BGRIM จัดทัพ 4 ธุรกิจ เปลี่ยนไฟฟ้าสู่เกม Data Center-AI รับ PDP 2026 รอบใหม่ ปักเป้า 10,000 MW ปี 2573

BGRIM จัดทัพ 4 ธุรกิจ เปลี่ยนไฟฟ้าสู่เกม Data Center-AI รับ PDP 2026 รอบใหม่ ปักเป้า 10,000 MW ปี 2573

จาก Power Producer สู่ Energy Tech Company เต็มตัว! เจาะลึกก้าวสำคัญของ BGRIM ที่เปลี่ยนแผน PDP 2026 ให้เป็นโอกาสทองในการ Monetize สินทรัพย์เดิม ทั้งที่ดินและโครงข่ายสายส่ง เพื่อปั้น S-Curve ใหม่ควบคู่กับการลุย Data Center 96 MW ในชลบุรี พร้อมวางยุทธศาสตร์ GreenLeap ดันพอร์ตพลังงานสะอาดทะลุหมื่นเมกะวัตต์ วางรากฐานสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ทุกธุรกิจขาดไม่ได้


    สำหรับธุรกิจพลังงาน การเติบโตในรอบใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนเมกะวัตต์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังวัดกันที่ว่าใครสามารถเปลี่ยน “ไฟฟ้า” ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ได้เร็วกว่า และนี่กำลังเป็นโจทย์ที่ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) เร่งวางหมากรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

    จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง BGRIM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่มีกำไรสุทธิเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น ขณะที่บริษัทกำลังเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อรองรับทิศทางอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังเปลี่ยนไป

    หนึ่งในแรงส่งสำคัญคือ PDP 2026 ซึ่ง BGRIM ไม่ได้มองเป็นเพียงแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ แต่เป็นโอกาสในการเร่งทรานส์ฟอร์มจากผู้ผลิตไฟฟ้าไปสู่ energy tech company ที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ data center


ดีมานด์ไฟฟ้าใหม่ ดัน BGRIM ปรับเกมธุรกิจ

    นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM ระบุว่า ภาพใหญ่ของตลาดพลังงานกำลังเปลี่ยนจากการขายไฟฟ้าไปสู่การสร้าง ecosystem ที่เชื่อมโยงพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล data center และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

    ซึ่งตัวเลขที่สะท้อนขนาดของโอกาสคือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศในกรณี high case ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 77,374 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ขณะที่เฉพาะ data center ในพื้นที่ EEC มีโอกาสสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,000-4,000 เมกะวัตต์

    เมื่อโครงสร้างดีมานด์กำลังเปลี่ยน BGRIM จึงเลือกปรับโครงสร้างธุรกิจให้พร้อมรับความต้องการรูปแบบใหม่ โดยใช้ฐานธุรกิจพลังงานที่มีอยู่ต่อยอดไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและเทคโนโลยี

นพเดช กรรณสูต


4 เสาหลัก จาก Power Producer สู่ Energy Tech

    โดยหัวใจของการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้คือการจัดตั้ง 4 หน่วยธุรกิจที่ทำงานเชื่อมกัน ตั้งแต่ไฟฟ้า โครงข่ายดิจิทัล นิคมอุตสาหกรรม ไปจนถึง data center และพลังงานสะอาด

    ธุรกิจแรกคือ บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ซึ่งจะเป็นหัวหอกในการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเข้าสู่ digital infrastructure-as-a-service หรือ DIaaS โดยใช้ฐานจาก smart micro grid ที่มีความยาวกว่า 216.76 กิโลเมตร และเตรียมรองรับกลไก third party access หรือ TPA ที่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทภายใต้ PDP 2026

    นัยสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่การมีโครงข่ายไฟฟ้า แต่คือการเปลี่ยนโครงข่ายเดิมให้กลายเป็น infrastructure platform ที่สามารถรองรับผู้ใช้พลังงานและธุรกิจดิจิทัลในรูปแบบใหม่

    ธุรกิจที่สองคือ บี.กริม ไอเน็ต การร่วมทุนกับไอเน็ตเพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไปสู่ smart industrial estate ซึ่งเป็นการขยับจาก “นิคมที่มีไฟฟ้า” ไปสู่พื้นที่อุตสาหกรรมที่มีทั้งระบบพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความปลอดภัยของข้อมูล และ digital sovereignty

    ซึ่งนี่คือการเพิ่มมูลค่าให้กับฐานธุรกิจเดิม โดยใช้พลังงานเป็นจุดตั้งต้น แต่ขยายไปสู่บริการและโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    ธุรกิจที่สามคือ ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ซึ่งกำลังสร้าง data center ระดับ hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ในจังหวัดชลบุรี มูลค่าประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันโครงการคืบหน้ากว่า 45% และเตรียมทยอยเปิดดำเนินการบางส่วนในช่วงปลายปี 2569 ก่อนวางเป้าขยายกำลังรองรับรวมเป็น 300 เมกะวัตต์ภายในปี 2573

    ดังนั้น data center จึงถูกวางให้เป็นมากกว่าโครงการใหม่ แต่เป็นหนึ่งใน growth engine ที่จะเชื่อม BGRIM เข้ากับเมกะเทรนด์ AI และ cloud economy ซึ่งที่ผ่านมา BGRIM และ Digital Edge ได้เดินหน้าโครงการ data center ใน EEC ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับทั้ง hyperscaler, AI workloads และ enterprise digital transformation

    ส่วนเสาหลักที่สี่คือ พอร์ตพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค ภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้ากำลังผลิตตามสัญญา 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 โดยมากกว่า 50% จะมาจากพลังงานหมุนเวียน ครอบคลุมไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น

    ทั้งนี้ เมื่อมองทั้ง 4 เสารวมกัน จึงเห็นชัดว่า BGRIM กำลังเปลี่ยนพอร์ตโฟลิโอจากธุรกิจไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ไปสู่พอร์ตที่มีทั้ง energy infrastructure, digital infrastructure, data center และ renewable energy

250 MW คือรายได้ที่ไม่ต้องรอการลงทุนใหม่

    อีกมิติที่น่าสนใจของแผนนี้คือ BGRIM ไม่ได้วางการทรานส์ฟอร์มไว้เฉพาะระยะยาว แต่กำลังใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่สร้างรายได้ในระยะสั้นไปพร้อมกัน

    หนึ่งในนั้นคือกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกินที่สามารถเชื่อมต่อให้ลูกค้าได้ทันทีประมาณ 250 เมกะวัตต์ ในพื้นที่มาบตาพุดและอ่างทอง

    ซึ่งความได้เปรียบของกำลังผลิตส่วนนี้คือไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด แต่สามารถใช้กำลังผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดทางธุรกิจได้

    นั่นหมายความว่าโอกาสสร้างรายได้ไม่ได้อยู่ไกลถึงปี 2573 แต่เริ่มตั้งแต่ช่วงที่เหลือของปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570
พร้อมกันนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาดีล data center ecosystem ซึ่งเป็นการนำที่ดินพร้อมระบบไฟฟ้าไปเสนอให้กับผู้พัฒนา data center

    โมเดลนี้น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ เพราะเป็นการ monetize สินทรัพย์เดิมที่ BGRIM มีอยู่แล้ว ทั้งที่ดิน พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้า และประสบการณ์ด้านพลังงาน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผู้พัฒนา data center เพียงอย่างเดียว


Growth Engine ไม่ได้มีแค่ Data Center

    ขณะที่ data center กลายเป็น s-curve ใหม่ BGRIM ยังมี pipeline จากโครงการพลังงานสะอาดที่จะทยอยเข้ามาสนับสนุนรายได้

    หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Nakwol 1 โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งในเกาหลีใต้ ขนาด 365 เมกะวัตต์ ซึ่ง BGRIM ถือหุ้น 49% และอยู่ในกลุ่มโครงการที่คาดว่าจะ COD ภายในปี 2569 หลัง B.Grimm Power Korea เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของ Unison Co., Ltd. สัดส่วนประมาณ 85% มูลค่า 3.2 หมื่นล้านวอน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการ

    นอกจากในเกาหลีใต้แล้ว บริษัทยังมีโครงการที่เตรียมทยอย COD อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Zhongce Rubber โซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ขนาด 35 เมกะวัตต์ และ Huong Hoa 1 พลังงานลมบนฝั่งในเวียดนาม ขนาด 48 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการย่อยอื่นๆ อีกประมาณ 30 เมกะวัตต์

    ขณะเดียวกันโครงการที่เริ่มสร้างรายได้แล้ว ได้แก่ อินทรี บี.กริม โซล่าร์ ขนาด 83.79 เมกะวัตต์ ซึ่ง COD ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และโครงการ โซลาร์ลอยน้ำ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งเฟสแรกขนาด 17 เมกะวัตต์ COD เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

    ส่วนในฟิลิปปินส์ Amatera Renewable Energy Corporation หรือ ARECO ซึ่ง BGRIM ถือหุ้น 100% ได้ลงนาม REPA สำหรับโครงการ Vista Alegre Solar Farm ขนาด 50 เมกะวัตต์ จากโครงการกำลังผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์บนเกาะเนกรอส ภายใต้ Green Energy Auction-4 หรือ GEA-4

    ดังนั้นภาพที่เกิดขึ้นจึงเป็นการสร้างรายได้หลายชั้น ทั้งจากกำลังผลิตเดิม โครงการที่กำลัง COD โครงการ Renewable Energy ในต่างประเทศ และ data center ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเปิดดำเนินการ


จุดเปลี่ยนคือ “ไฟฟ้า + Data + AI”

    ท่ามกลางกระแสรายได้ที่มาจากหลายทาง สิ่งที่ทำให้แผนทรานส์ฟอร์มรอบนี้ต่างจากการขยายโรงไฟฟ้าแบบเดิมๆ คือเป้าหมายในการเข้าไปยึดหัวหาด value chain ที่เกิดจากการเติบโตของ AI

    เพราะ AI ไม่ได้ต้องการเพียง data center แต่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ ที่ดินที่เหมาะสม ระบบเชื่อมต่อ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อมใช้งาน

    BGRIM จึงพยายามวางตัวเองให้อยู่ในหลายจุดของ value chain ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงระบบโครงข่าย ที่ดิน data center และ digital infrastructure

    ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือ โครงการ data center 96 เมกะวัตต์ในชลบุรี ซึ่งมีแผนขยายเป็น 300 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนจากการขาย commodity อย่างไฟฟ้า ไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    ขณะเดียวกันการที่ BGRIM มีโครงการ data center อยู่ใน EEC ยังเชื่อมเข้ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก data center ในพื้นที่ดังกล่าว

    นี่คือเหตุผลที่บริษัทไม่ได้มอง data center เป็นเพียง “ธุรกิจใหม่” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยน business model


GreenLeap วางฐาน 10,000 MW ถึงปี 2573

    แม้บริษัทจะเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจดิจิทัลเต็มตัว แต่พลังงานสะอาดยังคงเป็นแกนหลักของการเติบโต โดยมีทัพหน้าคือยุทธศาสตร์ GreenLeap ที่ตั้งเป้าดันกำลังผลิตตามสัญญาแตะ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 พร้อมกำหนดสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้เกิน 50% ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการปั๊มรายได้ทั้งระยะกลางและระยะยาว

    โดยเฉพาะการกระจายพอร์ตไปยังเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ทำให้ BGRIM ไม่ได้ผูกความเสี่ยงไว้กับตลาดไทยเพียงแห่งเดียว โดยปัจจุบันบริษัทมีกำลังผลิตรวม 4,764 เมกะวัตต์ ดำเนินงานใน 15 ประเทศ และมุ่งสู่เป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2573 ตามแผน


SMR จิ๊กซอว์พลังงานแห่งอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ปลายทางของการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ไม่ได้จบแค่พลังงานหมุนเวียนหรือ data center เพราะ BGRIM มองข้ามช็อตไปถึงเทคโนโลยีล้ำหน้าอย่างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โดยเริ่มเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานผ่านการจับมือกับพันธมิตรทั้งในยุโรปและจีนแล้ว

    แรงผลักดันเบื้องหลังแผนนี้คือแนวคิด “อธิปไตยทางพลังงาน” (energy sovereignty) ซึ่งบริษัทมองว่าจะกลายเป็นโจทย์สำคัญในโลกยุคใหม่ที่กระหายไฟฟ้ามากขึ้น แต่ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากต้นทุนและความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงดั้งเดิม

    เมื่อนำจิ๊กซอว์ทุกชิ้นมาประกอบกัน ทั้งกำลังผลิต 250 เมกะวัตต์ที่พร้อมทำเงินทันทีในระยะสั้น, บิ๊กโปรเจกต์ data center 96 เมกะวัตต์ที่กำลังก่อสร้างและเป้าหมาย 300 เมกะวัตต์, พอร์ตพลังงานสะอาด 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2573 ไปจนถึงการเปิดประตูรับ SMR จะเห็นภาพชัดเจนว่า BGRIM ได้วางไทม์ไลน์การเติบโตไว้อย่างรัดกุม ได้แก่

    - ระยะสั้น คือ monetize สินทรัพย์เดิมและกำลังผลิตที่พร้อมใช้งาน

    - ระยะกลาง คือเร่ง data center, AI, digital infrastructure และ renewable energy

    - ระยะยาว คือสร้าง energy ecosystem ที่รวมไฟฟ้า ดิจิทัล เทคโนโลยี และพลังงานรูปแบบใหม่เข้าด้วยกัน

    ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ BGRIM จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากผลิตไฟฟ้าให้มากขึ้นเป็นใช้ไฟฟ้าเป็นฐานสร้างธุรกิจใหม่ให้มากขึ้น

    และนี่อาจเป็นความหมายของการก้าวจาก power producer สู่ energy tech company ในยุคที่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI economy

    “สำหรับหลายองค์กร แผนพลังงานชาติฉบับใหม่คือโจทย์ของการปรับตัว แต่สำหรับบี.กริม เพาเวอร์ มันคือคำอธิบายของเส้นทางที่เลือกเดินมาตลอด” นพเดชกล่าวทิ้งท้าย


ภาพ : BGRIM




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : BANPU วางเกม 5 ปี เตรียมลงทุน 3 พันล้านเหรียญ! ตั้งเป้า EBITDA เติบโต 1.5 เท่า เล็งตั้งโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ใน Texas

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine