จากไถฟีดเล่น สู่กดจ่ายในไม่กี่วินาที “ดู-เชื่อ-ซื้อ” กำลังกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคไทยในยุคอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรี่ ข้อมูลจาก KTC ชี้ว่าจำนวนธุรกรรมออนไลน์โตกว่า 25% โดยเฉพาะในช่วง Double Day
พฤติกรรมของผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ใช้เวลา “ค้นหาและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อ” กลายเป็น “ดูแล้วซื้อทันที” โดยมีทั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย โปรโมชัน และระบบชำระเงินดิจิทัลเข้ามาเร่งจังหวะการใช้จ่าย จนความเร็วกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลต่อการแข่งขันของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แบรนด์ และคนทำคอนเทนต์ ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องราคาและการมองเห็นอีกต่อไป แต่ความน่าเชื่อถือและความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ในเวลาสั้นที่สุดก็เป็นประเด็นสำคัญเช่นกัน
ตลาดอีคอมเมิร์ซ 1.6 ล้านล้าน เมื่อความเร็วไม่ใช่แค่การส่งสินค้า
กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันคือยุคของ ”Speed Economy” ที่ความเร็วไม่ได้หมายถึงแค่การจัดส่งสินค้า แต่หมายถึงความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ
อีคอมเมิร์ซจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายอีกต่อไป แต่กลายเป็น Economic Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ ตลอดจน ครีเอเตอร์ และภาคบริการดิจิทัลเข้าด้วยกันทั้งระบบ
โดยข้อมูลจาก Priceza ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในกลุ่ม B2C ปัจจุบันมีมูลค่าราว 1.6 ล้านล้านบาท เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยราว 10-20% ต่อปี และหากรวมตลาด B2B เข้าไปด้วย มูลค่ารวมอาจขยับขึ้นไปถึง 6-7 ล้านล้านบาท โดยไทยถือเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

ซื้อน้อยแต่บ่อย จำนวนธุรกรรม KTC โต 25%
ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิตเคทีซี กล่าวว่า ข้อมูลสมาชิกเคทีซีสะท้อนชัดว่า คนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี่แพลตฟอร์มบ่อยขึ้น และใช้ชีวิตบนดิจิทัลมากขึ้น
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 การใช้จ่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี่แพลตฟอร์มเติบโตอย่างชัดเจน โดยจำนวนรายการธุรกรรมเพิ่มขึ้นกว่า 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าผู้บริโภคมีความถี่ในการใช้จ่ายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่การ “ตัดสินใจเร็ว ซื้อง่าย แต่ซื้อครั้งละไม่มากและซื้อบ่อยขึ้น” โดยให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” ในทุกการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้โค้ดส่วนลดหรือโปรโมชันต่างๆ ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายที่เกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้เติบโตกว่า 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย KTC ตั้งเป้าการเติบโตของยอดใช้จ่ายทั้งปีในประเภทนี้ไว้ที่ 18%
สำหรับค่าใช้จ่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 800-1,000 บาทต่อครั้ง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เฉลี่ยราว 600 บาท โดยหมวดสินค้ายอดนิยมอันดับแรกคือกลุ่มบิวตี้ รองลงมาคือเสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน สัดส่วนการใช้จ่ายออนไลน์ของสมาชิก KTC ปัจจุบันคิดเป็นมากกว่า 40% ของการใช้จ่ายต่อคน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่อยู่ราว 20% สะท้อนว่าการใช้จ่ายผ่านช่องทางดิจิทัลกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ KTC ยังพบว่า ยอดใช้จ่ายในช่วงแคมเปญ Double Day เช่น 9.9, 11.11 และ 12.12 เติบโตต่อเนื่อง ทั้งในด้านมูลค่าการใช้จ่ายและจำนวนธุรกรรม โดยแพลตฟอร์มที่สมาชิก KTC ใช้งานมากที่สุดยังคงเป็น Shopee
“ออนไลน์เริ่มกลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายของลูกค้า และ KTC ก็เติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์มเหล่านี้” ณัฐสิทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ณัฐสิทธิ์ มองว่าในยุคที่การใช้จ่ายออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว เรื่อง “ความปลอดภัย” ถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยบริการหลังการขายและระบบตรวจสอบธุรกรรมสามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ถือบัตรได้มากขึ้น เพราะลูกค้าสามารถตรวจสอบรายการใช้จ่ายและติดต่อทีมงานของบัตรได้ทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติ
เมื่อ “ความน่าเชื่อถือ” สำคัญกว่า “Reach”
สุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจคอนเทนต์ (Content Economy) กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับการมองเห็น ไปสู่การให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น
ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล
โดยมูลค่าเศรษฐกิจคอนเทนต์ของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 4.5 หมื่นล้านบาท แม้อุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้เล่นในตลาด
ทั้งนี้ แนวโน้มของอุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า ไมโครครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม แม้อาจมี Reach ไม่สูงเท่าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ในหลายกรณีกลับสามารถสร้าง Engagement ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงได้
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แม้เศรษฐกิจชะลอ แต่คนไทยยังจ่าย! ยอดรูดบัตร KTC ด้านสุขภาพแตะ 2.7 หมื่นล้าน กลุ่มฟิตเนสโต 20% ย้ำภาพธุรกิจ Wellness มาแรง
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


