มุมมองจากซีอีโอ JPMorgan “ทักษะ” สำคัญกว่าใบปริญญา สู่การรื้อระบบจ้างงาน เลิกดูเกรด หันมาวัดกันที่ฝีมือ

มุมมองจากซีอีโอ JPMorgan “ทักษะ” สำคัญกว่าใบปริญญา สู่การรื้อระบบจ้างงาน เลิกดูเกรด หันมาวัดกันที่ฝีมือ

โลกเปลี่ยนไปแล้ว! การมีทักษะเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ธุรกิจกำลังมีภาษีดีกว่าการถือใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยดัง “Jamie Dimon” ตอกย้ำเทรนด์นี้ด้วยการปรับกฎระเบียบของ JPMorgan หันมาจ้างงานแบบวัดกันที่ฝีมือ พร้อมเสนอแนะให้โรงเรียนมัธยมเร่งปรับหลักสูตรสอนทักษะวิชาชีพ เพื่อปูทางให้เด็กยุคใหม่คว้าเงินเดือนหลักล้านได้โดยไม่ต้องเรียนต่อ


    อ้างอิงรายงานจาก CNBC ระบุว่า Jamie Dimon ซีอีโอวัย 68 ปีของ JPMorgan Chase หนึ่งในผู้บริหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งวอลล์สตรีท ยังคงย้ำจุดยืนที่เขาเชื่อมาโดยตลอดว่า "ทักษะ" มีความสำคัญเหนือกว่าวุฒิการศึกษาในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน

    ในการให้สัมภาษณ์ผ่านวิดีโอซีรีส์ This is Working บนแพลตฟอร์ม LinkedIn Dimon กล่าวว่า การสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างกลุ่ม Ivy league หรือการมีผลการเรียนที่โดดเด่น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบุคคลนั้นจะประสบความสำเร็จในการทำงานเสมอไป

    "ผมไม่คิดว่าการที่คุณจบจากมหาวิทยาลัยกลุ่มไอวีลีก (Ivy league) หรือมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม จะเป็นเครื่องการันตีว่าคุณต้องเป็นคนทำงานที่ยอดเยี่ยมเสมอไป ถ้าคุณลองมองลึกลงไปที่ความสามารถของผู้คน มันน่าทึ่งมากที่หลายคนมีทักษะความเชี่ยวชาญสูงมาก ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยปรากฏอยู่บนเรซูเม่ของพวกเขาเลย" Dimon กล่าว


Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan Chase

ฉีกกฎรับสมัครงาน โฟกัสที่ฝีมือ

    เพื่อสอดรับกับวิสัยทัศน์ดังกล่าว ปัจจุบัน JPMorgan Chase ได้ปรับโครงสร้างการรับสมัครงานครั้งใหญ่ โดยหันมามุ่งเน้น "การจ้างงานที่อิงจากทักษะ" (skills-based hiring) และยกเลิกเงื่อนไขด้านวุฒิการศึกษาในหลายตำแหน่ง ซึ่งโฆษกของธนาคารยืนยันว่า กว่า 80% ของตำแหน่งงานสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานเต็มเวลาในปัจจุบัน ไม่มีการระบุข้อกำหนดเรื่องวุฒิปริญญาตรีอีกต่อไป

    ซึ่งทิศทางใหม่นี้ไม่ได้ทำไปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์สภาพตลาดแรงงานในปัจจุบัน เพราะข้อมูลทางสถิติของสหรัฐฯ ล่าสุดชี้ว่า ชาวอเมริกันถึง 62% ไม่มีวุฒิปริญญาตรี การตั้งกำแพงด้านการศึกษาจึงเปรียบเสมือนการปิดประตูใส่คนเก่งนับล้านคนที่มีประสบการณ์ตรงแต่ขาดใบปริญญา ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสเข้าถึงตำแหน่งงานที่ให้ผลตอบแทนสูง


วิกฤตขาดคน ดันเทรนด์ “ไม่พึ่งปริญญา” โตกระโดด

    ยิ่งไปกว่านั้น จุดเปลี่ยนสำคัญที่เข้ามาเร่งให้เทรนด์การเลิกพึ่งพาใบปริญญาขยายตัวอย่างรวดเร็ว คือช่วงที่เกิดปรากฏการณ์การลาออกครั้งใหญ่หรือ "The Great Resignation" ซึ่งเป็นจังหวะที่หลายองค์กรต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพนักงานอย่างหนัก จนต้องยอมรื้อกระบวนการสรรหาใหม่และขยายฐานกลุ่มผู้สมัครให้กว้างขึ้น

    แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดจากผลสำรวจของ ZipRecruiter ในกลุ่มนายจ้างสหรัฐฯ กว่า 2,000 ราย ที่พบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา เกือบครึ่งหนึ่ง (45%) ได้ถอดเงื่อนไขเรื่องวุฒิการศึกษาออกจากบางตำแหน่งงานเป็นที่เรียบร้อย และกว่า 75% ให้ความสำคัญกับการพิจารณาทักษะมากกว่าการดูแค่ชื่อสถาบันที่จบมา

    นอกจากนี้ ข้อมูลจาก McKinsey & Co. ยังช่วยตอกย้ำภาพนี้ให้ชัดเจนขึ้น โดยชี้ว่าคนทำงานที่ไม่มีใบปริญญากำลังมีบทบาทสำคัญในสายงานที่ให้ผลตอบแทนสูงหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการโครงการก่อสร้าง หัวหน้าฝ่ายขาย นักพัฒนาเว็บไซต์ ไปจนถึงงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และสายเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ล้วนต้องการทักษะทางเทคนิคหรือใบรับรองวิชาชีพเฉพาะทาง มากกว่าใบปริญญาในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปี

    อย่างไรก็ตาม แม้เทรนด์นี้จะดูเป็นที่นิยม แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ กลับพบว่าไม่ใช่ทุกองค์กรที่ประกาศลดเงื่อนไขใบปริญญาแล้วจะสามารถทำได้จริงตามที่พูดไว้ โดยข้อมูลจากรายงานร่วมระหว่าง Harvard Business School และ Burning Glass Institute (BGI) ซึ่งวิเคราะห์การจ้างงานกว่า 11,000 ครั้ง ในช่วงปี 2014-2023 เปิดเผยข้อเท็จจริงว่า มีนายจ้างเพียง 20% เท่านั้นที่สามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการรับบุคลากรที่ไม่มีปริญญาได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้กลุ่มผู้บริหารระดับสูงจะตื่นตัวกับแนวคิดนี้มากแค่ไหน แต่ระบบและแนวปฏิบัติพื้นฐานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในหลายบริษัทยังคงปรับตัวตามไม่ทัน


แก้เกมระดับโครงสร้าง เริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่มัธยมฯ

    เพื่อให้การจ้างงานที่เน้นทักษะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง Dimon กล่าวทิ้งท้ายว่า จุดเริ่มต้นต้องมาจากโครงสร้างพื้นฐานอย่าง "โรงเรียนมัธยมปลาย" ที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้ตอบโจทย์โลกการทำงานจริงมากขึ้น

    เพราะหากโรงเรียนสามารถสอดแทรกทักษะจำเป็นเข้าไปในหลักสูตรได้ทันที เช่น การบริหารโครงการ, การเงินพื้นฐาน, การวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) และความปลอดภัยทางไซเบอร์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เด็กหนุ่มสาวจำนวนมากพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน และสามารถคว้างานที่มีรายได้เริ่มต้นสูงกว่า 65,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปี หรือประมาณ 2.3 ล้านบาท ได้ทันที โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้สินเพื่อกู้ยืมเงินเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย

    "มันเป็นผลดีต่อสังคม เป็นผลดีต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ ผมเชื่อว่าบริษัทส่วนใหญ่อยากทำแบบนี้ เพียงแต่ที่ผ่านมาประเทศของเรายังไม่ได้เริ่มลงมือทำอย่างจริงจังเท่านั้นเอง" Dimon กล่าว


แปลและเรียบเรียงจากบทความ : Jamie Dimon: Skills are ‘far more important’ than a college degree in hiring

ภาพ : ANGELA WEISS / AFP, Magnific




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ชีวิตเศรษฐี ต้องมีทีมดูแล เปิดเงินเดือน “ทีมงานหลังบ้าน” คนรวย ค่าตัวพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เชฟส่วนตัวรายได้แตะ 3 แสนเหรียญต่อปี

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine