ซัมเมอร์ปีนี้ “ระยอง” กำลังจะกลับมาอยู่ในลิสต์จุดหมายของนักเดินทางอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะคาเฟ่หรือทะเลสวยๆ เท่านั้น แต่เพราะช่วงนี้คือฤดูกาลของ “ทุเรียน” ที่กำลังเข้าสู่ช่วงพีค และถูกต่อยอดให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มากกว่าแค่การซื้อกลับบ้าน นั่นคือ “บุฟเฟต์ทุเรียนในสวน”
Forbes Thailand มีโอกาสร่วมทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืน กับ “GO Hotel” ซึ่งได้จัดแคมเปญ “GO Local Eat Local” ที่ชวนให้นักเดินทางออกไปสัมผัสรสชาติของท้องถิ่นแบบถึงที่
ครั้งนี้ GO Hotel วางตัวเองเป็นมากกว่าแค่ที่พักราคาคุ้มค่า แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างนักเดินทางกับชุมชน ผ่านแนวคิด “สุข สะดวก สบาย สุดคุ้ม” ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องพัก แต่ต่อยอดไปถึงประสบการณ์นอกโรงแรม ตั้งแต่การได้ลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่
จุดเริ่มต้นของทริปอยู่ที่ GO Hotel บ้านฉาง เพียงแสดงคีย์การ์ดก็สามารถรับสิทธิพิเศษจากร้านดังของระยอง ไม่ว่าจะเป็น โจ๊กนายจั๊วะ, ร้านลับลับครัว อจส., ร้านภาษาชา และ Melaluca Canal Beach Club & Restaurant ทำให้ทริปสั้นๆ มีมิติของ “การกินแบบคนพื้นที่” มากขึ้น

ที่สำคัญ เพียงจองและเข้าพัก GO Hotel สาขาใดก็ได้ใน 5 สาขานี้ ได้แก่ บ่อวิน, บ้านฉาง, ศรีราชา, ชลบุรี และกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม-20 พฤษภาคม 2569 ก็จะได้รับสิทธิ์พิเศษเป็น “บุฟเฟต์ทุเรียน” ที่ “สวนคุณยาย” ในอำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง เป็นอีกเหตุผลดีที่ทำให้ทริปนี้น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น
“เรามุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์เดินทางที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับชุมชน เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่นอย่างแท้จริง” อธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ผู้จัดการแผนก Hotel Operations (GO Hotel) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) อธิบายถึงแนวคิดของแคมเปญ
แน่นอนว่าปลายทางของทริปนี้คือสวนคุณยาย สวนทุเรียนขนาดกว่า 400 ไร่ ที่เปิดมานานตั้งแต่ปี 2499 แม้อากาศจะร้อน แต่การได้นั่งรถรางเข้าไปชมในสวน และได้เห็นทุเรียนตั้งแต่ผลเล็กขนาดไม่ถึงฝ่ามือ ไปจนถึงลูกใหญ่ที่ใกล้เก็บเกี่ยว ก็กลายเป็นประสบการณ์ที่ทั้งแปลกใหม่และเพลิดเพลินสำหรับคนที่ไม่ใช่คนท้องถิ่น

ส่วนพื้นที่บุฟเฟต์นั้นถูกจัดไว้ริมบ่อน้ำบริเวณด้านหน้าสวน ลมพัดผ่านตลอดเวลา อากาศโปร่ง ช่วยให้การนั่งกินทุเรียนที่ถูกกำหนดไว้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที เป็นเรื่องสบายๆ โดยแต่ละวันจะมีทุเรียนอย่างน้อย 4 สายพันธุ์หมุนเวียนกันไป ขึ้นอยู่กับความสุกและการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นหมอนทอง พวงมณี มูซันคิง หรือสายพันธุ์พื้นเมืองอย่างนวลทองจันทร์ นกหยิบ และหลงลับแล
นอกจากทุเรียนแล้ว ทางสวนจะเสิร์ฟพร้อมเมนูอาหารที่ตีความทุเรียนในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงอาหารหวาน ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวานทุเรียน ยำทุเรียน ส้มตำทุเรียน แกงส้มทุเรียน บัวลอยทุเรียน ข้าวเหนียวทุเรียน และไอศกรีมทุเรียน พร้อมกับน้ำสมุนไพรที่มีฤทธิ์ดับร้อนและแก้ร้อนใน
เบื้องหลังความอร่อยของทุเรียนสวนคุณยาย ไอยลดา ธโนปจัย เจ้าของสวน เล่าว่า ที่นี่ปลูกทุเรียนรวมแล้วกว่า 100 สายพันธุ์ เป็นหมอนทองราว 80% เพื่อรองรับทั้งการบริโภคสดและการแปรรูป ส่วนอีก 20% เป็นสายพันธุ์หายากและสายพันธุ์โบราณ

สิ่งที่ทำให้ทุเรียนของสวนนี้แตกต่างไม่ได้อยู่แค่ความหลากหลาย แต่คือวิธีการดูแลที่พัฒนาร่วมกับเกษตรอำเภอ และงานวิจัยสมัยใหม่จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยใช้ “ถุงแดง” ห่อทุเรียนตั้งแต่อายุประมาณ 60 วัน นอกจากจะช่วยลดโรค และทำให้เปลือกบางลง 30% แล้ว ยังช่วยเพิ่มเนื้อทุเรียนได้ถึง 15% พร้อมสีเปลือกที่สวยงาม
สำหรับฤดูกาลทุเรียนของปีนี้ ไอยลดา บอกว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมยาวไปจนถึงกรกฎาคม คิดเป็นกำลังการผลิตเฉพาะสวนนี้ราว 200 ตัน โดยทางสวนย้ำว่าไม่ใช้สารเร่งสุก ทำให้ได้รสชาติและเวลาสุกงอมที่เป็นธรรมชาติที่สุด
แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนปุ๋ย และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางถึง 10% ทางสวนก็ยังเปิดบุฟเฟต์ทุเรียนในราคาเดิมเท่าปีที่แล้ว โดยเดินหน้าปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือ นอกจากการเปิดบุฟเฟต์ปล้ว ยังมีการเปิดสาขาใหม่ และสัญจรไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อส่งทุเรียนถึงมือผู้บริโภคโดยตรงแบบไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรเพื่อส่งออกและจำหน่ายทุเรียนพันธุ์โบราณ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึง และที่สำคัญคือทำให้ชาวสวนได้ประกอบอาชีพต่อไป
แม้ปัจจุบัน สวนคุณยายจะพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลักถึง 80% โดยมีประเทศจีนเป็นปลายทางสำคัญ แต่การหันมาโฟกัสตลาดในประเทศมากขึ้น ผ่านประสบการณ์แบบ “กินถึงสวน” ก็กลายเป็นอีกทางที่ช่วยให้ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคได้เชื่อมโยงกันมากขึ้น
ทริปสั้นๆ ครั้งนี้อาจไม่ได้ไปไกลหลายจังหวัด แต่กลับทำให้เห็นว่า “การท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ในไทยกำลังขยับไปอีกขั้น จากแค่ตามหาร้านดัง สู่การได้เข้าไปสัมผัสต้นทางของวัตถุดิบจริงๆ และบางครั้งแค่ขับรถไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ เพื่อนอนพักและตามหาของอร่อยก็เพียงพอแล้ว









ภาพ : GO Hotel
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : GO Hotel สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต กระแสตอบรับดี! ปีนี้ทุ่มทุนกว่า 500 ล้าน เปิดอีก 5 สาขา กระจายทั่วไทย
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

