ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ จากเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ สู่ ‘นับเงิน กรุ๊ป’ เจ้าของ KIKI ลักชัวรี ซาลอน - Forbes Thailand

ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ จากเด็กสถาปัตย์ จุฬาฯ สู่ ‘นับเงิน กรุ๊ป’ เจ้าของ KIKI ลักชัวรี ซาลอน

นับเงิน กรุ๊ป เป็นอีกหนึ่งธุรกิจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นอกจากจะเคยเป็น ‘เด็กสยามฯ’ ที่ใช้ชีวิต เรียน เที่ยว กินในย่านนี้แล้ว ยังเริ่มสร้างธุรกิจที่นี่ จากโมเดลความสำเร็จของบริษัทรุ่นพี่ รวยไม่หยุด กรุ๊ป เจ้าของธุรกิจ ‘nice two Meat u’ และ ‘Fire Tiger’ สู่รุ่นน้อง ‘ก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์’ ผู้บริหารนับเงิน กรุ๊ป ที่เลือกทำธุรกิจด้านความงาม อีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ของเด็กสยามฯ ที่สร้างรายได้อย่างงดงาม เพียงแค่ 3 ปี รายได้ทะยานสู่ 300 ล้านบาท


    “เราอยากให้สยามฯ เป็น World Destination” ก้องภพ กล่าวถึงความฝันสูงสุดของเด็กสยามฯ คนหนึ่งที่ใช้ชีวิต กิน เที่ยวในย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก แม้เขาจะเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยการปลูกฝังการทำธุรกิจจากครอบครัว เขาจึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างธุรกิจของตัวเอง โดยไปเรียนเพิ่มเติมด้าน Supply Chain Management จาก Cass Business School London ประเทศอังกฤษ พอจบกลับมาเลือกไปทำงานด้าน Private Banking เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติม ก่อนเดินตามความฝันในการทำธุรกิจในย่านสยามสแควร์

    ก่อนเข้าสู่จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจในนาม ‘นับเงิน กรุ๊ป’ ของก้องภพ คือการสำรวจว่าผู้มาใช้บริการย่านสยามสแควร์ต้องการสินค้าและบริการอะไร จึงทำวิจัยตลาดก่อนเป็นอันดับแรก และอีกใจหนึ่งไม่อยากทำธุรกิจด้านอาหารเหมือนกลุ่มรวยไม่หยุดของพี่สาว (นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์) เพราะมองว่ามีการบริหารจัดการที่ซับซ้อน และผลวิจัยออกมาที่ธุรกิจด้านความงาม ซึ่งเหมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ของผู้คน ทุกเพศ ทุกวัยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง กีกี้ บิวตี้ สเปซ (KIKI Beauty Space) ที่วางโพสิชั่นเป็น ‘ลักชัวรี บิวตี้ ซาลอน’ ในย่านสยามสแควร์


    “พอเปิดได้ 3 เดือนโควิดมาเลย แผนที่จะทำเป็นบิวตี้ สเปซ จึงเปลี่ยนมาเริ่มด้วยบริการที่สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น ทำเล็บ โดยใช้พื้นที่ 1 คูหา ชั้นแรกเปิดให้บริการทำเล็บไปก่อน และขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางไลน์ ทำให้สามารถประคองธุรกิจในช่วงเริ่มต้นมาได้ พอโควิดเริ่มซา ดีมานด์ที่อัดอั้นมาทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว” ก้องภพกล่าว


แนวคิดเบื้องหลังความสำเร็จ

    หลังสถานการณ์โควิด ธุรกิจความงามกลับมาเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะพฤติกรรมของคนที่อัดอั้น จากพื้นที่บริการ 1 ชั้น กีกี้ บิวตี้ สเปซ ขยายพื้นที่เป็น 4 ชั้น และเปิดสาขาเพิ่มที่เมกา บางนา ระหว่างปี 2021-2023 ผลประกอบการของนับเงิน กรุ๊ป เติบโตขึ้น 3-4 เท่าตัว และคาดว่าปี 2024 รายได้จะแตะระดับ 300 ล้านบาท ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปี

    “สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด คือเรื่องคุณภาพ โดยผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ คัดสรรจากผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด ทั้งจากเกาหลี อเมริกา และยุโรป แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดในการทำธุรกิจของเรา คืออยากให้ทุกคนดูดีในแบบของตัวเอง เป็นที่มาในการสรรหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคน รวมถึงการออกแบบร้านที่เป็นส่วนผสมความดิบและความหรูหรา ที่ตั้งใจแสดงความหมายที่ว่าโลกนี้ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์ ทุกคนสามารถดูดีได้ในแบบของตัวเอง และกีกี้อยู่เบื้องหลังความมั่นใจของทุกคน” ก้องภพกล่าว


    “ความไม่เพอร์เฟ็กต์ที่สามารถทำให้ดูดี และหรูหราได้” คือแนวคิดในการทำธุรกิจของกีกี้ ซึ่งสะท้อนผ่านการออกแบบร้าน การทำแบรนดิ้ง การให้บริการ คุณภาพในการเลือกผลิตภัณฑ์ชั้นนำ ตลอดจนการร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลก

    ก้องภพ กล่าวด้วยว่า การทำธุรกิจด้านความงามต้องปรับตัวตลอดเวลา เพื่อนำเสนอบริการและสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลาย รวมถึงการนำเทคโนโลยี และ Data Driven เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและทำตลาดได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นรายแรกๆ ของธุรกิจซาลอนในไทย รวมถึงการจัดทำระบบสมาชิก และการให้ความสำคัญกับการทำ CRM แก่กลุ่มลูกค้าประจำ ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 1 หมื่นคน

    ล่าสุด เดือนตุลาคมที่ผ่านมา กีกี้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘กีกี้ เอ็กซ์ (KIKI X) บริการทุกการต่อ’ ต่อยอดความงามตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งมาจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยม “ต่อ” ความงาม ทั้งต่อเล็บ ต่อผม และต่อขนตา ซึ่งต้องอาศัยช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ที่แม้แต่ ‘แอนโทเนีย’ รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สปีนี้ยังมาใช้บริการ

    ปัจจุบัน ด้วยโพสิชั่นของกีกี้ที่เป็นลักชัวรี ซาลอน ที่มีอัตราค่าบริการเฉลี่ยหลักหมื่นบาทต่อครั้ง ก้องภพจึงขยายธุรกิจให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขวางมากขึ้น ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผมภายใต้แบรนด์ KBS ฟิลเลอร์ผมในราคาที่จับต้องได้ เน้นช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ผ่านกลยุทธ์ Influencer Marketing หลังจากวางตลาด 2 เดือนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับดี มีลูกค้ามาจาก สปป.ลาว ซึ่งบริษัทมีแผนขยายตลาดลาวโดยเฉพาะ คาดว่าจะมียอดขาย 100 ล้านบาท หลังการวางจำหน่ายใน 1 ปี


ก้าวสู่ผู้นำ Beauty & Lifestyle

    สำหรับปี 2566 นี้ ถือเป็นช่วงขยายธุรกิจของ ‘กีกี้’ โดยใช้งบลงทุนกว่า 40 ล้านบาท ไม่เพียงแค่ขยายผลิตภัณฑ์ดูแลผมภายใต้แบรนด์ KBS ยังเข้าซื้อกิจการร้าน KOKO (โกโก้) ร้านอาหารเก่าแก่ที่รู้จักกันดีในบรรดาเด็กสยามฯ เพราะอยู่มายาวนานถึง 30 ปี ทำให้ก้องภพที่แม้ไม่ได้คิดทำธุรกิจอาหารตั้งแต่แรก ต้องตัดสินใจเข้าซื้อกิจการมาพัฒนาต่อยอดด้วยความผูกพันที่ยาวนาน และต้องการเสริมความแข็งแกร่งในการผลักดันให้สยามสแควร์กลายเป็น World Food Destination ร่วมกับรวยไม่หยุด กรุ๊ป เจ้าของธุรกิจ nice two Meat u และ Fire Tiger


    “อาหารไทย เป็นหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ที่สำคัญของประเทศ เราตั้งเป้าจุดกระแสอาหารไทยให้ครองใจคนรุ่นใหม่ นำเสนอรสชาติอาหารแบบไทยแท้ที่ตอบโจทย์ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ด้วยการพัฒนาเมนูอาหารที่หลากหลายครบทุกภาค ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น” ก้องภพกล่าว

    “ไม่ว่าความสวย ความงาม อาหาร และการบริการ เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ผู้บริโภคเลือกสรรเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจ และเติมเต็มตัวเอง ธุรกิจความงามและอาหารจึงมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสสำหรับกีกี้ในการขยายธุรกิจใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยมีสยามสแควร์ เป็น Destination หลักที่จะดึงดูดผู้บริโภคจากทั่วโลกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง” ก้องภพกล่าว

    นี่คืออีกหนึ่งธุรกิจของเด็กสยามฯ ที่มีมุมมองการสร้างธุรกิจที่แตกต่าง ด้วยความเชื่อมั่นในการเป็น World Destination ของสยามสแควร์ แหล่งรวมเทรนด์ตลอดกาลของไทย


เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เส้นทาง JOYOUS ขายกิ๊บ หวี ในเซเว่นฯ รายได้ 300 ล้าน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine