ไทยต้องเลือกสนามรบ! เลิกชนชิป-โครงสร้างพื้นฐาน มุ่งแอป AI ชิงเบอร์ 1 อาเซียน เจาะโอกาส-ความท้าทายผ่านงาน SWITCH สิงคโปร์

ไทยต้องเลือกสนามรบ! เลิกชนชิป-โครงสร้างพื้นฐาน มุ่งแอป AI ชิงเบอร์ 1 อาเซียน เจาะโอกาส-ความท้าทายผ่านงาน SWITCH สิงคโปร์

ครั้งแรกกับ Thailand Pavilion ในงาน SWITCH 2026 ที่สิงคโปร์ รวม 16 สตาร์ทอัพไทยโชว์นวัตกรรมและโซลูชัน AI “กร เธียรนุกุล” รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ชี้โอกาสและความท้าทายของไทยสู่เป้าหมายเบอร์ 1 อาเซียนด้าน AI Application Layer


    การแข่งขันในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนจากการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่ที่รองรับการใช้งานทั่วไป ไปสู่การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาเฉพาะด้าน ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการเกษตร การท่องเที่ยว ตลอดจนสุขภาพและเวลเนส แต่โจทย์สำคัญคือจะเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ในมือให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าได้อย่างไร และจะพาธุรกิจเทคโนโลยีไทยออกจากตลาดในประเทศไปแข่งขันในระดับสากลได้อย่างไร

    กร เธียรนุกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า ทิศทางของ AI กำลังเคลื่อนจากการแข่งขันพัฒนา large language model (LLM) หรือโมเดลขนาดใหญ่สำหรับการใช้งานทั่วไป ไปสู่การนำโมเดลที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างความแตกต่างได้

    กรอธิบายว่า หากแบ่งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ออกเป็น 5 ชั้น ประกอบด้วยล่างสุดคือพลังงาน, ชิป, โครงสร้างพื้นฐาน, AI model และชั้นแอปพลิเคชัน (application layer) ซึ่งอยู่บนสุด

    แม้ประเทศไทยจะมีการส่งออกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ ทำให้มูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเองยังมีข้อจำกัด ขณะที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโมเดล AI ของตัวเองก็เป็นโจทย์ที่ต้องพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะการสร้าง LLM ที่ตอบโจทย์การใช้งานของไทยซึ่งยังไม่สำเร็จ

    “ถ้าประเทศไทยจะสร้างอิมแพคได้จริง เราไม่ควรไปสู้ในเลเยอร์ของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นชิป AI model หรือโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเราสู้ไม่ได้แล้ว แต่เราต้องสู้ในเลเยอร์ของแอปพลิเคชัน” กรกล่าว

    แนวทางดังกล่าวคือการนำ AI มาพัฒนาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างโมเดล AI ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่ต้องสามารถนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับโจทย์ของธุรกิจได้

    สำหรับการเข้าร่วมงาน Singapore Week of Innovation and Technology (SWITCH) 2026 ที่สิงคโปร์ กรมองว่าเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหาตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ ไม่ได้มีเพียงจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น

    สิงคโปร์จะเป็นทั้งศูนย์กลางนวัตกรรมและแหล่งเงินลงทุนที่สำคัญ ตลอดจนมีนวัตกรรมของตัวเองและมีความพร้อมในการแข่งขันด้าน AI การเข้าร่วมงานจึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอศักยภาพของตัวเองต่อทั้งลูกค้าและนักลงทุนต่างชาติ

    “ประเทศไทยอยากเป็น ASEAN number one in application layer ส่วนเลเยอร์อื่นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือ AI Model สามารถมาร่วม co-creation กับเราได้ เพื่อสร้างแอปพลิเคชันใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่เราอาจจะมองข้ามไป นี่คือสิ่งที่เราหวังจากการมางานนี้” กรกล่าว

    นอกจากการขยายตลาดแล้ว อีกโจทย์สำคัญคือการพัฒนาบุคลากรด้าน AI โดยไทยต้องการสร้างหลักสูตรเร่งรัดเพื่อผลิต AI engineer และ AI innovator เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่สามารถผลิตบุคลากรได้ไม่ถึง 500 คนต่อปี ไปสู่เป้าหมาย 3 แสนคนภายใน 8 ปี

    กรระบุว่า การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน application layer ต้องอาศัยเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรให้ได้ตามเป้าหมาย การสร้างบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาทให้ได้มากกว่า 500 บริษัท และการสร้างมูลค่าหมุนเวียนภายในระบบนิเวศให้ได้ 1.75 พันล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตั้งไว้เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในด้านนี้


​

กับดักตลาดขนาดกลาง โจทย์ใหญ่สตาร์ทอัพไทย

    กรกล่าวถึงความท้าทายของสตาร์ทอัพไทยว่าไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงวิธีคิดในการทำธุรกิจและการขยายตลาด เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ”Middle Market Trap” หรือกับดักตลาดขนาดกลาง กล่าวคือ ตลาดในประเทศมีขนาดใหญ่พอให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ แต่เล็กเกินกว่าจะสร้างบริษัทให้เติบโตไปถึงระดับยูนิคอร์นได้โดยง่าย

    เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งมีตลาดภายในประเทศขนาดเล็ก ผู้ประกอบการจึงต้องคิดถึงการขยายธุรกิจไปยังตลาดระดับภูมิภาคตั้งแต่ต้น ก่อนกลับมาทำตลาดในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการไทยมักเริ่มต้นจากตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้การขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศเป็นความท้าทายสำคัญ

    ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังมีโอกาสจากการมีข้อมูลและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะการเกษตร การท่องเที่ยว ตลอดจนสุขภาพและเวลเนส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นโมเดล AI เฉพาะทาง เพื่อให้บริษัทที่พัฒนาแอปพลิเคชันนำไปต่อยอดได้อีกมาก


กร เธียรนุกุล

​

    “นี่เป็นโอกาสที่เราต้องคว้าไว้ให้ทัน ก่อนที่เราจะโดนผู้เล่นต่างชาติเข้ามาเอาของเราไป” กรกล่าว

    เขากล่าวด้วยว่า แนวทางการทำธุรกิจสตาร์ทอัพก็เปลี่ยนไปจากเดิม จากการเร่งขยายตลาดด้วยการใช้เงินลงทุนจำนวนมาก มาเป็นการให้ความสำคัญกับความสามารถในการสร้างผลตอบแทนภายในระยะเวลาที่ชัดเจน

    กรมองว่าสตาร์ทอัพที่นำ AI มาใช้ต้องคำนึงถึงการคืนทุนภายใน 2-3 ปี เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมามีธุรกิจจำนวนไม่น้อยใช้เงินลงทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน

    “นักลงทุนเองตายจากสตาร์ทอัพก็เยอะ แปลว่านักลงทุนเองก็ระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน ทำให้สตาร์ทอัพของเรามีจำนวนน้อยลง แต่เราต้องเน้นคุณภาพมากกว่า เราจะนำสตาร์ทอัพที่มีคุณภาพไปขยายตลาดต่างประเทศให้ได้” กรกล่าว


ส่องนวัตกรรมสตาร์ทอัพไทยใน SWITCH 2026

    สำหรับ SWITCH 2026 เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมี Thailand Pavilion ในงานนี้ โดยนำบริษัทไทย 16 แห่งมาร่วมจัดแสดงนวัตกรรม เน้นธุรกิจในระดับ application layer ซึ่งแต่ละบริษัทต้องแสดงให้เห็นว่าซอฟต์แวร์หรือโซลูชันของตัวเองนำไปใช้แก้ปัญหาในอุตสาหกรรมใด และประยุกต์ใช้ AI Model อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนา LLM ขึ้นมาเอง

    หนึ่งในบริษัทที่นำ AI ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลเฉพาะทางคือ RIFFAI ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยีประมวลผลและวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเกษตร การประมง และเหมืองแร่ ไปจนถึงการป้องกันประเทศ โดย คงภัทร์ ไพบูลย์นุกูล Head of Research and Development ของ RIFFAI กล่าวว่า บริษัทเริ่มดำเนินงานเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับงานด้านภัยพิบัติ อุทกศาสตร์ และไฟป่า ก่อนขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น

    ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าในภาคเกษตรทั้งในไทย ซึ่งนำเทคโนโลยีไปใช้กับการเพาะปลูกทุเรียน และในญี่ปุ่นที่ใช้กับการปลูกองุ่นสำหรับผลิตไวน์และชา ขณะที่ลูกค้ากลุ่มเหมืองแร่ในลาวนำไปใช้สำรวจแร่หายากและทองคำ สำหรับรูปแบบธุรกิจมีทั้งการให้บริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจผ่านตัวกลาง (B2B2B) และการให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐ (B2G) โดยให้บริการผ่าน API และระบบสมาชิก (subscription) ตามลักษณะของแต่ละอุตสาหกรรม ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ประมาณ 10 ล้านบาท หลังดำเนินธุรกิจมา 2 ปี


เครดิตภาพ: RIFFAI

​

    ขณะที่ Alien Technology นำเทคโนโลยี machine vision inspection มาใช้ตรวจสอบชิ้นงานและสินค้าในโรงงานอุตสาหกรรม ควบคู่กับการออกแบบและประกอบคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับระบบตรวจสอบภาพ อรรณพ กองสูงเนิน CEO และผู้ก่อตั้ง Alien Technology กล่าวว่า ช่วงเริ่มต้นบริษัทเน้นลูกค้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ ก่อนขยายไปยังธุรกิจอาหารและบรรจุภัณฑ์ โดยตัวอย่างการใช้งานคือการพัฒนาระบบให้ไทยน้ำทิพย์ เพื่อตรวจจับวันที่ผลิตที่พิมพ์อยู่บริเวณข้างขวดในกระบวนการผลิต

    บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังในปี 2021 มีรายได้ประมาณ 10 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าแตะ 20 ล้านบาทในปีนี้ ปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมประมาณ 60 ราย โดยธุรกิจอาหารและบรรจุภัณฑ์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 70% บริษัทมองว่าตลาดระบบตรวจสอบในโรงงานอุตสาหกรรมยังมีคู่แข่งไม่มาก ขณะที่ต้นทุนเทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ลดลงจากช่วงเริ่มต้น ช่วยให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ โดยมีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศในอนาคต


เครดิตภาพ: Alien Technology

​

    ด้าน EGG Digital นำเสนอโซลูชัน marketing technology ที่ใช้ AI ช่วยให้ธุรกิจทำงานกับข้อมูลและกลุ่มผู้บริโภคได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดย นวภัทร ร่มฟ้าไทย Head of Digital Solutions ของ EGG Digital กล่าวว่า บริษัทนำมาแสดงในงาน 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Influmatch.AI ซึ่งช่วยค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับแบรนด์ โดยผู้ใช้สามารถระบุคุณสมบัติหรือรายละเอียดของแคมเปญ จากนั้นระบบจะใช้ AI คัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่ตรงกับความต้องการ ปัจจุบันมีอินฟลูเอนเซอร์ลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มกว่า 1.2 แสนราย

    ส่วนอีกแพลตฟอร์มคือ Advanced CRM สำหรับธุรกิจที่ต้องการพัฒนาระบบ customer data platform โดยเชื่อมต่อข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อนำไปใช้กับโปรแกรมสมาชิก (loyalty program) ตั้งแต่การสมัครสมาชิกและสะสมคะแนน ไปจนถึงการจัดทำรายงานเพื่อวางแผนการตลาด พร้อมใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคเพื่อสนับสนุนการทำงานของธุรกิจ

    สำหรับ Graffity เป็นบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยี indoor navigation หรือระบบนำทางภายในอาคาร เพื่อแก้ปัญหาการระบุตำแหน่งในพื้นที่ที่ GPS ไม่สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ เช่น ห้างสรรพสินค้าที่ระบบ GPS ไม่สามารถบอกตำแหน่งชั้นหรือร้านค้าได้ โดย ถาวร กังวาลสิงหนาท CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Graffity กล่าวว่า บริษัทก่อตั้งมาแล้ว 4 ปี จากแนวคิดที่ว่าพื้นที่ภายในอาคารจำเป็นต้องมีแผนที่ที่แม่นยำมากขึ้น

    บริษัทคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการในประเทศไทยช่วงต้นปีหน้า โดยเริ่มจากห้างสรรพสินค้า 5 แห่ง ผู้ใช้ทั่วไปสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและใช้งานได้ฟรี ขณะที่รายได้จะมาจากโฆษณา และมีแผนขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่นในอนาคต


เครดิตภาพ: Graffity

​

    ส่วน Guardian AI พัฒนาโซลูชันตรวจจับ shadow AI หรือการใช้เครื่องมือ AI ภายในองค์กรที่ไม่ได้รับอนุมัติหรือผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัย โดย สถาพน พัฒนะคูหา CEO ของ Guardian AI กล่าวว่า การใช้ AI ในลักษณะดังกล่าวอาจสร้างความเสี่ยงให้กับองค์กร ทั้งการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้า ข้อมูลลับของบริษัท และปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

    โซลูชันของบริษัทช่วยตรวจจับว่า ภายในองค์กรมีการใช้เครื่องมือ AI ใดบ้าง ทั้งจากการใช้งานโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้ใช้เครื่องมือดังกล่าวต่อ จำกัดการใช้งาน หรือตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติม ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการ ได้แก่ ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย ตลอดจนธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม

    สำหรับผู้เข้าร่วมทั้ง 16 บริษัท ได้แก่ Graffity, Egg Digital, Riffai, Guardian AI, Alien Technology, EventTech.ai, Pixel Mango AI, Conductor Co. Ltd, Appman Co., Ltd, Spark Education Co. Ltd, Isekai XP, Cynclair Co. Ltd, Mango Consultant Co Ltd, Forward Management Services, Trianglesoft และ Essco Corporation Co. Ltd




​ออกแบบภาพปก: ชัยกานต์ มณีจักร์



​

เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Taobao เร่งเจาะตลาดไทย เพิ่มจ่าย PromptPay - อุ้มภาษีนำเข้า เปิดบริการส่งสินค้าชิ้นใหญ่ถึงบ้าน ท่ามกลางประเด็นสินค้าจีนทะลักไทย

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine