากที่ชีวิตพลิกผันเพราะมะเร็ง Jobs ในวัย 34 ปี ไม่เคยหยุดใคร่ครวญเรื่องโรคนี้ได้เลยตั้งแต่ทราบผลการวินิจฉัยของคุณพ่อ เขาฝึกงานช่วงหน้าร้อนในห้องปฏิบัติการมะเร็งของมหาวิทยาลัย Stanford ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น และเริ่มเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นั่นในหลักสูตรเตรียมความพร้อมเข้าสู่โรงเรียนแพทย์ 

    แต่หลังจากที่พ่อเสียชีวิต เขาเบนเข็มไปเรียนประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอกเพื่อพักใจ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขานี้แทน โดยเน้นเรื่องการศึกษายุทธศาสตร์อาวุธนิวเคลียร์เป็นหลัก 

    ทว่าโอกาสการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการวิจัยและรักษามะเร็งดึงเขากลับมา เขาร่วมงานกับ Emerson เมื่ออายุได้ 24 ปี และได้ดูแลกลยุทธ์สุขภาพแนวใหม่ที่ครอบคลุมทั้งการลงทุนและการกุศลโดยเน้นด้านมะเร็งวิทยา 

    เป้าหมายของเขาคือ จัดการกับสิ่งที่เรียกว่า "Valley of Death" หรือช่วงเวลาระหว่างที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งใหม่ กับจังหวะที่นักลงทุนเห็นข้อมูลทางคลินิกมากพอจนพร้อมทุ่มเงินหนุนการค้นพบนั้น

    แม้ Yosemite จะเป็นบริษัท VC แต่ก็ไม่เหมือน VC ทั่วไป Jobs มอบทุนให้เปล่าแก่นักวิทยาศาสตร์โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด ซึ่งส่งผลดีในอนาคตเมื่อนักวิจัยเหล่านั้นพร้อมระดมทุนเพื่อนำการค้นพบของตนไปสู่เชิงพาณิชย์ ยิ่งกว่านั้น Jobs เชื่อว่า ทั้งการให้ทุนและการลงทุนสำคัญเป็นพิเศษในยามที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังตัดลดงบประมาณสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ลงอย่างในปัจจุบัน 

    “เราจำเป็นต้องยกระดับบทบาทขึ้นมา ทั้งเพื่อเหล่านักวิจัยและเพื่อสถานะของวงการวิทยาศาสตร์ในอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์ที่สั่นคลอน คนอย่างพวกเรามีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องลงมือทำอะไรมากกว่าครั้งไหนๆ ซึ่งเราต่างสัมผัสได้ถึงความจำเป็นอันเร่งด่วนที่รอช้าไม่ได้อีกต่อไป” Jobs กล่าว

    อีกหนึ่งการลงทุนที่สะท้อนถึงแนวทางของเขาคือ Chai Discovery สตาร์ทอัพดาวรุ่งใน San Francisco ที่ใช้ขุมพลัง AI ช่วยออกแบบโครงสร้างโปรตีน เพื่อปฏิวัติการผลิตยาใหม่ๆ แนวทางของบริษัทนี้ถูกนำมาใช้รับมือกับมะเร็งและโรคร้ายอื่นๆ ที่ในอดีตเคยถูกมองว่ารักษายาก หรืออยู่ในกลุ่มที่ไม่มียาตัวใดรักษาได้ 

    ทั้งนี้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาสตาร์ทอัพแห่งนี้ระดมทุนได้ถึง 130 ล้านเหรียญ นำโดยบริษัท VC อย่าง General Catalyst ที่มีสำนักงานใหญ่ที่ California และ Massachusetts โดยมีมูลค่าประเมินกิจการอยู่ที่ 1.3 พันล้านเหรียญ 

    และในเดือนมกราคมที่ผ่านมายังได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับ Eli Lilly บริษัทยายักษ์ใหญ่จาก Indiana เพื่อร่วมกันพัฒนาตัวยาใหม่ๆ “ผมเชื่อว่า Chai Discovery จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในทศวรรษนี้” Jobs กล่าว


​เรื่อง: Amy Feldman เรียบเรียง: วินิจฐา จิตร์กรี ภาพ: Yosemite


​​​​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Rick Workman “ทันตแพทย์พันล้าน” ผู้เปลี่ยนคลินิกห้องใต้ดิน สู่เครือข่ายทำฟันเบอร์ 1 ของอเมริกา

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine

​