Gen 3 เสริมทัพ Gen 2 “ตระกูลธรรมวัฒนะ” กับภารกิจพา “ตลาดยิ่งเจริญ” สู่การเติบโตมากกว่า 100 ปี

Gen 3 เสริมทัพ Gen 2 “ตระกูลธรรมวัฒนะ” กับภารกิจพา “ตลาดยิ่งเจริญ” สู่การเติบโตมากกว่า 100 ปี

“ตลาดยิ่งเจริญ” แลนด์มาร์กการค้าย่านสะพานใหม่ ผนึกผู้บริหารเจเนอเรชั่นที่ 2 และ 3 ก้าวสู่ปีที่ 72 ด้วยเป้าหมายที่ท้าทายกว่าเดิม เพิ่มศักยภาพพร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจบริหารจัดการตลาดครบวงจร มั่นใจ “ตลาดสด” ไม่มีวันตาย ถ้าเปิดใจ-พร้อมปรับตัว รับมือตลาดเปลี่ยนแปลง


    หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน ภาพจำของการเดินตลาดสดคือแหล่งรวมวัตถุดิบก้นครัวอย่างแท้จริง ทั้งเนื้อสัตว์ชำแหละใหม่ ผักผลไม้ตามฤดูกาล พริกแกงตำสด กะทิคั้นมือ ไปจนถึงดอกไม้พวงมาลัยไหว้พระ ในยุคนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่ง สินค้าพื้นฐานเหล่านี้จะถูกยกไปวางเรียงรายในซูเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์เย็นฉ่ำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

    ทว่าในทางกลับกัน ก็แทบไม่มีใครจินตนาการเช่นกันว่า บนพื้นที่ตลาดสดดั้งเดิมที่คุ้นตากับความคึกคักและทางเดินเปียกแฉะ วันนี้จะถูกผสานเข้ากับวิถีชีวิตคนเมืองอย่างกลมกลืน จนกลายเป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ที่ผู้คนสามารถนั่งจิบกาแฟแบรนด์ดังระดับโลก แวะฟิตเนสออกกำลังกาย ช้อปปิ้งสกินแคร์แบรนด์ยุโรป ซื้อทอง กินสุกี้รอบดึกได้ยันเช้า หรือแม้กระทั่งแวะตรวจสุขภาพเบื้องต้นที่คลินิกชุมชน

    การปรับตัวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทาย ทั้งการขยายตัวของไฮเปอร์มาร์เก็ต การเกิดขึ้นของคอมมูนิตี้มอลล์ และตลาดนัดชุมชนยุคหลังโควิด ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดสดที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล “ไฮบริด” (hybrid market) ยังคงเติบโตต่อไปได้

    หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “ตลาดยิ่งเจริญ” ภายใต้การนำของตระกูล “ธรรมวัฒนะ” ที่ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญแห่งย่านสะพานใหม่ ซึ่งไม่เพียงรักษาเสน่ห์ของตลาดสดดั้งเดิมไว้ได้ แต่ยังยกระดับพื้นที่สู่การเป็นศูนย์กลางวิถีชีวิตครบวงจร และเป็นหนึ่งในผู้เล่นแถวหน้าที่พร้อมเดินหน้าต่อในสมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่

    “ยิ่งเจริญเป็นตลาดสดมาตั้งแต่วันแรก และวันนี้เราก็ยังคงเป็นตลาดสด แม้จะมีค้าปลีกรายใหญ่ทาบทามให้เปลี่ยนพื้นที่ตรงนี้เป็นห้างสมัยใหม่ แต่เรายืนยันว่าจะไม่ ‘แปลงร่าง’ จนลืมตัวตน เราเลือกที่จะรักษาเสน่ห์ของตลาดสดดั้งเดิมไว้ แล้วเติมเต็มด้วยแม็กเน็ตไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เพื่อความทันสมัย” ณฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารตลาดยิ่งเจริญ สะท้อนถึงหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจที่ได้รับถ่ายทอดมาจากคุณแม่ “สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ” ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง

ณฤมล ธรรมวัฒนะ


    ณฤมลบอกว่า เธอไม่เคยลืมสิ่งที่คุณแม่สุวพีร์ย้ำเตือนเสมอว่า ที่ดินผืนนี้มีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “คู่ค้า” ซึ่งเปรียบเสมือนลมหายใจของตลาดสด

    “คุณแม่ให้ความสำคัญกับพ่อค้าแม่ค้ามากที่สุด เพราะคนขายของกับเรา 1 คน เขาอาจต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว หากพวกเขาอยู่รอดและเติบโต เราก็เติบโตไปพร้อมกัน ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องทิ้งตัวตนเดิมเพื่อแปลงเป็นห้างใหญ่ แต่ต้องเติมสิ่งใหม่ให้ตอบโจทย์ยุคสมัย เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน” ณฤมลย้ำ

    ตลอดระยะเวลา 71 ปีเต็ม ตลาดยิ่งเจริญดำเนินธุรกิจตลาดสดแบบดั้งเดิม 100% ต่อเนื่องยาวนานถึง 69 ปี ก่อนที่ผลการวิจัยทางการตลาดจะชี้ให้เห็นจุดเปลี่ยนและโจทย์ท้าทายสำคัญ (pain point) เรื่องช่องว่างระหว่างวัย (generation gap) เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มห่างหายจากการเดินตลาดสด หลายคนเดินทางมาพร้อมครอบครัวแต่เลือกที่จะนั่งรอในรถ เนื่องจากตลาดสดแบบเดิมไม่มีสินค้า บริการ หรือบรรยากาศที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของพวกเขา

    ข้อมูลเชิงลึกดังกล่าวกลายเป็นเข็มทิศสำคัญที่ทำให้ตลาดยิ่งเจริญตัดสินใจพลิกโฉมพื้นที่ โดยยังคงรักษา “โซนตลาดสด” ที่เป็นหัวใจหลักไว้ พร้อมกับเติมเต็มร้านค้าและบริการสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันให้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง


จากวิกฤตสู่ “ยิ่งเจริญสแควร์”

    “การระบาดของโควิด เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ และการมาถึงของสถานีรถไฟฟ้าหน้าตลาด ทั้งหมดนี้ทำให้คอมมูนิตี้มอลล์กลายเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ pain point เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เปิดใจเข้ามาสัมผัสพื้นที่จริง ลบภาพจำตลาดสดแบบเดิมที่ขาดมาตรฐาน ไม่สะอาด หรือไม่สะดวกสบาย และทำให้พวกเขาเห็นว่าตลาดยิ่งเจริญมีสินค้าคุณภาพ สดใหม่ทุกวัน ในราคาที่จับต้องได้” อริย ธรรมวัฒนะ กรรมการบริหาร ตัวแทนทายาทรุ่นที่ 3 กล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาโครงการ

อริย ธรรมวัฒนะ


    ขณะที่ณฤมลเล่าย้อนว่า ก่อนจะลงตัวที่โมเดลคอมมูนิตี้มอลล์ บริษัทได้จ้างสถาปนิกออกแบบโครงการพัฒนาตลาดใหม่เต็มรูปแบบเรียบร้อยแล้ว ทว่าเมื่อคำนวณงบประมาณการลงทุนแล้วพบว่าภาระต้นทุนจะสะท้อนไปยังค่าเช่าแผงค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของผู้เช่า จึงตัดสินใจชะลอโครงการเดิมไว้

    ประกอบกับเกิดเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเป็นวิกฤตเร่งด่วนที่ต้องเร่งเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ให้กับพ่อค้าแม่ค้าโดยเร็ว การแก้ปัญหาในวันนั้นจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปรับปรุงพื้นที่อย่างรอบคอบและคำนึงถึงคู่ค้าเป็นศูนย์กลาง


ขุมกำลัง Gen 3 ผนึกทีมมืออาชีพ ทรานส์ฟอร์มองค์กร

    ปัจจุบัน การขับเคลื่อนตลาดยิ่งเจริญอยู่ภายใต้การกำกับดูแลทิศทางและนโยบายภาพใหญ่ของ ณฤมล ธรรมวัฒนะ ร่วมกับทายาทรุ่นที่ 3 อีก 3 คน ที่เข้ามาแบ่งบทบาทตามความเชี่ยวชาญ ได้แก่ อริย ธรรมวัฒนะ (บุตรชายนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ) ด้วยการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม เขาเข้ามาดูแลการพัฒนาพื้นที่ กายภาพ และโครงสร้างโครงการ

    ขณะที่ กัญจนิดา ตันติสุนทร (บุตรสาวของณฤมล ธรรมวัฒนะ) ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร ดูแลด้านกลยุทธ์การตลาดและภาพลักษณ์ และ จรินทร์ ธรรมวัฒนะ (บุตรชายของปริญญา ธรรมวัฒนะ) รับผิดชอบงานด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารแบรนด์เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

อริย-กัญจนิดา-จรินทร์


    นอกจากนี้ ในช่วงที่พัฒนา “ยิ่งเจริญสแควร์” คอมมูนิตี้มอลล์ขนาด 3 ชั้น ซึ่งถือเป็นโครงการรีเทลเต็มรูปแบบครั้งแรกของบริษัท องค์กรได้ดึงทีมงานมืออาชีพภายนอก ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การตลาด และกฎหมาย เข้ามาเสริมทัพ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างองค์กรและการพัฒนาบุคลากรภายใน

    “ทุกขั้นตอนต้องลงรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง เราทำหน้าที่เป็นต้นแบบ ให้พื้นที่พวกเขาได้คิดและร่วมกันกำหนดทิศทาง วางลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และสิ่งที่เราปลูกฝังให้ทายาทรุ่นที่ 3 ยึดถือเสมอ นอกเหนือจากเรื่องการทำงาน คือความซื่อสัตย์และความจริงใจต่อทุกคน ทั้งคู่ค้า ลูกค้า และทีมงาน” ณฤมลกล่าวย้ำถึงหัวใจสำคัญในการส่งต่อธุรกิจครอบครัวสู่ทศวรรษใหม่อย่างมั่นคง

    ด้านกัญจนิดาสะท้อนวิสัยทัศน์ของทายาทรุ่นที่ 3 ว่า เป้าหมายสูงสุดของบริษัทไม่ใช่เพียงการเป็นผู้พัฒนาตลาดสดในพื้นที่เดิม แต่คือการยกระดับสู่การพัฒนาชุมชน และขยายบทบาทสู่ธุรกิจ “รับจ้างบริหารจัดการตลาดสดครบวงจร” โดยอาศัยจุดแข็งของบริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด ที่สั่งสมองค์ความรู้ตลอด 71 ปี พร้อมบุคลากรในมือกว่า 260 คน เพื่อเปิดรับทั้งโมเดลการรับจ้างบริหารพื้นที่ว่าง และการร่วมทุน (joint venture) กับเจ้าของที่ดินทั่วประเทศ

    “เราอยากขยายโมเดลตลาดสดไลฟ์สไตล์ไปตามชุมชนต่างๆ เป็นการต่อยอดประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน เราเคยวางเป้าหมายเชิงเปรียบเทียบว่า อยากพัฒนาเชนบริหารตลาดสดให้ได้มาตรฐานระดับสากล โดยนำจุดแข็งและระบบการจัดการทั้งหมดมารวบรวมเป็น ‘คัมภีร์การบริหารตลาด’ อย่างเป็นรูปธรรม” เธอบอก

    นอกจากการวางรากฐานการบริหารพื้นที่แล้ว กัญจนิดายังเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศการค้า ควบคู่ไปกับการเดินหน้า “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ค้าและบ่มเพาะทายาทแผงค้า (vendor academy)” ที่มุ่งเน้นความรู้รอบด้าน ทั้งการจัดอบรมมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร (food safety), การออกแบบหน้าร้านและการจัดวางสินค้าแบบโมเดิร์นเทรด, การทำบัญชีและการจัดการสต็อกระบบดิจิทัล

    ตลอดจนการเปิดคอร์สสอนทำตลาดออนไลน์และ live commerce เพื่อเปลี่ยนผ่านพ่อค้าแม่ค้ารุ่นดั้งเดิมและทายาทรุ่นใหม่ ให้ก้าวสู่การเป็น “ผู้ประกอบการอาหารและสินค้าชุมชนมืออาชีพ” ที่พร้อมแข่งขันได้ในทุกแพลตฟอร์ม โดยร่วมมือกับสถาบันอาหาร (National Food Institute) จัดโปรแกรมพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมให้ทายาทรุ่นที่ 3 ของผู้เช่าแผงค้าสามารถรับไม้ต่อธุรกิจครอบครัวได้อย่างมืออาชีพ มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ การยกระดับมาตรฐาน และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อนำสินค้าและวัตถุดิบเด่นของตลาดสดเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) รวมถึงป้อนเข้าสู่เชนตลาดสดไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ที่มีแผนจะขยายเพิ่มอีก 2-3 แห่งตามมุมเมืองสำคัญ

กัญจนิดา ตันติสุนทร


    ควบคู่กับธุรกิจตลาดสด กัญจนิดายังแตกไลน์ธุรกิจส่วนตัวด้านอาหารและเครื่องดื่มรวม 3-5 แบรนด์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอ ได้แก่ ข้าวมันไก่ซิงหลง โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ที่ปัจจุบันขยายสาขาไปแล้วกว่า 6 แห่งทั่วกรุงเทพฯ, ร้านอาหารไทยระดับพรีเมียม แบรนด์บ้านเหนือน้ำ, เหนือน้ำนนท์ และร้านอาหารไทย “อรรถรส” ในซอยสุขุมวิท 39

    การขับเคลื่อนพร้อมกันทั้งมิติการบริหารพื้นที่ การบ่มเพาะศักยภาพคู่ค้า และการขยายธุรกิจอาหาร สะท้อนถึงการนำประสบการณ์ระดับตำนานมาผสานแนวคิดธุรกิจสมัยใหม่ เพื่อผลักดันให้ตลาดยิ่งเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจชุมชนยุคใหม่

    การที่คนรุ่นใหม่อย่างจรินทร์เข้ามามีส่วนร่วมในการดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นผ่านคอนเทนต์ทำอาหาร ผสานกับการลงพื้นที่สร้างความคุ้นเคยกับผู้ค้ารุ่นอาวุโสที่ผูกพันกันมาตั้งแต่ยุคคุณย่าสุวพีร์ คุณพ่อปริญญา คุณป้าณฤมลช่วยเชื่อมโยงสายใยความอบอุ่นของคอมมูนิตี้กับตลาดสดให้คงอยู่ได้อย่างแนบเนียน

จรินทร์ ธรรมวัฒนะ


    “ผมเชื่อว่าตลาดสดไม่มีวันตาย ตลาดมีเสน่ห์และยังเป็นวัฒนธรรมของไทย เพราะตลาดสดเกิดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เสน่ห์ของตลาดสดยังคงเป็นหัวใจของวิถีชีวิตคนไทยด้วยความยืดหยุ่นทางการซื้อขาย ที่เปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามงบประมาณที่มี ยกตัวอย่างเช่น ผมกำเงินมา 100 บาท ผมสามารถซื้อผัก 5 บาท ซื้อหมู 20 บาท ซื้อมะเขือยาว 1 ลูก แม่ค้าเขาก็ขายให้ ผมทำมาแล้วครับ ทำอาหารได้หลายเมนูคือบอกเลยได้ 3 มื้อ

    “ตลาดสดมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ที่อื่นไม่สามารถจะทำได้ ผมอยากเรียกว่ามันเป็นวิถีคนไทยที่การมาซื้อของพูดคุยกันกับแม่ค้า แล้วก็จะทำให้เป็นความผูกพันที่ดีแม้เราจะไม่เคยรู้จักกัน นี่แหละคือสิ่งที่บอกความเป็นคนไทยได้ชัดเจน” จรินทร์กล่าว

    เขากล่าวอีกว่า ความสำเร็จของแผงค้ากว่า 2,000 แผงในตลาดยิ่งเจริญ และยอดขายไข่วันละแสนฟอง สะท้อนถึงระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแกร่ง เกิดจากความไว้วางใจระยะยาวระหว่างผู้ค้าและลูกค้า ตลอดจนการดูแลกันเองภายในชุมชนตลาดที่ไม่เกิดการตัดราคาหรือแย่งลูกค้า การรักษาอัตลักษณ์ความอบอุ่นแบบดั้งเดิมนี้ ควบคู่ไปกับการเติมเต็มไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ตลาดสดเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป



วาง “ยิ่งเจริญสแควร์” แม็กเน็ตดึงคนรุ่นใหม่

    อริยให้มุมมองเสริมว่า ในระหว่างที่บริษัทกำลังวางระบบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับจ้างบริหารและยกระดับสินค้าของผู้ค้า ภารกิจหลักในปัจจุบันคือการขับเคลื่อนคอมมูนิตี้มอลล์ “ยิ่งเจริญสแควร์” ให้เป็นหัวหอกสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่เข้ามาใช้บริการ

    “การเพิ่มพื้นที่อาคาร 3 ชั้นในบริเวณตลาดเดิม ช่วยดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาใช้บริการได้อย่างชัดเจน แม้พฤติกรรมการเดินเข้าไปซื้อของสดอย่างปลาทูนึ่งในตลาดสดอาจยังต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยน แต่เราเริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น การเลือกซื้อวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปหรือสินค้าที่นำกลับไปปรุงต่อเล็กน้อยที่บ้าน ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่เปิดยิ่งเจริญสแควร์” อริยะกล่าว

    ปัจจุบัน ตลาดยิ่งเจริญมีทราฟฟิกผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 25,000 คน และพุ่งสูงถึง 30,000 คนต่อวัน ในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีนและสารทจีน โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่ (occupancy rate) สูงถึง 91%

    เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร โครงการได้เตรียมขยายพื้นที่ค้าปลีกชั้น 2 โดยดึงแม่เหล็กขนาดใหญ่รายละกว่า 1,000 ตารางเมตรเข้ามาเสริมทัพ ได้แก่ ลัคกี้ สุกี้ (Lucky Suki) และบิวตี้สโตร์ชั้นนำอย่าง อีฟแอนด์บอย (EVEANDBOY) พร้อมทั้งเตรียมงบลงทุนอีกหลายสิบล้านบาทสร้างสกายวอล์กเชื่อมตรงจากสถานีรถไฟฟ้า BTS สู่ตัวอาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า รวมถึงมีพื้นที่จัดกิจกรรมอเนกประสงค์เกือบ 400 ตารางเมตร รองรับทั้งงานสัมมนา งานแต่งงาน และงานอีเวนต์ต่างๆ


    การผสานพลังระหว่างอริยและกัญจนิดา ช่วยพลิกโฉมการตลาดของยิ่งเจริญจากกิจกรรมชุมชนแบบดั้งเดิม สู่การตลาดดิจิทัลและการบริหารจัดการพื้นที่ระดับสากล เจาะตลาดทัวริสต์ด้วยการอัปเดตป้ายนำทางหลากภาษา และใช้อินฟลูเอนเซอร์จากจีนและต่างชาติโปรโมต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งจีน มาเลเซีย และอินเดีย ที่เดินทางผ่านสนามบินดอนเมือง

    นอกจากนี้ยังได้สร้างคอมมูนิตี้คนรุ่นใหม่ ผ่านการร่วมมือกับสถานศึกษาและชุมชนโดยรอบ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนแสดงความสามารถ ทั้งการจัดแข่อีสปอร์ต, เบย์เบลด และบอร์ดเกม สื่อสารตรงผ่านออนไลน์ ผลิตคอนเทนต์ผ่าน 2 ช่องทางออนไลน์ของตนเอง เพื่อสื่อสารข้อมูลไปยังกลุ่มลูกค้าที่แบ่งเป็น ลูกค้าค้าส่ง 70% และลูกค้าครัวเรือน 30%


    เมื่อมองย้อนกลับไป ตลาดสดต้องเผชิญการแข่งขันหลายระลอก ทั้งการผุดขึ้นของตลาดนัดชุมชนที่ไม่ได้มาตรฐาน และยุครุ่งเรืองของไฮเปอร์มาร์เก็ตที่กระทบยอดขายของแห้งและเครื่องปรุง แต่พ่อค้าแม่ค้าของยิ่งเจริญก็ปรับตัวจนกลายเป็นคู่ค้าที่แข็งแกร่ง แม้แต่ผู้ประกอบการรายอื่นก็ยังต้องแวะเวียนมาซื้อวัตถุดิบที่นี่

    แลนด์สเคปที่เปลี่ยนไป ทั้งรถไฟฟ้าและโรงแรมขนาดใหญ่ที่ทยอยเปิดตัว กำลังผลักดันให้สะพานใหม่กลายเป็นย่านการค้าที่คึกคักและมีชีวิตชีวา คล้ายกับ “ย่านมงก๊ก (Mong Kok)” ของฮ่องกง โดยมียิ่งเจริญเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ยังคงเอกลักษณ์ตลาดสดไว้อย่างเหนียวแน่น

    ทีมผู้บริหารยุคใหม่ Gen 3 วาดหวังให้การขับเคลื่อนตลาดยิ่งเจริญในครั้งนี้ เป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกฟื้นและยกระดับทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน เพื่อผลักดันให้ย่านสะพานใหม่เติบโตขึ้น เป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์การค้าและคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ


    ไม่เพียงแค่สินค้าและบริการ ตลาดยิ่งเจริญยังให้ความสำคัญกับ “Green Market & Eco-Friendly Ecosystem” ยกระดับสู่โมเดล Green Market เต็มรูปแบบ ด้วยการทำศูนย์การเรียนรู้ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ การผลิตปุ๋ยจากเปลือกไข่และกากกาแฟที่เหลือทิ้งในตลาด ควบคู่ไปกับการรณรงค์ สนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำพืชผักที่มีเหลือทิ้งในตลาดมาทำน้ำยาอเนกประสงค์เพื่อใช้งานในตลาด

    นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็น “ตลาดสดต้นแบบด้าน ESG ของประเทศไทย” ภายในปี 2571 โดยมีแผนงานสำคัญๆ อาทิ ลดขยะสู่หลุมฝังกลบ (zero waste to landfill) ลดปริมาณขยะฝังกลบจาก 90% ให้เหลือไม่เกิน 50% เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด พร้อมผลักดันและจูงใจให้ผู้เช่าแผงค้าปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนไปพร้อมกัน

    “ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่คือรากฐานที่ทำให้ตลาดสดอยู่คู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง มาสเตอร์แพลนทั้งหมดถูกวางโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน พร้อมที่จะนำมาขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อนำพายิ่งเจริญเติบโตอย่างแข็งแกร่งสู่การเป็นตลาดระดับตำนานอายุ 100 ปี” อริยสรุปทิ้งท้าย



ภาพ: ตลาดยิ่งเจริญ



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สูตรอยู่รอด 40 ปี “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ทำสิ่งที่ถนัด บริหารแบบมืออาชีพ ไม่ไล่ตามกระแส ไม่ขยายเกินตัว

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine