ปัญหาความมั่นคงประเด็นใหญ่ที่ประธานาธิบดี Trump จะต้องรับมือในปี 2026 ก็คือ สงครามยูเครน
ยูเครนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคน เนื่องจากการบาดเจ็บล้มตายอย่างต่อเนื่อง และการหลบหนีการเกณฑ์ทหารเพิ่มมากขึ้น ขวัญกำลังใจเป็นสิ่งที่ยากจะรักษาไว้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เหนื่อยหนักที่นำมาซึ่งความทดท้อใจ
โดยหลายคนเรียกว่าเป็น “สงครามสนามเพลาะกับโดรน” ปัญหาคอร์รัปชันกลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น แต่ความสามารถในการรบของยูเครนนั้นน่าทึ่ง หากเทียบกับเทคโนโลยีโดรนที่พัฒนาขึ้นจนเป็นอาวุธสังหารของรัสเซีย และความเต็มอกเต็มใจในการส่งกองกำลังทหารที่อ่อนซ้อมเข้าร่วมการรบแบบเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อความได้เปรียบอันน้อยนิดในสนามรบ นวัตกรรมด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และความสามารถในการใช้งานแบบไม่ได้ซักซ้อมของยูเครนนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์
อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังต้องการสรรพวุธภาคพื้นดินและทางอากาศมากกว่าที่มีอยู่ รวมถึงอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมากพออีกด้วย ถึงแม้จะมีถ้อยคำให้กำลังใจเป็นครั้งคราว แต่สหรัฐฯ ก็ยังแสดงท่าทีว่าตนไม่ได้ต้องการให้ยูเครนถล่มเป้าหมายสำคัญๆ ในรัสเซียแบบสุดกำลัง
ยูเครนยังสามารถยืนหยัดต่อต้านรัสเซียได้ และทำลายฝันหวานถึงชัยชนะของ Vladimir Putin จนไม่เหลือชิ้นดี หากแต่ยูเครนก็ต้องการเครื่องมือในการหยัดยืนเพื่อต่อกรกับรัสเซียอีกมาก
ไม่ผิดแน่ที่ความฝันถึงจักรวรรดิรัสเซียใหม่ของ Putin จะยังคงไม่มอดดับ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่เลิกใช้การโจมตีทางไซเบอร์ ยุทธวิธีการทหารแสนอันตราย และการละเมิดน่านฟ้าเพื่อกดดันกลุ่มประเทศแถบทะเลบอลติกอย่างลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย ซึ่งถูก Stalin ยึดครองในปี 1940 และกลับเป็นอิสระอีกครั้งในปี1991 จากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
Putin แสดงความคาดหวังอย่างเปิดเผยถึงการทำให้โปแลนด์และประเทศอื่นๆ ในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออกกลายเป็นเครือข่ายของรัสเซียอีกครั้ง ประเทศเหล่านี้ล้วนกำลังตกเป็นเป้าการปลุกปั่นจากรัสเซีย
ประธานาธิบดี Trump ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อภัยคุกคามซึ่งเป็นรากฐานของดินแดนแถบนี้ได้ เขาต้องช่วยเหลือยูเครนแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ ชะตากรรมของยูเครนจะมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อความมั่นคงของยุโรป ต่อท่าทีของจีนในการไล่ตามความฝันอันสูงสุดถึงลัทธิจักพรรดินิยม และต่อจุดยืนของประธานาธิบดี Trump ในหน้าประวัติศาสตร์โลก การจำยอมเสียสละไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันถึงรางวัลสาขาสันติภาพอันเป็นนิรันดร์เสมอไป
ต้องหลุดพ้นจากการเมือง!
ภาวะชะงักงันของรัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ได้สร้างความโกลาหลให้กับการคมนาคมทางอากาศและนำมาซึ่งคำถามสำคัญที่ว่า ทำไมระบบการควบคุมการจราจรทางอากาศอย่าง Air Traffic Control (ATC) จึงยังคงเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล
ก่อนเกิดปัญหาหยุดชะงักของภาครัฐ ระบบ ATC ก็มีปัญหาหนักหนาอยู่แล้ว เกือบ 90% ของหอบังคับการบินทั่วประเทศขาดแคลนพนักงาน อุบัติเหตุเครื่องบินชนกันที่มีผู้เสียชีวิตที่สนามบิน Reagan National Airport เมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา และเหตุการณ์ที่เกือบเป็นอุบัติเหตุอีกหลายต่อหลายครั้งเป็นเครื่องยืนยันว่าระบบ ATC มีปัญหาจริง อุปกรณ์จำนวนมากล้าสมัยและเทคโนโลยีก็ตกยุคไปนานแสนนาน
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Sean Duffy รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอแผนพัฒนาสวยหรูมูลค่า 3.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อยกเครื่องระบบที่หมดสภาพโดยสิ้นเชิงของ ATC ในระยะเวลา 3-4 ปีข้างหน้า รัฐมนตรี Duffy ร้องขอให้มีการจัดสรรงบประมาณไว้ล่วงหน้าเพื่อให้การดำเนินงานตามสัญญาระยะยาวทำได้สำเร็จลุล่วง สภาคองเกรสอนุมัติงบประมาณจำนวน 1.25 หมื่นล้านเหรียญ และกำหนดวิธีการใช้จ่ายงบประมาณเอาไว้อย่างเฉพาะเจาะจงเหลือเกิน งบประมาณส่วนที่เหลือจะได้รับการจัดสรรในอนาคต (ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อไร)
ปัญหาหลักของเราก็คือ การจัดการและการวางแผนระยะยาวอย่างมีหลักการเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ตราบใดที่รัฐบาลยังคงเป็นผู้กำกับดูแล ATC การบริหารงานแบบจุกจิกโดยนักการเมืองที่สนใจแต่พื้นที่ซึ่งเป็นฐานเสียงของตน และความไม่แน่นอนจากการจัดสรรงบประมาณแบบปีต่อปีเป็นเครื่องยืนยันถึงความล้มเหลวอย่างที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการให้คำมั่นสัญญาหวานหูถึงการพัฒนา ATC ให้ทันยุคทันสมัย แต่โครงการดังกล่าวก็ต้องพับไป เนื่องจากปัญหางบประมาณที่ไม่พอเพียงและคาดการณ์ไม่ได้ รวมถึงการพลาดกำหนดเส้นตายที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
การที่ประเทศซึ่งทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกและเป็นผู้บุกเบิกการเดินอากาศกลับต้องติดแหง็กอยู่กับระบบที่เหมาะกับพิพิธภัณฑ์ Smithsonian Institute นั้นเป็นเรื่องน่าขายหน้า ATC ทำให้ผู้โดยสารต้องเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากการจัดเส้นทางบินที่ล้าสมัย การจัดระยะห่างระหว่างเครื่องบินที่ตกยุค และการขาดแคลนเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อใช้รับมือกับสภาพอากาศอันเลวร้ายของ ATC ล้วนทำให้เที่ยวบินล่าช้าเกินความจำเป็น
ทางออกของปัญหานี้ก็คือ การปฏิบัติตามสิ่งที่นานาประเทศทำ นั่นก็คือการแยกระบบ ATC ออกจากการเมือง และเปลี่ยน ATC ให้เป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหาผลกำไร การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยจะยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของ Federal Aviation Administration องค์กรใหม่จะได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนที่มาจากค่าธรรมเนียมผู้ใช้งานและสามารถออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่และโครงการระยะยาวได้ วิธีการทั้งหมดนี้จะช่วยปกป้อง ATC จากพฤติกรรมประหลาดที่จ้องทำลายล้างและขาดวิสัยทัศน์ของนักการเมืองสหรัฐฯ
ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เพียงทฤษฎีเท่านั้น หลายต่อหลายประเทศอย่างเยอรมนี แคนาดา และออสเตรเลียต่างก็ใช้แนวทางนี้ นับตั้งแต่ที่นิวซีแลนด์ประสบความสำเร็จจากการปรับเปลี่ยนตามกระบวนการดังกล่าวในปี 1987 โดยสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศนี้อย่างแน่นอน
ประธานาธิบดี Trump เคยเสนอให้มีการปฏิรูป ATC ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดสมัยแรกของเขา แต่แผนดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรส Trump ควรลองใหม่อีกครั้งในตอนนี้ สหรัฐฯ ควรเป็นผู้นำนวัตกรรมสุดล้ำมาใช้ใน ATC มากกว่าที่จะเป็นคนหลังเขาที่สุ่มเสี่ยงอันตรายมากขึ้นและน่าอับอายขายหน้า
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : 12 มหาเศรษฐีรวยสุดในสหรัฐอเมริกา บริจาคมากน้อยแค่ไหน?


