Gelephu Mindfulness City เดิมพันครั้งใหญ่ของ “ภูฏาน” ดึงทุนทั่วโลกสร้างเมืองใหม่ ปั้นเศรษฐกิจบนแนวคิด “มั่งคั่งแบบมีสติ”

Gelephu Mindfulness City เดิมพันครั้งใหญ่ของ “ภูฏาน” ดึงทุนทั่วโลกสร้างเมืองใหม่ ปั้นเศรษฐกิจบนแนวคิด “มั่งคั่งแบบมีสติ”

ภูฏานกำลังสร้าง “Gelephu Mindfulness City” เมืองใหม่แห่งนี้วางเป้าเป็นฮับในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ตั้งแต่สนามบินใหม่ ทางหลวง รีสอร์ตหรู เงินทุนจากทั่วโลก และธุรกิจหลากหลายกำลังถูกวางลงบนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร สู่การทดลองสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิต ผู้คน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่กับแนวคิด “ความมั่งคั่งแบบมีสติ” ที่ภูฏานกำลังนำเสนอให้โลกเห็น


    หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวการสร้าง “เมืองใหม่” ของภูฏาน ในชื่อ Gelephu Mindfulness City หรือ GMC ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Gelephu ใกล้พรมแดนระหว่างภูฏานและอินเดีย

    บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร ภูฏานกำลังสร้างทั้งสนามบิน ระบบรถไฟ ถนน โรงแรม รีสอร์ต และโครงการมิกซ์ยูส ควบคู่ไปกับการออกแบบกฎเกณฑ์และระบบธุรกิจใหม่ โดยตั้งเป้าให้ GMC เป็นพื้นที่ทดลอง หรือ “sandbox สำหรับนวัตกรรม” ที่จะทดสอบว่าเศรษฐกิจยุคใหม่สามารถเติบโตไปพร้อมกับแนวคิดเรื่องความยั่งยืน วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตแบบภูฏานได้หรือไม่

    โจทย์ของ GMC จึงไม่ใช่เพียงว่าจะสร้างเมืองให้สำเร็จได้อย่างไร แต่คือ “จะสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ภูฏานอย่างไร” และนั่นทำให้โครงการนี้กำลังถูกจับตามองมากกว่าในฐานะโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่

    Forbes Thailand มีโอกาสพูดคุยกับ Rabsel Dorji กรรมการผู้จัดการ Gelaphu Mindfullness City ถึงเป้าหมายและความท้าทายครั้งใหม่ของประเทศแห่งนี้

    Rabsel เริ่มต้นอธิบายว่า GMC เป็นวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระราชาธิบดี Jigme Khesar Namgyel Wangchuck ในการสร้างเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Region) ซึ่งแตกต่างจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย GMC จะมีอิสระสูงทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ สามารถออกแบบกฎหมาย โครงสร้างการบริหาร และระบบต่างๆ ของตัวเองได้

    ดังนั้น GMC จึงเป็นการสร้างเมืองขึ้นจากศูนย์ ไม่ใช่เพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือฮาร์ดแวร์ แต่รวมถึงซอฟต์แวร์ ทั้งกฎหมาย นโยบาย กฎระเบียบ และระบบต่างๆ ที่สามารถออกแบบขึ้นใหม่ได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ด้านการท่องเที่ยว ก็สามารถสร้างระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวขึ้นใหม่ ตั้งแต่กฎหมาย นโยบาย การตลาด ผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงมาตรฐานต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเหมือนกับระบบที่ใช้อยู่ในภูฏาน

    “นี่คือสิ่งที่ทำให้ GMC เป็นโครงการที่น่าตื่นเต้น เพราะเรามีโอกาสคิดตั้งแต่ต้นว่า หากสามารถสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ได้ เราจะออกแบบระบบการศึกษา สาธารณสุข การลงทุน ตลอดจนรูปแบบของสังคมและวัฒนธรรมอย่างไร”


Rabsel Dorji

​

    หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ภูฏานประกาศสร้าง GMC ด้วยมองว่าเอเชียใต้กำลังเข้าสู่ช่วงของการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากอินเดีย และในช่วง 2-3 ทศวรรษข้างหน้า จะมีโอกาสทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอีกมาก

    Rabsel อธิบายว่า ภูฏานเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ต้องการใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ GMC จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ภูฏานคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น ด้วยความสามารถในการออกแบบกฎเกณฑ์ด้าน FDI กฎระเบียบ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อนักลงทุน

    “เราต้องการให้ GMC และภูฏานทำหน้าที่เป็น ‘ประตูสู่เอเชียใต้’ สำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงการเติบโตของภูมิภาค โดยใช้ภูฏานเป็น gateway เข้าสู่ตลาดเอเชียใต้”

    อย่างไรก็ตาม GMC ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอนาคตของภูฏานด้วย โดยภูฏานนั้นมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ทั้งแนวคิด Gross National Happiness พุทธศาสนานิกายวัชรยาน การเป็นประเทศ carbon negative รวมถึงความภาคภูมิใจในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

    “เราต้องการการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งมากขึ้น แต่ไม่ได้ต้องการมุ่งสู่ทุนนิยมเพียงเพื่อความเป็นทุนนิยม เราเชื่อว่าสามารถสร้างความมั่งคั่งในรูปแบบที่ยึดองค์รวมและรอบคอบได้ เราเรียกแนวคิดนี้ว่า Mindful Prosperity หรือความมั่งคั่งอย่างมีสติ นั่นหมายถึงการทำให้ประเทศร่ำรวยขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับการสูญเสียตัวตน วัฒนธรรม ประเพณี และคุณค่าของเรา”


ปักหมุดเป็น sandbox

    แม้รายได้หลักใน GDP ของภูฏานจะมาจากการขายไฟฟ้าพลังงานน้ำ แต่ถึงอย่างนั้น “การท่องเที่ยว” ก็เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูฏานด้วย โดยเป็นอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของภาคเอกชน ทั้งในแง่การสร้าง GDP การจ้างงาน และรายได้จากเงินตราต่างประเทศ ขณะที่ GMC เองก็จะให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเช่นกัน แต่จะมีนโยบาย ระบบ และมาตรฐานที่สามารถออกแบบขึ้นใหม่ให้เหมาะกับบริบทของ GMC

    Rabsel กล่าวอีกว่า GMC ยังถูกออกแบบให้เป็น “sandbox สำหรับนวัตกรรม” หรือพื้นที่ทดลองนโยบายและแนวคิดใหม่ๆ หากต้องการทดสอบระบบหรือนโยบายใหม่ ก็สามารถทดลองใน GMC ก่อน โดยไม่ต้องนำไปใช้กับทั้งประเทศ หากได้ผล ก็สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปปรับใช้ในภูฏาน แต่หากไม่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ในวงกว้าง

    “ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของภูฏาน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการทัวร์ โรงแรม มัคคุเทศก์ ร้านอาหาร และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและรับฟังข้อเสนอแนะอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ตัดสินใจเรื่อง GMC คำถามแรกของผมจึงไม่ใช่แค่ว่าสิ่งนี้จะส่งผลต่อ GMC อย่างไร แต่คือ สิ่งนี้จะส่งผลต่อภูฏานอย่างไร เพราะเป้าหมายของเราคือให้ความสำเร็จของ GMC แปลไปสู่ความสำเร็จของภูฏาน และทำให้จำนวนผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นทั้งใน GMC และภูฏานโดยรวม”


ภาพจำลองโซนเมืองใหม่

​


สนามบินใหม่ พร้อม 5 จุดแข็งการท่องเที่ยว

    Rabsel ระบุอีกว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาภูฏานเพื่อสัมผัสวัฒนธรรม ทั้งการชมการแสดง เพลง ภูเขา และเทศกาลต่างๆ ดังนั้น GMC ไม่ได้ต้องการเข้ามาแข่งขันกับสิ่งเหล่านี้ แต่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดจากจุดแข็งของภูฏาน

    หนึ่งในนั้นคือ spiritual tourism เพราะพุทธศาสนาเป็นรากฐานสำคัญของ GMC เมืองแห่งนี้จะมีแหล่งท่องเที่ยวอย่าง 108 Stupas หรือเจดีย์ 108 องค์ที่พลเมืองภูฏานตั้งใจจะสร้างให้เสร็จในวันเดียว และศูนย์ปฏิบัติธรรมและจิตวิญญาณทางพุทธศาสนาจำนวนมาก ทำให้ GMC มีจุดหมายปลายทางด้านจิตวิญญาณที่ชัดเจน แม้ผู้มาเยือนจะไม่ใช่ชาวพุทธก็ตาม

    อีกด้านคือ health & wellness โดยต้องการให้ GMC เป็นศูนย์กลางด้าน wellness ของภูมิภาค ผ่านการนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ดั้งเดิมของประเทศแถบนี้อย่าง Sowa Rigpa มาผสานกับการแพทย์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่ศูนย์กลางด้าน medical tourism สำหรับเอเชียใต้

    ด้าน ecotourism และ wildlife tourism ก็เป็นอีกจุดแข็งของ Gelephu จากความหลากหลายทางธรรมชาติและสัตว์ป่า ทั้งช้าง, เสือโคร่งเบงกอล, หมีดำหิมาลัย และค่างทอง รวมถึงนกและพืชพรรณอีกจำนวนมาก

    นอกจากนี้ยังมุ่งเป้าไปที่ MICE tourism ที่จะครอบคลุมทั้งการประชุม อีเวนต์ และการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการจัดงานแต่งงาน รวมถึง sports tourism ที่จะเน้นกีฬาที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคอย่างคริกเก็ตและกอล์ฟ โดยปัจจุบันมีการก่อสร้างสนามกอล์ฟมาตรฐานสากล 2 แห่ง และยังมีโอกาสพัฒนาสวนน้ำหรือธีมปาร์คในอนาคต นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการดึงอีเวนต์หรือคอนเสิร์ตระดับโลกเข้ามา เพื่อให้ GMC เป็นเดสติเนชั่นใหม่ระดับโลก​

    เป้าหมายคือการทำให้ tourism products เหล่านี้เกิดขึ้นภายในประมาณ 3-4 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดใช้สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ในปี 2029 และให้โรงแรม รีสอร์ต และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ พร้อมรองรับผู้มาเยือนในช่วงประมาณปี 2030

    การจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงจึงต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้วย โดยเฉพาะสนามบิน ถนน ระบบเชื่อมต่อ และระบบขนส่งของเมือง

    โดยสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของ GMC ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบและมีระบบ ILS (Instrument Landing System) ทำให้สามารถรองรับเที่ยวบินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แตกต่างจากสนามบินหลักของชาติอย่างสนามบิน Paro ที่มีข้อจำกัดจากภูมิประเทศและสภาพอากาศ


ภาพจำลองสนามบินใหม่ที่กำลังสร้างใน Gelephu

​

    สนามบินใหม่แห่งนี้จะมีรันเวย์ยาวประมาณ 3 กิโลเมตร รองรับผู้โดยสารราว 1.3 ล้านคนในระยะแรก ก่อนขยายเป็น 3 ล้านคน และ 5 ล้านคนในระยะต่อไป โดยมีศักยภาพรองรับได้ถึง 15 ล้านคนในอนาคต

    นอกจากสนามบิน ยังมีโครงการเชื่อมต่อทางรถไฟกับอินเดีย รวมถึงถนนและทางหลวงมูลค่าราว 120–130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก เพื่อเชื่อมต่อระบบคมนาคมของ GMC ขณะที่การพัฒนาโรงแรม รีสอร์ต และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวก็เดินหน้าไปพร้อมกัน


GMC กำลังเปลี่ยนจากแผนสู่เมืองจริง

    Rabsel ระบุว่า ปัจจุบันการพัฒนา GMC กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสนามบินและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่ใจกลางเมืองมี Sugar Building ซึ่งสร้างเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง ภายในประกอบด้วยสำนักงานของ GMC และพันธมิตร พื้นที่โรงแรม รวมถึง Experience Center ที่มีพิพิธภัณฑ์ คาเฟ่ และร้านอาหาร

    ขณะเดียวกัน โซน Old Town ซึ่งเป็นชุมชนเดิมของ Gelephu ก็กำลังได้รับการปรับปรุง โดยมีบริษัทสถาปัตยกรรมจากญี่ปุ่นอย่าง Nikken Sekkri เข้ามาออกแบบ เพื่อพัฒนาเมืองและสร้างเอกลักษณ์ให้กับถนนแต่ละพื้นที่

    Rabsel ระบุว่า ภาพของ GMC น่าจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แม้การพัฒนาเมืองทั้งระบบจะต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปีหรือมากกว่านั้น

    “เป็นเรื่องยากที่จะระบุว่า GMC พัฒนาไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเมืองนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และโปรดักต์แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เห็นในวันนี้จึงอาจเปลี่ยนแปลงไปอีกมากในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะเรากำลังสร้างเมืองนี้ขึ้นจากศูนย์”


ดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ

    GMC มีพื้นที่ประมาณ 4,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 7 เท่าของสิงคโปร์ และใกล้เคียงกับพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยประมาณ 80% ของพื้นที่ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวและป่าไม้ ขณะที่พื้นที่สำหรับการพัฒนาอยู่ที่ราว 20% นอกจากนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นที่ดินของรัฐ ทำให้ GMC มีความยืดหยุ่นในการวางผังเมืองและจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับแต่ละโครงการ

    “หากนักลงทุนต้องการสร้างรีสอร์ต เราสามารถพูดคุยถึงความต้องการได้ว่าอยากอยู่ใกล้ป่า แม่น้ำ หรือห่างจากตัวเมืองมากน้อยแค่ไหน จากนั้นทีมงานจะช่วยค้นหาทำเลที่เหมาะสมและนำเสนอทางเลือก เพื่อให้นักลงทุนเดินทางมาดูพื้นที่จริงและร่วมกันตัดสินใจ นักลงทุนระยะแรกสามารถทำงานร่วมกับ GMC ได้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกทำเล รูปแบบการลงทุน ไปจนถึงการร่วมออกแบบ ecosystem ที่กำลังจะเกิดขึ้น ขณะที่ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทำเลที่ดีที่สุดบางแห่งอาจถูกจับจองไปแล้ว”

    อย่างไรก็ตาม Rabsel กล่าวว่า การพัฒนาเมืองขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องใช้เงินลงทุนสูง และภูฏานไม่สามารถจัดหาเงินทุนทั้งหมดด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันประชากรของภูฏานมีเพียงประมาณ 7-8 แสนคน ขณะที่ GMC ในระยะยาวมีเป้าหมายรองรับประชากรมากกว่า 1.2 ล้านคน จึงจำเป็นต้องดึงทั้งเงินทุน แรงงาน และผู้อยู่อาศัยจากต่างประเทศเข้ามา

    “สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าใครมีเงินทุน แต่คือคุณค่าของพันธมิตรและความสอดคล้องกับภูฏาน เวลาผมมองหาพันธมิตรด้านโรงแรมหรือธุรกิจ ผมจึงไม่ได้ถามเพียงว่าคุณมีเงินหรือไม่ แต่ถามว่าทำไมคุณถึงต้องการมาภูฏาน คุณมีคุณค่าอะไร และค่านิยมของคุณสอดคล้องกับเราหรือไม่ เมื่อพบว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชนท้องถิ่น เราจึงค่อยพูดคุยกันเรื่องธุรกิจ” Rabsel ย้ำถึงแนวคิด

    เขายังบอกอีกว่า GMC ต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายพันล้านเหรียญ จึงจำเป็นต้องใช้แหล่งเงินทุนที่หลากหลาย ทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุนรายใหญ่ สถาบันการลงทุน และ family office เพราะ GMC ไม่ใช่โครงการที่ลงทุนวันนี้แล้วต้องการผลตอบแทนในวันพรุ่งนี้ แต่ต้องใช้เวลาในการสร้างเมืองและระบบเศรษฐกิจ นักลงทุนจึงต้องเข้าใจและพร้อมรอผลลัพธ์ในระยะยาว

    “ผมมองว่าตลาดโลกกำลังมองหาเงินทุนที่มีความหมายมากขึ้น ทั้ง impact investment เงินทุนเพื่อสังคม และ family office ที่ต้องการลงทุนในโครงการที่มีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของภูฏานในด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และพุทธศาสนา และทำให้แนวคิด Mindfulness City สามารถดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าเหล่านี้ได้”


เกิดการจ้างงาน ดึงคนกลับประเทศบ้านเกิด

    อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของภูฏานในเวลานี้คือการย้ายถิ่นฐานของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งกำลังส่งผลต่อโครงสร้างแรงงานและศักยภาพในการเติบโตของประเทศ

    Rabsel กล่าวว่า ปัจจุบันมีชาวภูฏานประมาณ 60,000 คนอยู่ในออสเตรเลีย และส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวอายุราว 18-35 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนประเทศ

    “รัฐบาลภูฏานลงทุนกับคนกลุ่มนี้ผ่านการศึกษาฟรีและระบบสาธารณสุขฟรี โดยคาดหวังว่าเมื่อเรียนจบแล้ว พวกเขาจะกลับมาทำงานและสร้างประโยชน์ให้ประเทศ แต่เมื่อคนเหล่านี้เดินทางออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือภูฏานกำลังสูญเสีย productive capacity หรือศักยภาพด้านแรงงานที่สำคัญ

    “อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเราสามารถมองเรื่องนี้ได้อีกมุม หากคนหนุ่มสาวเดินทางไปออสเตรเลียเป็นเวลา 10 ปี พวกเขาอาจกลับมาพร้อมเงินออม ประสบการณ์ ทักษะใหม่ แนวคิดใหม่ และเครือข่ายจากโลกภายนอก สิ่งเหล่านี้สามารถกลายเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ดีที่สุดของภูฏาน ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำอย่างไรไม่ให้คนออกไป แต่คือการสร้างโอกาสให้พวกเขาอยากกลับมา”

    เขาบอกอีกว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนภูฏานออกไปคือเรื่องรายได้ เพราะกลุ่มงานแบบใช้แรงงานในออสเตรเลียอาจให้รายได้สูงกว่างานมนุษย์ออฟฟิศในภูฏานถึง 5-10 เท่า

    “หน้าที่ของเราคือสร้างโอกาสในภูฏานให้มากพอที่จะทำให้คนเหล่านี้เลือกกลับมา และทำให้คนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในประเทศมองเห็นอนาคตของตัวเองที่นี่ นี่คืออีกบทบาทหนึ่งของ GMC แม้ GMC จะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อแก้ปัญหาการย้ายถิ่น แต่การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่จะช่วยให้ชาวภูฏานมีทางเลือกมากขึ้น”


ภาพจำลองถนนไฮเทคในเมือง

​


คงคอนเซปต์ High Value, Low Volume

    เมื่อพูดถึงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของ GMC คือการหาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “คุณค่า” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจสำคัญของภูฏาน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าจะดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้มากแค่ไหน แต่คือ ต้องการนักท่องเที่ยวแบบไหน และการเติบโตนั้นสร้างคุณค่าให้กับภูฏานมากเพียงใด

    “ผมต้องการทั้งสองอย่าง คือจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ นโยบายการท่องเที่ยวของภูฏานคือ ‘high value, low volume’ หรือการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ปริมาณไม่มาก เราไม่ได้ต้องการ mass tourism แต่ต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับคุณค่าของภูฏาน

    “สำหรับผม คุณภาพไม่ได้หมายถึงเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ร่ำรวย แต่หมายถึงคนที่เคารพวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับ mindfulness และ spirituality และเดินทางมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่อาจสร้างความหมายหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้ เราอยากให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนภูฏานได้สัมผัสความสงบ ความเงียบ และมีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเอง” Rabsel กล่าว

    แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะภูฏานใช้นโยบาย “High Value, Low Volume” มาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวได้ง่าย แต่หากต้องการดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ก็ลดค่าเดินทาง หรือทำให้โรงแรมมีราคาถูกลง แต่คำถามคือ รายได้เหล่านั้นสร้างประโยชน์ให้ชาวภูฏานมากพอหรือไม่ เงินยังหมุนเวียนอยู่ในประเทศหรือไม่ และคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีรายได้ที่ดีขึ้นจริงหรือไม่

    “ดังนั้น High Value สำหรับเราไม่ได้หมายถึงมูลค่าสูงสำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับภูฏานด้วย ทั้งเศรษฐกิจ ชุมชน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต นี่คือเหตุผลที่เรายอมเลือกเส้นทางที่ยากกว่า” Rabsel กล่าว ก่อนจะย้ำว่า GMC ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ง่ายๆ อย่างกาสิโน เพราะนั่นไม่ใช่ตัวตนของภูฏาน และไม่สอดคล้องกับแนวคิด Gross National Happiness หรือความสุขมวลรวมของประเทศ หลักพุทธศาสนา หรือวิถีคิดของประเทศ

    “นี่สะท้อนหลักการสำคัญของ GMC คือ เราจะไม่เปลี่ยนวิสัยทัศน์หรือคุณค่าของภูฏาน สิ่งที่จะเปลี่ยนคือวิธีการที่เราใช้เพื่อไปถึงเป้าหมาย GMC จะมีความคล่องตัว ทดลองสิ่งใหม่ และสร้างนวัตกรรมมากขึ้น แต่เป้าหมายยังคงเป็น Gross National Happiness การรักษาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ชุมชน และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน”

    Rabsel กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีต ภูฏานเคยชวนโลกให้คิดใหม่ว่าการพัฒนาคืออะไร แต่วันนี้ GMC กำลังชวนให้โลกคิดใหม่ว่าความมั่งคั่งและความรุ่งเรืองควรมีหน้าตาอย่างไร โลกมีวิธีสร้างเงินและความมั่งคั่งอยู่แล้ว แต่เราต้องการรูปแบบที่มองคุณค่าอย่างรอบด้าน มีความสมดุล และยังรักษาวัฒนธรรมและคุณค่าของสังคมไว้ได้

    “ผมชอบเปรียบเทียบว่า GMC เหมือนลูกที่เกิดจากแม่เดียวกับภูฏาน DNA ยังคงเหมือนเดิม มีระบบคุณค่าเดียวกัน แต่บุคลิกและวิธีการทำงานอาจแตกต่างออกไป ดังนั้นเราไม่ได้เปลี่ยน DNA ของภูฏาน แต่กำลังสร้างวิธีใหม่ในการนำคุณค่าเดิมไปใช้ในโลกที่เปลี่ยนไป”

    ทั้งนี้ ในด้านการท่องเที่ยว ก่อนโควิด-19 ภูฏานมีนักท่องเที่ยวประมาณ 320,000 คนต่อปี ปัจจุบันอยู่ที่ราว 220,000-250,000 คน และกำลังเข้าใกล้ระดับเดิม แต่สิ่งที่ Rabsel ให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงว่าจะเพิ่มจำนวนไปถึง 300,000 คนได้เมื่อไร แต่คือคนเหล่านั้นเป็นใคร พักโรงแรมระดับไหน ใช้จ่ายเท่าไร และอยู่ในภูฏานนานแค่ไหน

    “ปัจจุบันประมาณ 70% ของนักท่องเที่ยวมาจากอินเดีย ซึ่งก็สมเหตุสมผล เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน แต่คำถามไม่ใช่ว่าเป็นนักท่องเที่ยวอินเดียหรือไม่ เพราะอินเดียมีตลาดที่หลากหลายมาก ตั้งแต่นักท่องเที่ยวที่พักโรงแรมราคาประหยัดไปจนถึงกลุ่มไฮเอนด์ คำถามคือเรากำลังดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน

    “สำหรับ GMC ผมมีความชัดเจนว่าเราต้องการปรับ positioning ไปสู่นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยมุ่งเน้นตลาดระดับ 4 ดาวขึ้นไป โดยเฉพาะ 5 ดาว แม้แต่โรงแรมระดับ 3 ดาว ผมก็ต้องการให้มีมาตรฐานสูง เราต้องการคนที่มีกำลังใช้จ่ายและเห็นคุณค่าของ GMC และสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับคนในท้องถิ่น ดังนั้น เราจะควบคุมการท่องเที่ยวให้มากขึ้นอีกเล็กน้อย ไม่ใช่เพื่อจำกัดจำนวน แต่เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นการเติบโตที่สร้างคุณค่าให้กับภูฏานจริงๆ” Rabsel กล่าวย้ำ

    ท้ายที่สุด Gelephu Mindfulness City อาจไม่ใช่เพียงโครงการสร้างเมืองใหม่หรือการลงทุนขนาดใหญ่ของภูฏาน แต่คือการเดิมพันว่า ประเทศเล็กๆ แห่งหนึ่งจะสามารถสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เชื่อมตัวเองเข้ากับเศรษฐกิจโลก และดึงเงินทุนกับคนจากทั่วโลกเข้ามาได้ โดยไม่สูญเสียตัวตน วัฒนธรรม และคุณค่าของตัวเอง

    ความสำเร็จของ GMC จึงไม่ได้วัดจากจำนวนอาคาร สนามบิน หรือเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือการพิสูจน์ว่าแนวคิด Mindful Prosperity หรือความมั่งคั่งอย่างมีสติ สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และหากทำได้ GMC ก็อาจไม่ได้เป็นเพียงเมืองใหม่ของภูฏาน แต่เป็นต้นแบบที่ชวนโลกกลับมาคิดใหม่ว่า “ความรุ่งเรืองควรมีหน้าตาอย่างไร?”



ภาพ: Gelephu Mindfulness City



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เมื่อ “ภูฏาน” สอนให้เราตกผลึก บทเรียนระหว่างทาง เปลี่ยนวิธีมองโลก เติมความหมายให้ชีวิต

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine