สะพานไทย-ซาอุฯ เชื่อม "ครัวไทย" สู่ Vision 2030

สะพานไทย-ซาอุฯ เชื่อม "ครัวไทย" สู่ Vision 2030

ตลาดตะวันออกกลางโดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังถูกยกระดับให้เป็นประตูยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยในเชิงเศรษฐกิจมหภาค การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ซาอุดีอาระเบีย และนโยบายปฏิรูปขนาดใหญ่ภายใต้ Saudi Vision 2030 ได้เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้แก่อุตสาหกรรมอาหารไทยในการขยายฐานการส่งออกอย่างก้าวกระโดด


    ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระดับโลก การปฏิรูปนี้สร้าง “อุปสงค์เทียม” (artificial demand) มหาศาลในระยะสั้นถึงกลาง ดังนี้ 

    1. การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น NEOM, The Red Sea Project และ Qiddiya ส่งผลให้เกิดการสร้างเมืองและแหล่งท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ซึ่งกระตุ้นความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอาหารคุณภาพสูงและอาหารพร้อมรับประทาน (ready-to-eat) อย่างมีนัยสำคัญจากการหลั่งไหลของแรงงานต่างชาติและนักท่องเที่ยว

    2. เป็นประเทศที่กำลังซื้อสูงในตลาดกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) รวมทั้งวางตำแหน่งตนเองว่าเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ เชื่อมโยงยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประเทศนี้เป็นฐานในการขยายส่วนแบ่งตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านและแอฟริกาเหนือได้

    ตัวเลขการส่งออกที่ผ่านมาตอกย้ำว่าตะวันออกกลางคือตลาดส่งออกที่กำลังมาแรงที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ดังจะเห็นได้จากมูลค่าส่งออกอาหารสู่ OIC ในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 7,131.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตกว่า 6.3% และตลาดฮาลาลทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังเป็นตลาดอันดับที่ 26 ของไทย ในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกรวม 247.25 ล้านเหรียญ และในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 219.62 ล้านเหรียญ (มูลค่า 10 เดือนเกือบจะเท่ากับมูลค่าส่งออกทั้งปี 2567)

    การเดินหน้าตาม Vision 2030 เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวและการจัดงานระดับโลกจะยิ่งเพิ่มความต้องการอาหารนำเข้าและอาหารพร้อมรับประทานคุณภาพสูงอย่างมาก นี่เป็นโอกาสทองของครัวไทย ปัจจุบันอาหารไทยได้รับความนิยมสูงในตะวันออกกลาง ด้วยภาพลักษณ์ของรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ คุณภาพ สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อมั่นในมาตรฐานอาหารฮาลาลของไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องคว้าไว้ประกอบด้วย 

    1. อาหารพร้อมรับประทาน (RTE) ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบและความเป็นฐานของแรงงานต่างชาติจำนวนมากทำให้ความต้องการอาหาร RTE ที่สะดวกและรสชาติถูกปากพุ่งสูงขึ้น 2. สินค้าเกษตรเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าว ผลไม้เมืองร้อน และเครื่องเทศ 3. ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับมาตรฐานฮาลาลอย่างเข้มงวด ดังนั้น การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีตราฮาลาลที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพพรีเมียมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง

    ศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า ปริมาณการส่งออกอาหารพร้อมรับประทานของไทยในปี 2568-2569 จะยังคงขยายตัวเฉลี่ย 5-6% ต่อปี โดยมีนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตนี้ กล่าวโดยสรุปตลาดซาอุดีอาระเบียและตะวันออกกลางเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหภาคที่ประเทศไทยต้องเร่งคว้าไว้ ผู้ประกอบการไทยต้องปรับกลยุทธ์ โดยเน้นมาตรฐานฮาลาลที่เข้มแข็ง ลงทุนในเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหาร เพื่อให้สินค้าสามารถแข่งขันในตลาดพรีเมียมได้ ตลอดจนสร้างพันธมิตรในท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และซาอุฯ แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนการนำเข้าสินค้าไทยคุณภาพดี กลุ่มสินค้าเกษตร, ฮาลาล, ผลไม้, สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงธุรกิจบริการ เช่น ท่องเที่ยว เฮลท์แคร์ บริการสปา โรงแรม ฯลฯ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้ Saudi Vision 2030 หากต้องการให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเราต้องหันทิศสู่การเปิดตลาดใหม่อย่างจริงจัง!


บทความโดย: ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : SME เป็นกุญแจสู่อนาคตดิจิทัล

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine