Eli Lilly บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ผู้ผลิตปากกา Mounjaro ยังคงครองแชมป์กินส่วนแบ่งในตลาดทั่วโลกมากกว่าครึ่ง ล่าสุดประกาศขยับเป้ารายได้ปี 2026 จากเดิม 8.5 หมื่นล้านเหรียญ ขึ้นเป็น 9.2 หมื่นล้านเหรียญ หลังรายได้รวมไตรมาส 3 โตแกร่งกว่าคาดอยู่ที่ 2.44 หมื่นล้านเหรียญ สูงกว่าประมาณการของตลาดที่คาดไว้ 2.26 หมื่นล้านเหรียญ
Eli Lilly บริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ทั้งรายได้และกำไร โดยมีแรงหนุนสำคัญจากความต้องการยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และยาลดน้ำหนัก ทั้ง Mounjaro รวมถึง Zepbound ที่เติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มประมาณการรายได้ตลอดปี 2026 ขึ้นสู่ระดับ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 8.5 หมื่นล้านเหรียญ
ผลประกอบการไตรมาส 3 สูงกว่าคาดการณ์
ผลประกอบการไตรมาส 3 Eli Lilly ได้รายงานกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 7.48 เหรียญ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 6.26 เหรียญ ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 2.44 หมื่นล้านเหรียญ สูงกว่าประมาณการของตลาดที่คาดไว้ 2.26 หมื่นล้านเหรียญ
ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.45 พันล้านเหรียญ หรือ 7.22 เหรียญต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.58 พันล้านเหรียญ หรือ 6.21 เหรียญต่อหุ้น โดยกำไรสุทธิในไตรมาสนี้รวมค่าใช้จ่ายพิเศษจากการทำธุรกิจและการเข้าซื้อกิจการแล้ว คิดเป็น 4.57 เหรียญต่อหุ้น
Mounjaro และ Zepbound หนุนรายได้เติบโต
ผลิตภัณฑ์กลุ่มยารักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วนยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างรายได้ให้กับบริษัท โดยมีรายละเอียดดังนี้
Mounjaro สร้างรายได้ทั่วโลกสูงถึง 1.07 หมื่นล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.01 หมื่นล้านเหรียญ โดยยอดขายในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านเหรียญ ขณะที่ยอดขายในตลาดต่างประเทศเติบโตเป็นอย่างมากถึง 93%
Zepbound สร้างรายได้ 5.35 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าประมาณการตลาดที่ 5.09 พันล้านเหรียญ โดยยอดขายส่วนใหญ่มาจากตลาดสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความต้องการยาทั้งสองชนิดยังคงแข็งแกร่ง แม้บริษัทเผชิญแรงกดดันจากราคาขายสุทธิที่ลดลงในตลาดสหรัฐฯ จากข้อตกลงด้านราคายาที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้าและตลาดธุรกิจนี้ยังมีการแข่งขันสูง
Foundayo ยาลดน้ำหนักชนิดเม็ด ยอดขายต่ำกว่าคาด
แม้ผลิตภัณฑ์หลักจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ Foundayo ซึ่งเป็นยาลดน้ำหนักชนิดรับประทานตัวใหม่ที่เปิดตัวในสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน ทำรายได้ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 184 ล้านเหรียญ ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ประมาณ 229 ล้านเหรียญ
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าจำนวนใบสั่งยาและผู้ป่วยรายใหม่ที่เริ่มใช้ Foundayo ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยประมาณ 40% ของผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาลดน้ำหนักชนิดรับประทานเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ Lilly อีกทั้งบริษัทยังคาดการณ์ว่า Foundayo จะได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสหรัฐฯ ภายในไตรมาส 4 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในระยะต่อไป
รายได้ในสหรัฐฯ และต่างประเทศเติบโตแข็งแกร่ง
เมื่อพิจารณารายได้ตามภูมิภาค Eli Lilly ยังคงสร้างยอดขายได้ดีทั้งในตลาดสหรัฐฯ และต่างประเทศ
ตลาดสหรัฐฯ รายได้เพิ่มขึ้น 34% อยู่ที่ 1.51 หมื่นล้านเหรียญ ปริมาณการขายโต 41% จากความต้องการ Mounjaro และ Zepbound เป็นหลัก แม้ราคาขายสุทธิลดลง 7%
ตลาดต่างประเทศ รายได้เพิ่มขึ้น 47% อยู่ที่ 9.3 พันล้านเหรียญ ปริมาณการขายโต 76% แม้ราคาขายสุทธิลดลง 29% จากการแข่งขันสูง
ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปี 2026 แต่ลดกรอบกำไรต่อหุ้น
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง Eli Lilly ได้ประกาศปรับเพิ่มประมาณการรายได้ตลอดปี 2026 จากเดิม 8.5-8.7 หมื่นล้านเหรียญ ให้เพิ่มขึ้นเป็น 9.1-9.2 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นต่อตลาดยารักษาโรคอ้วนและเบาหวานที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับลดกรอบคาดการณ์กำไรต่อหุ้นลงมาเล็กน้อย จากเดิม 35.50-36.50 เหรียญ เป็น 35-36 เหรียญ โดยบริษัทชี้แจงว่าได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากการดำเนินงานพื้นฐานขึ้น 4.07 เหรียญต่อหุ้น และถูกหักล้างด้วยค่าใช้จ่ายจากธุรกรรมและการเข้าซื้อกิจการจำนวน 4.57 เหรียญต่อหุ้น
ครองส่วนแบ่งตลาดยารักษาโรคอ้วนและเบาหวาน
บริษัท Eli Lilly ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดยารักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วนไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 3 บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ มากเกินกว่าครึ่งอยู่ที่ 63% ขณะที่คู่แข่งอย่าง Novo Nordisk มีส่วนแบ่ง 36.6%
สำหรับตลาดต่างประเทศ Lilly มีส่วนแบ่งตลาด 58.4% เทียบกับ Novo Nordisk ที่ 41.6% นอกจากนี้ บริษัทระบุว่า 7 ใน 10 ของใบสั่งยากลุ่มยาฉีดรักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วนในสหรัฐฯ เป็นผลิตภัณฑ์ของ Lilly
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังประเมินว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การรักษาโรคอ้วนในสหรัฐฯ เพียง 3-10% เท่านั้นที่เข้าถึงการรักษาได้ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดธุรกิจยารักษาโรคดังกล่าวยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะหลังการขยายความคุ้มครองการรักษาโรคอ้วนผ่านโครงการนำร่อง Medicare ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้ที่ได้รับสิทธิ์ประกันสุขภาพของรัฐสามารถเข้าถึงยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ได้ง่ายขึ้นหลังจากโครงการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
แปลและเรียบเรียงจาก : Eli Lilly hikes sales outlook, as CEO says there’s room for ‘dramatic’ obesity market expansion
ภาพ : Eli Lilly
ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สิ้นมนตร์ Labubu? Pop Mart เจอศึกหนัก ยอดขายทั่วโลกดิ่ง 50% หุ้นร่วงกว่าครึ่ง
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


