The Tide & The Tower ดินเนอร์คอร์สสุดประณีต จาก 2 เชฟ "ระดับ 2 ดาวมิชลิน" ณ Mezzaluna by lebua

The Tide & The Tower ดินเนอร์คอร์สสุดประณีต จาก 2 เชฟ "ระดับ 2 ดาวมิชลิน" ณ Mezzaluna by lebua

​​ห้องอาหาร "Mezzaluna" ที่ตั้งอยู่บนตึกสูงชั้น 65 ของโรงแรม le bua ชวนเปิดประสบการณ์ความอร่อยที่หาได้ไม่ง่ายในไทย ด้วยการดึงเชฟ Matthew Kammerer ผู้ที่คว้า 2 ดาวมิชลิน และ Michelin Green Star ให้กับร้านอาหาร "The Harbor House Inn" จากรัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา มาผนึกกำลังร่วมกับ เชฟ Ryuki Kawasaki เชฟระดับ 2 ดาวมิชลิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Tide & The Tower พร้อมรังสรรค์ดินเนอร์คอร์ส 6 เมนูสุดประณีตให้ได้ลิ้มลอง


    The Tide & The Tower นี่คือคอนเซ็ปต์ของการโคจรมาพบกันระหว่าง 2 เชฟระดับมิชลินสตาร์ โดยเชฟคนหนึ่งสร้างสรรค์ความอร่อยอยู่ที่ร้านดังบริเวณชายฝั่ง California และเชฟอีกคนหนึ่งปรุงความพิถีพิถันของรสชาติอันดีเยี่ยมอยู่บนตึกสูงระฟ้าชั้น 65 ย่านใจกลางกรุงเทพฯ 

    ด้วยประสบการณ์และแนวคิดในการทำอาหารที่ใกล้เคียงกัน ทั้งในเรื่องการเคารพวัตถุดิบ ความยั่งยืน และความประณีตของงานครัว เชฟ Matthew Kammerer คือผู้ที่คว้า 2 ดาวมิชลิน และ Michelin green star ให้กับร้านอาหร "The Harbor House Inn" ที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งในรัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะที่ เชฟ Ryuki Kawasaki คือผู้นำพาให้ห้องอาหาร "Mezzaluna" ที่ตั้งอยู่บนตึกสูงชั้น 65 ของโรงแรม le bua คว้า 2 ดาวมิชลิน

​เชฟ Matthew Kammerer จากร้าน "The Harbor House Inn"

​เชฟ Ryuki Kawasaki จากร้าน "Mezzaluna"


    การผนึกกำลังร่วมกันระหว่าง 2 เชฟ ในครั้งนี้ พร้อมคัดสรรความงดงามของวัตถุดิบจากชายฝั่ง California ผสานเข้ากับเทคนิคอาหารฝรั่งเศสและความละเมียดละไมแบบญี่ปุ่น ถ่ายทอดออกมาเป็นเมนูที่เน้น “ความจริงของวัตถุดิบ” มากกว่าความหวือหวา

    ทุกจานเน้นนำเสนอความอร่อยสะท้อนความสมดุลออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอร์ส murakami wagyu ที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญในช่วงเวลาสุดพิเศษยามค่ำคืน เมื่อวัตถุดิบอันเปี่ยมความหมายของเชฟ Ryuki ถูกตีความใหม่ผ่านมุมมองของเชฟ Matthew ให้ได้ลิ้มลอง...


สำหรับไฮไลต์ของดินเนอร์ 6 คอร์สเมนูในครั้งนี้ ได้แก่

Bonito smoked with calendula, smoked bone soy & poached okra

    เปิดมื้อด้วยปลาโอรมควัน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากดอก calendula เสริมด้วยซอสโชยุจากกระดูกรมควันและกระเจี๊ยบลวก เป็นจานที่เรียบง่ายแต่แสดงถึงปรัชญาการเคารพวัตถุดิบของ Chef Matthew ได้อย่างชัดเจน


Abalone, artichoke barigoule & sansho

    เชฟ Ryuki นำเป๋าฮื้อมาผสานกับ artichoke barigoule แบบฝรั่งเศส เติมกลิ่นหอมสดชื่นของพริกซันโช ให้รสชาติสมดุล มีความละเอียดและสง่างาม


Kuruma ebi warmed over charcoal, cranberry bean miso & shishito

    กุ้งคุรุมะย่างถ่านอย่างพอดี ดึงความหวานธรรมชาติของกุ้งออกมาเต็มที่ รับกับมิโซะจากถั่ว cranberry bean และพริกชิชิโตะ เป็นอีกจานที่โชว์ความงามของการปรุงแบบ minimalist


Kijihata, Iberico ham & zucchini flower

    ปลาคิจิฮาตะเนื้อแน่น จับคู่กับแฮมอิเบริโกและดอกซูกินี สร้างมิติของอูมามิที่ซับซ้อน พร้อมเทคนิคฝรั่งเศสที่ยังคงกลิ่นอายญี่ปุ่นไว้อย่างลงตัว


Niigata Murakami Wagyu, Cypress Smoke & Unripe Blackberry Jus (เมนูไฮไลต์) 

    จานที่เป็นหัวใจหลักของค่ำคืนแห่งการดินเนอร์ วากิวสายพันธุ์ murakami จากจังหวัดนีงาตะ บ้านเกิดของเชฟ Ryuki ซึ่งปกติถือเป็นซิกเนเจอร์ของห้องอาหาร Mezzaluna ถูกส่งต่อให้เชฟ Matthew เป็นผู้ตีความเป็นครั้งแรก

    โดยเชฟ Matthew รับหน้าที่ปรุงเนื้อในสไตล์ของตัวเอง ขณะที่เชฟ Ryuki ดูแลเครื่องเคียง และซอส Blackberry jus นับเป็นผลงานร่วมกันของทั้ง 2 เชฟ และยังกลายเป็นจานที่สะท้อนการแลกเปลี่ยนมุมมองของทั้งคู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


Miyazaki Mango, Mexican Marigold, Timut Pepper & Wild Stingless Bee Honey

    ปิดท้ายกันด้วยความสดชื่นของมะม่วงมิยาซากิ กลิ่นหอมของดอก mexican marigold ความซ่าบางๆ จาก timut pepper และน้ำผึ้งชันโรงป่า ให้รสหวานละมุนพร้อมความซับซ้อนที่ตราตรึง


Wine & Sake Pairing

    ทั้งนี้ ยังมีอีกหนึ่งความพิเศษ คือการจับคู่เครื่องดื่มที่ไม่ได้จำกัดแค่ไวน์ แต่ผสมผสาน สาเกและไวน์ ให้เดินไปพร้อมกับจังหวะของอาหาร โดยมีไฮไลต์เด่น ได้แก่ Noguchi Naohiko Junmai Nama-Genshu 60% 2024 สาเกจากปรมาจารย์ Naohiko Noguchi ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำนานแห่งวงการสาเกญี่ปุ่น และ Dominus Estate Napa Valley 2015 ไวน์ระดับไอคอนจาก Christian Moueix ที่โดดเด่นด้วยความสง่างาม สมดุล และการสะท้อนเอกลักษณ์ของไร่องุ่นอย่างชัดเจน


    อย่างไรก็ตาม ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มพร้อมบริการผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยการออกแบบเครื่องดื่มแต่ละแก้วให้เข้ากับทุกคอร์สอย่างพิถีพิถันช่วยดึงรสชาติความกลมกล่อมของอาหารออกมาได้ดีไม่แพ้ไวน์เช่นกัน ซึ่่งทั้งหมดนี้หากนิยามว่า “Modern Luxury” คือความเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและเรื่องราว ดินเนอร์คอร์ส 6 เมนูที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 ในครั้งนี้ คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรค่าแก่การมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี และปรุงมาได้อย่างประณีตโดย 2 เชฟระดับ 2 ดาวชิลลินได้อย่างที่ชัดเจนที่สุด

    สำหรับราคามื้อดินเนอร์ 6 คอร์สเมนู จาก 2 เชฟชื่อดัง มีราคาอยู่ที่ท่านละ 12,000++ บาท, ราคาเเครื่องดื่มไวน์เพื่อรับประทานเคียงกับอาหาร จำนวน 6 แก้ว 8,000++ บาท และราคาเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอลล์ **3,500++ บาท 



ภาพ : Mezzaluna 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ห้องอาหารจีน “Xian Yuan” บนชั้น 5 Dusit Central Park เมื่ออาหารกวางตุ้งถูกตีความใหม่ ให้คุ้นเคยและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine