เด็กเกิดน้อย ฐานผู้เรียนคนไทยหดตัว ขณะที่คนรุ่นใหม่มีทางเลือกอาชีพมากขึ้น ทั้งทำธุรกิจและเป็น KOL พร้อมคำถามว่า “ปริญญา” ยังสำคัญแค่ไหนในโลกยุค AI ทำให้มหาวิทยาลัยต้องเร่งปรับตัว หนึ่งในนั้นคือ “ABAC” ที่เลือกเดินเกมเข้าหานักเรียน มีหลักสูตรและวิชาที่ยืดหยุ่น พร้อมสร้างคนให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างชัดเจน รายงานจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 416,574 คน ลดลงจาก 462,240 คนในปี 2567 และลดลงจาก 702,761 คนในปี 2560 ขณะที่จำนวนประชากรทั้งประเทศ ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 65.81 ล้านคน และลดลงต่อเนื่อง สะท้อนภาพสังคมที่มีจำนวนเด็กและคนวัยทำงานลดลง ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงโครงสร้างตลาดแรงงานหรือระบบสวัสดิการในอนาคต แต่กำลังส่งแรงกดดันมายังภาคการศึกษา โดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องเผชิญกับฐานผู้เรียนที่มีแนวโน้มเล็กลง ขณะที่จำนวนสถาบันที่เปิดสอนระดับปริญญายังมีอยู่จำนวนมาก ทำให้การแข่งขันเพื่อดึงดูดนักศึกษารุนแรงขึ้น พร้อมกับโจทย์ใหม่จากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มีทางเลือกในการสร้างอาชีพมากกว่าเดิม ทั้งการทำธุรกิจของตัวเอง การเป็น KOL (key opinion leader) หรือการเลือกพัฒนาทักษะเฉพาะด้านโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบปริญญา
นี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจการศึกษาไทยว่า มหาวิทยาลัยจะปรับตัวอย่างไร เมื่อ “เด็ก” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบอุดมศึกษามีจำนวนลดลง ขณะเดียวกันผู้เรียนก็เริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นของปริญญา และมองเห็นเส้นทางอาชีพที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะในโลกที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนทั้งรูปแบบการเรียนรู้และตลาดแรงงาน
Forbes Thailand มีโอกาสร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) ในประเด็นอนาคตการศึกษาและการปรับตัวของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก

ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) กล่าวว่า ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันที่สามารถให้ปริญญาตรีได้ประมาณ 400 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่จำนวนนักศึกษาที่จะเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยช่วงปลายปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 400,000 คน จากเมื่อ 10 ปีก่อนที่มีประมาณ 1 ล้านคน ทำให้สถาบันการศึกษาจำนวนมากต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้ผู้เรียน พร้อมกับต้องรักษามรดก ประวัติศาสตร์ และปณิธานในการก่อตั้งของแต่ละสถาบันเอาไว้
“แต่ละแห่งต้องสะท้อนจุดแข็งและจุดขาย” ภราดา ดร.ศิริชัย กล่าว พร้อมมองว่า คำถามสำคัญไม่ใช่การถามว่าอนาคตของ ABAC จะเป็นอย่างไร แต่ควรถามว่า ABAC จะอยู่อย่างไรในอนาคต เพราะมหาวิทยาลัยต้องยืนหยัดต่อไป ทันต่อโลกและความต้องการที่เปลี่ยนแปลง โดยไม่สูญเสียจุดยืนของตัวเอง ซึ่งสำหรับ ABAC คือการสร้างผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจไทยที่สามารถยืนอยู่ในระดับสากลได้
โจทย์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางโครงสร้างประชากรไทยที่เปลี่ยนไป คนเกิดน้อยลงและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ตลาดแรงงานยังต้องการบุคลากรที่มีความสามารถและทักษะหลากหลาย
อย่างไรก็ตาม ภราดา ดร.ศิริชัย มองว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีในตลาดแรงงานไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว และไม่ควรมองว่า AI หรือเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่คนที่ไม่เก่ง แต่สิ่งสำคัญคือการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะหลากหลาย ทั้งภาษา เทคโนโลยี ค่านิยม การพัฒนาบุคลิกภาพ การคิดวิเคราะห์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น
“อัสสัมชัญของเรายังอยู่ตรงนี้ 2 แคมปัส เกือบ 60 ปี ยังไม่สูญหาย ยังต้องไปต่อ แต่จะยืนหยัดอย่างไรเป็นเรื่องที่เราต้องค่อยๆ ปรับ ทั้งแนวคิด กระบวนการ และแผนงาน ไม่ใช่แค่เรื่องหลักสูตรหรือตัวหนังสืออย่างเดียว” ภราดา ดร.ศิริชัย กล่าว

“ปริญญา” ยังสำคัญ แต่ “ทักษะ” คือโจทย์ของคนรุ่นใหม่
ในมุมของมหาวิทยาลัย การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากจำนวนผู้เรียนที่ลดลง แต่ยังเกิดจากพฤติกรรมและความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีทางเลือกมากขึ้นในการสร้างอาชีพ
ดร. ชญาดา ธนวิสุทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า คนรุ่นปัจจุบันและเจนอัลฟ่าที่กำลังจะเข้ามาในระบบ มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง
คนรุ่นใหม่มีทั้ง “choice” และ “chance” ที่สำคัญคือสามารถ “choose” ได้ด้วยตัวเอง การเข้ามาเรียนในระบบมหาวิทยาลัยจึงควรช่วยให้ผู้เรียนสามารถเลือกได้อย่างถูกต้อง เช่น การใช้ AI อย่างถูกต้อง มีคุณธรรมและจริยธรรม โดยมหาวิทยาลัยยังเป็นศูนย์รวมขององค์ความรู้ มีอาจารย์เป็นผู้สอนและนำทาง ขณะที่ AI เป็นเครื่องมือ
ด้าน ภราดา ดร.ศิริชัย กล่าวว่า ปริญญาไม่ได้หมดความสำคัญ แต่คุณค่าของการศึกษาอาจต้องถูกมองกว้างกว่าการได้รับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องมองต่อไปคือ สังคมต้องการอะไรในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะบุคลากรที่จะเข้ามาพยุงระบบเศรษฐกิจ คนเหล่านี้ต้องมีทั้งความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการ ขณะที่การมีหรือไม่มีปริญญาอาจไม่ใช่ประเด็นเดียว เพราะแม้ผู้เรียนมี “ใบเบิกทาง” หรือสิ่งที่รับประกันความสามารถในระดับหนึ่ง แต่ก็อาจไม่ได้รับประกันว่าจะมีความสามารถตรงกับที่นายจ้างคาดหวัง
ดังนั้น คนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตจำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลาย ทั้งการใช้เทคโนโลยี ภาษา การบริหารจัดการ การตัดสินใจ การวิเคราะห์ และการวางแผน รวมถึงความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยภราดา ดร.ศิริชัย เน้นเรื่อง “resilience” หรือความสามารถในการรับมือและยืนหยัดกับสถานการณ์ ซึ่งมีความหมายมากกว่าแค่การปรับตัว
นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจเรื่อง cost-effectiveness ในการทำงานและการใช้ทรัพยากร ซึ่งไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการบริหารหน้าที่การงาน สุขภาพของตัวเอง และทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดความคุ้มค่า โดยไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่อาจมีจุดยืนของตัวเอง แต่ก็ต้องสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและสร้างเครือข่ายได้ เพราะในมุมของการทำธุรกิจ การทำงานไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกัน ทั้งการควบรวม การร่วมทุน หรือการผนึกกำลังกัน และท้ายที่สุดผู้เรียนต้องสามารถพิสูจน์ระหว่างเส้นทางการทำงานได้ว่าความสามารถของตัวเองตอบโจทย์องค์กรหรือหน่วยงานอย่างไร
“ขอย้ำว่าความรู้ความสามารถยังจำเป็น และต้องเป็นซอฟต์สกิลที่หลากหลาย ประกอบกับทัศนคติ” ภราดา ดร.ศิริชัย กล่าว

มหาวิทยาลัยยุคใหม่ ต้องไม่รอเด็กเข้าหา
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า ในการสร้างบุคลากร องค์กรไม่ได้มองเพียงใบปริญญา แต่ต้องดูว่าบุคคลนั้นสามารถทำอะไรได้ แต่ปริญญายังคงมีความสำคัญในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการทำงานในบางหน่วยงาน เช่น หน่วยงานภาครัฐ
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยต้องมีส่วนช่วยสร้างเครื่องมือให้คนรุ่นใหม่รับมือกับความกังวลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นความกลัวว่า AI จะเข้ามาแทนที่งาน หรือความกังวลว่าจะไม่มีงานทำในอนาคต เครื่องมือดังกล่าวคือความรู้และซอฟต์สกิล ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ หากไม่มีพื้นฐานดังกล่าวและต้องไปค้นหาด้วยตัวเองทั้งหมด ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้
อีกโจทย์ที่มหาวิทยาลัยต้องรับมือคือ คนรุ่นใหม่บางส่วนไม่ได้มองว่าความสำเร็จในชีวิตจำเป็นต้องเกิดจากการทำงานในองค์กร โดยบางคนเลือกไม่เรียนมหาวิทยาลัยและมุ่งไปสู่การเป็น KOL หรือสร้างธุรกิจของตัวเอง
“มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องฟังทั้งผู้เรียนและนายจ้าง เพราะในอดีตอาจมีกรณีที่ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วไม่สามารถตอบโจทย์การทำงานได้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องรับฟังว่านายจ้างต้องการคนแบบใด เพื่อนำไปปรับทั้งการเรียนการสอน การปลูกฝัง และวิธีการให้ความรู้ รวมถึงต้องมองไปถึงนโยบายและความต้องการของประเทศและนานาชาติ...มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวและยึดว่าฉันเก่ง อยากรู้ต้องมาเรียนกับฉัน ผมว่าแย่” ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สุวัฒน์ กล่าว
ด้าน ดร.ชัยณรงค์ รุ่งเรืองอาภรณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่เลือกไม่เรียนต่อในมหาวิทยาลัย เพราะต้องการทำธุรกิจของตัวเองหรือเป็น KOL แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเป็น KOL หรือสร้างธุรกิจของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็มีคนรุ่นใหม่อีกกลุ่มที่เลือกเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย เพียงแต่สถาบันการศึกษาต้องยอมรับว่ากลุ่มที่เลือกไม่เรียนต่อกำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้น และต้องหาวิธีตอบโจทย์คนทั้งสองกลุ่ม
สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าความรู้ ทักษะ และปริญญาจากมหาวิทยาลัยจำเป็นสำหรับตัวเองหรือไม่ แต่ต้องการทักษะบางอย่างไปต่อยอด มหาวิทยาลัยก็ต้องพิจารณาว่ามีความรู้ เนื้อหา หรือหลักสูตรระยะสั้นแบบใดที่ตอบโจทย์ได้ และเมื่อคนกลุ่มนี้ค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มเติม ก็อาจตัดสินใจเข้ามาอยู่ในระบบมหาวิทยาลัยในภายหลัง โดยปริญญาอาจกลายเป็นใบเบิกทางอีกใบหนึ่งสำหรับการต่อยอดธุรกิจ
ส่วนผู้เรียนที่เลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย ดร.ชัยณรงค์ กล่าวว่า ความสำเร็จในการทำงานไม่ได้เกิดจากความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถและทักษะด้วย เพราะความรู้จำนวนมากสามารถค้นหาได้อย่างรวดเร็ว แต่การทำงานกับคนจริงๆ จำเป็นต้องใช้ทักษะด้านมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ากับผู้อื่น การสื่อสาร และความสามารถในการทำงาน
ดังนั้น รูปแบบการเรียนการสอนจึงต้องเปลี่ยนจากการนั่งฟังเลกเชอร์ไปสู่การลงมือทำและ active learning เพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม ซึ่ง ดร.ชัยณรงค์ มองว่าเป็นทักษะที่หายไปส่วนหนึ่งในช่วงโควิด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ไม่ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย
ในด้านการปรับหลักสูตร แม้ตามกฎของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม การปรับหลักสูตรจะทำได้ทุก 5 ปี แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยยังสามารถปรับย่อยในแต่ละหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาว่าควรเพิ่มหรือปรับรายวิชาใดให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และความต้องการของตลาดและผู้เรียนมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ ESG การเปิดโอกาสให้นักศึกษาไปฝึกงานต่างประเทศและมีรายได้ระหว่างเรียน รวมถึงการสอดแทรกทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์ใหม่ เช่น การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ อีสปอร์ต เวลเนส ไลฟ์สตรีมมิ่ง และไลฟ์คอมเมิร์ซ ตลอดจนการใช้ AI
สำหรับ ABAC จุดแข็งอีกด้านคือการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษา หรือ ecosystem ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงนักศึกษา อาจารย์ และหลักสูตร แต่รวมถึงเทคโนโลยี คอนเนคชั่น พาร์ตเนอร์ รวมถึงเครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้อง ซึ่งสามารถกลายเป็นโอกาสให้ผู้เรียนต่อยอดหลังเรียนจบ
“หนึ่งใน DNA ของ ABAC คือความเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องจบออกไปทำธุรกิจของตัวเอง แต่หมายถึงการมีความรู้รอบด้าน กล้าคิดต่าง กล้ารับความเสี่ยง และมีความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้ง ABAC ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนข้ามคณะ เช่น นักศึกษาด้านธุรกิจสามารถไปเรียนภาษาที่สามกับคณะศิลปศาสตร์ได้” ดร.ชัยณรงค์ กล่าว

เด็กน้อยลง มหาวิทยาลัยต้องขยายฐานผู้เรียน
สำหรับ ABAC ปัจจุบันมี 10 คณะใน 2 วิทยาเขต โดย 3 คณะที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ บริหาร ศิลปศาสตร์ และวิศวกรรม มีนักศึกษารวม 7,500 คน ครอบคลุมระดับปริญญาตรี โท และเอก แบ่งเป็นนักศึกษาไทยประมาณ 3,800 คน และนักศึกษาต่างชาติประมาณ 3,500 คน จาก 60 ประเทศ โดยกลุ่มนักศึกษาต่างชาติที่มีจำนวนมากที่สุดมาจากเมียนมา ประมาณ 2,200 คน ขณะที่นักศึกษาจีนมีประมาณ 865 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก รวมถึงอาจารย์ ผู้ประกอบการ และผู้บริหารที่เข้ามาศึกษาต่อ
สัดส่วนนักศึกษาไทยและต่างชาติของ ABAC ที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน สะท้อนอีกด้านของการเปลี่ยนแปลงในตลาดการศึกษาไทย เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ฐานผู้เรียนในประเทศมีแนวโน้มเล็กลง และมหาวิทยาลัยต้องมองหาโอกาสจากผู้เรียนต่างชาติ หรือผู้เรียนกลุ่มอื่นๆ เพิ่มขึ้น
ภราดา ดร.ศิริชัย กล่าวว่า แม้ผู้เรียนบางส่วนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการได้รับปริญญา แต่พันธกิจของมหาวิทยาลัยยังคงเป็นการให้ความรู้ และในอนาคตกลุ่มเป้าหมายของมหาวิทยาลัยอาจขยายไปยังคนที่มีอายุมากขึ้น แม้จำนวนผู้เรียนระดับปริญญาจะลดลง แต่ความต้องการทักษะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การฟื้นฟูทักษะ และการเพิ่มทักษะยังมีอยู่
แนวคิดดังกล่าวทำให้มหาวิทยาลัยอาจไม่ได้มองตัวเองเพียงในฐานะสถาบันสำหรับเด็กที่จบมัธยมและเข้ามาเรียนปริญญา แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ต้องการเรียนรู้ในช่วงต่างๆ ของชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ABAC ที่มองว่าพันธกิจในการพัฒนาคนและรับใช้สังคมยังคงมีต่อไป แม้บริบทของผู้เรียนจะเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน การแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนไปจากเดิม จากในอดีตที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายเข้าหาสถาบันผ่านระบบแอดมิชชันหรือเอ็นทรานซ์ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต้องทำการตลาดและเข้าหานักเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะการลงไปสื่อสารกับนักเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย เพราะตัวเลือกในระบบการศึกษามีมากขึ้น
ABAC ปรับเกม เข้าหาผู้เรียนโดยตรง
ภราดา ดร.ศิริชัย กล่าวว่า เมื่อมหาวิทยาลัยต้องประชาสัมพันธ์และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนเข้ามารู้จักสถาบันมากขึ้น หรือหากผู้เรียนไม่เข้ามา มหาวิทยาลัยก็ต้องเป็นฝ่ายไปหา จึงเป็นที่มาของการจัดงาน ABAC CONNEXT 2026 ในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน
ภายในงานมีเวที “The Future of University Forum” สำหรับแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของมหาวิทยาลัยและโลกการทำงาน พร้อมผู้บริหารองค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา รวมถึงกิจกรรม AI Career Match & Entrepreneurial DNA Test เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพและความถนัด พร้อมแนะนำเส้นทางการศึกษาและอาชีพ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมพูดคุยกับคณาจารย์และทีมแอดมิชชันจากทุกคณะ
ในวันที่จำนวนเด็กใหม่ลดลงและผู้เรียนมีทางเลือกมากขึ้น โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มหลักสูตรหรือทำการตลาดเพื่อดึงนักศึกษา แต่เป็นการตอบคำถามว่ามหาวิทยาลัยจะสร้างคุณค่าอะไรให้กับผู้เรียนได้บ้าง ทั้งในวันที่ปริญญายังเป็นเป้าหมายของคนกลุ่มหนึ่ง และวันที่คนอีกกลุ่มอาจเลือกเส้นทางอาชีพอื่นก่อนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัย
สำหรับ ABAC คำตอบที่กำลังเดินหน้าคือการรักษาจุดยืนของสถาบันไว้ พร้อมปรับแนวคิด กระบวนการ และแผนงานให้ทันกับผู้เรียน ตลาดแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยังยืนยันว่าความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนคติ ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้เรียนจำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางอาชีพในรูปแบบใดก็ตาม
ภาพ: มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เครือซีพีเปิดเกม “สร้างคน” รับโลก AI ดันโครงการ CP-CoEX ปั้นคนไทยสู่ผู้นำแห่งอนาคต
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


