Taobao เผยไทยเป็นตลาดที่มีฐานผู้ใช้งานเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มตลาดต่างประเทศที่รองรับภาษาที่ 3 เดินหน้ารุกตลาดต่อเนื่อง หลังพบคนไทยนิยมช้อปสินค้าแฟชั่น อิเล็กทรอนิกส์ และเฟอร์นิเจอร์ ล่าสุดเพิ่มช่องทางชำระเงินผ่าน PromptPay ส่งฟรีข้ามประเทศเมื่อซื้อครบ 499 บาท พร้อมอุดหนุนภาษีนำเข้าและเปิดบริการส่งสินค้าชิ้นใหญ่ถึงบ้าน หวังลดข้อจำกัดการซื้อสินค้าจากจีน ท่ามกลางกระแสจับตาสินค้าจีนทะลักเข้าไทย
ท่ามกลางกระแสสินค้าจีนที่เข้ามามีบทบาทในตลาดไทยมากขึ้น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากจีนยังคงเร่งขยายฐานผู้บริโภคผ่านการพัฒนาบริการและลดข้อจำกัดของการซื้อสินค้าข้ามพรมแดน หนึ่งในนั้นคือ Taobao ที่มองประเทศไทยเป็นตลาดศักยภาพสูง
Cora Cai ผู้บริหาร Taobao ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากบริษัทให้บริการในจีนตั้งแต่ปี 2003 ในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักของ Alibaba Group นั้น Taobao สร้างการเติบโตในจีนและขยายไปสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่องรวมถึงไทยด้วย
“ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ทั้งจากขนาดตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโต และพฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยพบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 67.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 94.7% ของประชากร ขณะที่ยอดขายมากกว่า 80% ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาจากการใช้งานผ่านมือถือ”
Taobao เริ่มทำตลาดไทยในเดือนกันยายน 2567 โดยเปิดให้ใช้งานแอปพลิเคชันภาษาอังกฤษและให้บริการจัดส่งสินค้าข้ามประเทศฟรีสำหรับคำสั่งซื้อตั้งแต่ 499 บาทขึ้นไป ก่อนพบว่าผู้บริโภคไทยต้องการใช้งานภาษาไทย จึงเปิดตัวแอปพลิเคชันเวอร์ชันภาษาไทยในปี 2568 ซึ่ง Cai ระบุว่าได้รับยอดดาวน์โหลดสูงสุดในแอปสโตร์ของไทย
ข้อมูลของ Taobao ระบุว่า ตลอดปี 2569 จำนวนแอคทีฟยูสเซอร์ และมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ในไทยยังเติบโตในระดับเลขสองหลัก โดยไทยเป็นตลาดที่มีการเติบโตของฐานผู้ใช้งานรวดเร็วที่สุดในกลุ่มตลาดต่างประเทศที่รองรับการใช้งานหลายภาษา ที่ปัจจุบันมีประมาณ 4-5 ตลาดที่รองรับหลายภาษา ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มการใช้งานแพลตฟอร์มในระยะยาว
แฟชั่นนำสินค้าขายดี สินค้ากีฬา-อุปกรณ์รถยนต์โตเร็ว
ข้อมูลการซื้อสินค้าบน Taobao สะท้อนว่า ผู้บริโภคไทยไม่ได้พิจารณาเพียงราคา แต่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ฟังก์ชัน และความแตกต่างของสินค้า โดยหมวดแฟชั่นมียอดซื้อสูงสุด รองลงมาคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเฟอร์นิเจอร์กับของตกแต่งบ้าน ส่วนหมวดสินค้าที่เติบโตเร็ว ได้แก่ อุปกรณ์กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์
Cai ระบุอีกว่า กระแสจากโซเชียลมีเดียมีส่วนกระตุ้นให้ผู้บริโภคเข้ามาค้นหาสินค้าบนแพลตฟอร์มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าคาแรกเตอร์จากเกมและแอนิเมชันของจีน ซึ่งปริมาณการค้นหาเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า เช่นเดียวกับสินค้าสกุชชี่ที่มียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากความหลากหลายของรูปแบบสินค้า
อีกแนวโน้มที่บริษัทจับตาคือความต้องการสินค้าแฟชั่นฤดูหนาวและสินค้าตามเทศกาล ซึ่งเริ่มมีการค้นหาล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงใช้งานจริง สะท้อนโอกาสของแพลตฟอร์มในการนำเสนอสินค้าเฉพาะกลุ่มที่อาจมีตัวเลือกไม่มากนักในตลาดท้องถิ่น
ที่น่าสนใจคือ มูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ (AOV) ของลูกค้าชาวไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยในช่วงเทศกาล 11.11 ปี 2568 กลุ่มผู้บริโภคที่ใช้จ่ายมากกว่า 500 หยวน หรือประมาณ 2,450 บาทต่อคำสั่งซื้อ เพิ่มขึ้นในระดับเลขสองหลัก สะท้อนว่าผู้บริโภคบางส่วนเริ่มซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสินค้าราคาถูก

ใช้ AI คัดสรรสินค้า อัดโปรแคมเปญ 11.11
Cai กล่าวว่า นอกจากการพัฒนาระบบธุรกรรมและจัดส่ง ที่ปัจจุบัน Taobao มีพันธมิตรในไทยอย่างทรูมันนี่ และแฟลชเอ็กซ์เพรส Taobao ยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชั่น เพื่อปรับประสบการณ์ใช้งานจากการค้นหาสินค้าผ่านคำค้นหาแบบเดิม ไปสู่การแนะนำสินค้าตามความสนใจและไลฟ์สไตล์ ผ่านช่องทาง “DISCOVER” ซึ่งแบ่งสินค้าออกเป็น 6 กลุ่ม
ระบบดังกล่าวผสานเทคโนโลยี AI ที่ช่วยวิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้งานเข้ากับการคัดสรรร้านค้าและสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคค้นพบสินค้าใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยบริษัทระบุว่าต้องการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาทั้งคุณภาพ ดีไซน์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว มากกว่าการเลือกซื้อจากราคาเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ในแง่ของการตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่ง Taobao ทำตลาดอยู่ในสิงคโปร์ เมียนมา มาเลเซีย กัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน Taobao จึงเลือก จางหลิงเฮ่อ นักแสดงชาวจีน เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สำหรับตลาดต่างประเทศ โดยมองว่ามีฐานแฟนคลับจำนวนมากและมีบุคลิกอบอุ่นเป็นธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร
Taobao ยังเดินหน้าทำการตลาดในเทศกาลช้อปปิ้ง 11.11 ซึ่งของ Taobao จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม จนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2569 เวลา 22.59 น. ซึ่งนับว่ายาวนานที่สุด โดยตลอดระยะเวลาแคมเปญ ผู้บริโภคชาวไทยสามารถรับส่วนลดจากแพลตฟอร์มสูงสุด 15% โดยระบบจะคำนวณส่วนลดให้อัตโนมัติเมื่อชำระเงิน โดยไม่กำหนดยอดซื้อขั้นต่ำหรือเงื่อนไขการซื้อสินค้าร่วมกัน
นอกจากนี้ยังมีคูปองส่วนลดจากแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บสะสมภายในแอปพลิเคชันเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 50% คูปองจัดส่งฟรีตามเงื่อนไขยอดซื้อ รวมถึงกิจกรรมตามล่าสมบัติภายในแอปพลิเคชันที่จัดขึ้นทุกวัน เพื่อร่วมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษและสินค้ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน
เปิด PromptPay-ส่งสินค้าชิ้นใหญ่ถึงบ้าน อุ้มภาษีนำเข้า
หนึ่งในข้อจำกัดของการซื้อสินค้าจากต่างประเทศคือขั้นตอนการชำระเงิน ค่าขนส่ง และภาษีนำเข้า Taobao จึงเพิ่มบริการให้ผู้บริโภคไทยชำระเงินเป็นเงินบาทผ่าน PromptPay ได้โดยตรง พร้อมยกระดับระบบจัดส่งให้สามารถสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์และสินค้าขนาดใหญ่จากจีนส่งตรงถึงบ้านได้ในขั้นตอนเดียว
นอกจากนี้ ยังมีบริการจัดส่งสินค้าข้ามประเทศฟรีสำหรับคำสั่งซื้อตั้งแต่ 499 บาทขึ้นไป และมาตรการสนับสนุนภาษีนำเข้าสินค้า ซึ่ง Cai ระบุว่าเริ่มดำเนินการตั้งแต่ต้นปี 2569 โดย Taobao เป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ลูกค้า โดยไม่มีการกำหนดยอดซื้อขั้นต่ำ รวมถึงไม่จำกัดประเภทของสินค้าด้วย
Cai ระบุว่า มาตรการสนับสนุนภาษีนำเข้ายังอยู่ระหว่างการประเมินผลตอบรับ และบริษัทยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดโครงการหรือจัดสรรงบประมาณไว้ล่วงหน้า
สำหรับการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ บริษัทระบุว่า Taobao มีสินค้ามากกว่า 300 ล้านรายการ โดยผู้ขายบน Taobao เวอร์ชันภาษาไทยมาจากจีนทั้งหมด ขณะที่แพลตฟอร์มในจีนมีผู้ขายจากหลายประเทศ รวมถึงไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการแข่งขันของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในไทย ซึ่ง Taobao เป็นบริษัทในเครือ Alibaba Group เช่นเดียวกับ Lazada แต่ Cai ระบุว่าทั้ง 2 แบรนด์ต่างมีโพสิชั่นของตัวเองที่ชัดเจน โดย Taobao เน้นไปที่สินค้าหลากหลายจากต่างประเทศ ขณะที่ Lazada เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นร้านค้าในประเทศกับการจัดส่งรวดเร็ว ทำให้มีจุดแข็งต่างกัน และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดเดียวกันได้
จับตาประเด็นสินค้าจีนทะลักไทย
อย่างไรก็ตาม การรุกตลาดไทยของ Taobao เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในประเทศ โดยรายงานของ KKP Research ที่เผยแพร่ในปี 2568 ประเมินว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและกำลังการผลิตของจีนที่ขยายตัว เป็นปัจจัยเร่งให้สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งทอ ซึ่งแข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตไทยบางส่วน
KKP Research ยังระบุว่า การขาดดุลการค้าระหว่างไทยกับจีนเพิ่มขึ้นจาก 2.5% ของ GDP ในปี 2555 เป็น 7.5% ในปี 2565 สะท้อนแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น แม้ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากสินค้าที่มีราคาถูกลง แต่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก อาจเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการแข่งขันด้านราคาและต้นทุน
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งการกำกับดูแลภาษีและมาตรฐานสินค้านำเข้า ควบคู่กับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาประสิทธิภาพและสร้างความแตกต่างให้สินค้า ท่ามกลางการขยายตัวของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าจากจีนได้สะดวกยิ่งขึ้น
ภาพ: Taobao
ออกแบบภาพปก: ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : KKP ชี้ e-Commerce โตแรงเร่งสินค้าจีนทะลักเข้าไทย กระตุ้นเสี่ยงขาดดุลการค้า
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


