หน้าฝนใครว่าขายไอศกรีมไม่ได้? แกร็บเปิดอินไซต์ปรากฏการณ์ไวรัล “เจลาโต้” ดันยอดสั่งเดลิเวอรีพุ่ง 70% ขณะที่คนแห่ซื้อแบบกระปุกตุนที่บ้านเพิ่มถึง 2 เท่าตัว ชี้พฤติกรรมกลัวตกเทรนด์ (FOMO) ช่วยดึงลูกค้าหน้าใหม่เข้าแอปสูงถึง 40% ปลุกสมรภูมิไอศกรีม 2.5 หมื่นล้านให้กลับมาคึกคัก ดันบิ๊กแบรนด์ “สเวนเซ่นส์-แดรี่ควีน-มี่เสวี่ย” กวาดแชมป์ยอดขาย พร้อมหนุนร้านสเปเชียลตี้โตกระโดด โดยลูกค้ายินดีควักกระเป๋าจ่ายเฉลี่ย 150-300 บาทต่อบิล
ตามปกติแล้วฤดูฝนมักจะถูกจัดให้เป็นช่วงโลว์ซีซั่นของตลาดไอศกรีม ทว่าในปีนี้พฤติกรรมผู้บริโภคกลับพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อกระแสไวรัลบนโลกโซเชียลที่แห่รีวิว "เจลาโต้ระดับอัลตร้าสมูท" ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ ปลุกสมรภูมิไอศกรีมมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาทให้กลับมาคึกคักอย่างคาดไม่ถึง และส่งอานิสงส์เชิงบวกตั้งแต่บิ๊กคอร์ปอเรต ร้านคราฟต์ไอศกรีมขนาดเล็ก ไปจนถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี
จิรกิตติ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยอินไซต์ที่น่าสนใจว่า ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยอดขายไอศกรีมบนแพลตฟอร์มเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่กระแสเจลาโต้กำลังพีค ยอดสั่งไอศกรีมแบบพร้อมทานผ่าน GrabFood ขยับตัวสูงขึ้นถึง 70% ขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อไอศกรีมแบบควอทหรือแบบกระปุกไปตุนไว้ที่บ้านผ่าน GrabMart ก็พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่าตัว
ที่น่าจับตาคือ ปรากฏการณ์นี้สามารถดึงดูด "ลูกค้าใหม่" ที่ไม่เคยสั่งไอศกรีมผ่านแอปพลิเคชันมาก่อนได้ถึง 40% สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดการค้นหาคำว่า “gelato” และ “เจลาโต้” บนแพลตฟอร์มที่พุ่งทะยานทะลุปรอทมากกว่าเดิมถึง 6 เท่า

อิทธิพลโซเชียลพลิกเกม ดัน “สินค้าทดแทน” คว้าโอกาสทอง
แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมือง เมื่อเกิดกระแสหรือความต้องการทดลองชิมแต่ไม่สามารถเข้าถึงแบรนด์ต้นทางที่อยู่ในกระแสได้ ผู้บริโภคจึงเลือกที่จะมองหา "สินค้าทดแทน" ในราคาที่จับต้องได้และเข้าถึงง่ายกว่า กลายเป็นจังหวะคว้าโอกาสทางธุรกิจของแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในตลาดอย่างปฏิเสธไม่ได้
เปิดโผแบรนด์ฮิต บิ๊กเนมยังแกร่ง-สเปเชียลตี้โตกระโดด
และเมื่อกางตะกร้าสินค้าของลูกค้า Grab ดูว่าใครคือผู้คว้าโอกาสนี้ไปได้มากที่สุด พบว่าแชมป์ยอดขายยังคงตกเป็นของบิ๊กแบรนด์ที่มีสาขาแน่นหนาอย่าง สเวนเซ่นส์, แดรี่ควีน รวมถึง มี่เสวี่ย แบรนด์ดังจากจีน
ขณะเดียวกัน ร้านไอศกรีมสเปเชียลตี้ก็อาศัยจังหวะนี้สปริงบอร์ดตัวเองจนยอดขายรวมโตถึง 2 เท่า นำทัพโดย Guss Damn Good, Molto Gelato, GERTO Gelato และ Daddy Don’t Know

เจาะพฤติกรรมคนกินไอติม ช็อกโกแลตยืนหนึ่ง-พิสตาชิโอมาแรง
ด้านพฤติกรรมการจ่ายเงิน พบว่าลูกค้ากล้าควักกระเป๋าสั่งไอศกรีมเฉลี่ย 150-300 บาทต่อบิล ที่น่าสนใจคือกว่า 60% เป็นลูกค้าประจำที่สั่งซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ส่วนรสชาติที่มัดใจคนกินได้อยู่หมัด "ช็อกโกแลต" ยังครองแชมป์ทิ้งห่างด้วยสัดส่วนยอดขายกว่า 70% ตามด้วยวานิลลาและมัตฉะ แต่ที่สร้างเซอร์ไพรส์และมาแรงสุดๆ ในช่วงนี้ต้องยกให้ "พิสตาชิโอ" ที่เกาะเทรนด์ฮิตขนมหวานมาติดๆ

ดีมานด์ความหวานนี้ไม่ได้กระจุกแค่ในกรุงเทพฯ แต่ยังกระจายไปยังหัวเมืองเศรษฐกิจ โดย 5 จังหวัดที่สั่งไอศกรีมเดลิเวอรีสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ, ชลบุรี, เชียงใหม่, ภูเก็ต และขอนแก่น
บทสรุปของไวรัลเจลาโต้ครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่ากระแสบนโซเชียลไม่ใช่แค่เรื่องชั่วข้ามคืน แต่คือ "โอกาสทางธุรกิจ" แบรนด์ไหนที่จับเทรนด์ไวและมีช่องทางขายที่เข้าถึงง่าย ก็สามารถเปลี่ยนกระแสออนไลน์ให้กลายเป็นยอดขายจริงได้ แม้จะอยู่ในช่วงหน้าฝนที่เคยเป็นอุปสรรคก็ตาม
ภาพ : GrabFood
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ซัมซุงเปิดตัว Galaxy Watch9 ยุคใหม่ของ AI สุขภาพ เช็กสัญญาณเสี่ยง 4 โรค เบาหวาน-หัวใจ-อัลไซเมอร์-สโตรก
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


