ทลายภาพจำเจ้าตลาดผงชูรส! “อายิโนะโมะโต๊ะ” กางแผนปี 2569 ทรานส์ฟอร์มสู่ “พันธมิตรด้านสุขภาพ” เต็มรูปแบบ รับอินไซต์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่าและสุขภาพดี ชูศาสตร์ AminoScience ลุยปั้น New S-Curve ทั้งอาหารเสริม-อาหารแช่แข็ง หวังดันกลุ่มธุรกิจใหม่เติบโตระดับตัวเลขสองหลัก พร้อมส่งโมเดล “คู่ร้าน” บุกตลาด B2B เจาะสตรีทฟู้ดกว่าล้านแห่ง งัดเทคโนโลยีบริหารจัดการสู้ต้นทุนพุ่ง ย้ำจุดยืนพยายามตรึงราคา-แบกรับผลกระทบแทนผู้บริโภคให้นานที่สุด
จากจุดเริ่มต้นในฐานะเจ้าตลาดผงชูรสและเครื่องปรุงรสที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กำลังก้าวสู่การทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ภายใต้วิสัยทัศน์ปี 2569 ที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “ผู้ผลิตอาหาร” อีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่การเป็น “พันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต” (trusted well-being partner)
การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนผ่านผลประกอบการปี 2568 ที่แข็งแกร่ง ด้วยรายได้ 3.4 หมื่นล้านบาท เติบโตจาก 3.2 หมื่นล้านบาทในปีก่อนหน้า ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและต้นทุนที่ผันผวน

รักษาฐานที่มั่น ควบคู่ปั้น New S-Curve
Satoshi Utagawa กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพรวมตลาดว่า ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอหลักของบริษัทยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ได้แก่ รสดี ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องปรุงรสถึง 90% ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ 80% และกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ที่ครองตลาดราว 50%
อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินจากภาพรวมตลาดเครื่องปรุงรสถือเป็นตลาดที่เติบโตจนถึงจุดอิ่มตัว บริษัทจึงคาดการณ์การเติบโตในกลุ่มนี้ไว้ที่ระดับตัวเลขหลักเดียว กลยุทธ์สำคัญจึงอยู่ที่การรักษาฐานลูกค้าเดิมด้วยการออกนวัตกรรมใหม่ๆ
เช่น รสดีเมนูพริกแกงปรุงสำเร็จรูปแบบเปียก, รสดี รสเห็ด สำหรับกลุ่มมังสวิรัติ, รสดี เลอรส สำหรับชาวมุสลิม รวมถึงการขยายฐานผู้ดื่มกาแฟผ่านแบรนด์เบอร์ดี้ บาริสต้า และเบอร์ดี้ คาเฟ่ ท่ามกลางสมรภูมิกาแฟกระป๋องที่การแข่งขันยังคงดุเดือด

ในขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแช่แข็ง ถือเป็นตลาดที่ยังมีทิศทางการเติบโตสูง อายิโนะโมะโต๊ะจึงเดินหน้าบุกตลาดใหม่นี้เพื่อเป็น new s-curve โดยอาศัยความเชี่ยวชาญหลักอย่าง “AminoScience” (ศาสตร์แห่งกรดอะมิโน) เข้ามาเจาะตลาดสุขภาพและไลฟ์สไตล์ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตในกลุ่มธุรกิจใหม่นี้อย่างก้าวกระโดดในระดับตัวเลขสองหลัก
“สำหรับเรา AminoScience เป็นมากกว่าวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ แต่มันคือแนวทางที่ช่วยส่งเสริมให้ทุกคนได้กินดีมีสุขในทุกวัน และเป็นรากฐานสำคัญของบริษัทในการก้าวสู่การเติบโตในระยะต่อไป” Utagawa กล่าว

เจาะอินไซต์คนรุ่นใหม่ ชูกลยุทธ์ "กินดี-มีสุข"
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจาก Innova Market Insights 2026 ที่ชี้ให้เห็นถึง 3 เมกะเทรนด์สำคัญที่หล่อหลอมพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ เริ่มตั้งแต่การมองหาความคุ้มค่า โดยผู้บริโภค 2 ใน 3 มักเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ
ตามมาด้วยความต้องการโซลูชันเพื่อสุขภาพเพื่อต่อยอดสู่อายุที่ยืนยาว และสุดท้ายคือความต้องการอาหารที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะเจาะจง อายิโนะโมะโต๊ะจึงนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาต่อยอดและปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจผ่าน 2 เสาหลักสำคัญ
เริ่มจากกลยุทธ์ “กินดี” (eat well) ที่เน้นโภชนาการควบคู่ไปกับความอร่อย บริษัทเดินหน้าพัฒนากลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ ทั้งการลดโซเดียม ลดน้ำตาล (เช่น กาแฟไร้น้ำตาล) และลดไขมันในผลิตภัณฑ์ โดยดึง AminoScience เข้ามาช่วยรักษารสชาติ พร้อมรุกตลาดอาหารเสริมและโภชนาการการกีฬาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์สุขภาพแบบองค์รวมครอบคลุมทุกช่วงวัย
ตั้งแต่คนรุ่นใหม่สายฟิตไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ผ่านผลิตภัณฑ์เด่นๆ อย่าง AminoVital ที่ช่วยเสริมโปรตีนและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ, Amino Beauty Jelly (AminoQ) สำหรับดูแลผิวและเส้นผม, AminoMOF โซลูชันเพื่อวัยเก๋า และล่าสุดกับ Ajinomoto Amino Rising ผลิตภัณฑ์บำรุงสายตาและสมองที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Thailand Victory Project ที่ดูแลโภชนาการนักกีฬาไทยช่วงซีเกมส์ 2025 สู่เป้าหมายใหม่ในเอเชียนเกมส์ 2026 พร้อมขยายแคมเปญ “Winning Meals” เพื่อส่งมอบมื้ออาหารคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วไป
ควบคู่ไปกับเสาหลักที่สองคือกลยุทธ์ “มีสุข” (live well) ที่มารองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่มองหาความสะดวกสบาย ด้วยการรุกตลาดอาหารแช่แข็งในครัวเรือนระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ “อายิโนะโมะโต๊ะ อุไม” (Ajinomoto Umai) เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นพร้อมทานที่ทำเองได้ง่ายที่บ้าน
คู่ขนานไปกับผลิตภัณฑ์เดิมอย่าง อายิโนะโมะโต๊ะ ควิกมีล โจ๊กพร้อมทาน และการจัดกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างนิทรรศการ Ajinomoto Amino Museum ที่ผสานเรื่องสุขภาพและศิลปะเข้าด้วยกัน

"อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน" หมัดเด็ดเจาะ B2B
นอกจากการตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วไปแล้ว มูฟเมนต์ที่น่าจับตาที่สุดในปี 2569 คือการขยายฐานสู่กลุ่ม B2B ผ่านการเปิดตัวพันธกิจ “อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน” ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนเกมจากการเป็นเพียงผู้ขายเครื่องปรุงรส สู่การเป็น “พันธมิตรด้านโซลูชัน” สำหรับร้านอาหารและสตรีทฟู้ดกว่าล้านแห่งทั่วประเทศ
ซึ่งแนวคิดนี้มาจากการศึกษาที่พบว่า เกือบ 50% ของคนไทยพึ่งพามื้ออาหารจากร้านอาหารเป็นหลัก อายิโนะโมะโต๊ะจึงพัฒนาโซลูชันเครื่องปรุงรสที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับครัวร้านอาหาร โดยไม่ได้ปรุงรสให้เสร็จสรรพเหมือนสินค้าครัวเรือน แต่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรสชาติพื้นฐานที่เสถียร เพื่อช่วยแก้ pain point สำคัญของผู้ประกอบการแบบเบ็ดเสร็จ
ไม่ว่าจะทั้งการควบคุมรสชาติอาหารให้คงที่ การลดขั้นตอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำอาหาร และที่สำคัญคือช่วยบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ร้านยังสามารถสร้างสรรค์รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ตามเดิม
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเท่านั้น แต่เราต้องการยืนเคียงข้างผู้ประกอบการร้านอาหาร เป็นพันธมิตรด้านโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาประสบความสำเร็จและเติบโตไปด้วยกัน เพื่อพัฒนาระบบนิเวศด้านอาหารของไทยอย่างยั่งยืน” Utagawa กล่าว

งัดเทคโนโลยีสู้ต้นทุนพุ่ง ตรึงราคาสินค้า
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแผนการเติบโตเชิงรุก บริษัทยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจระดับมหภาค โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร ราคาน้ำมัน และผลกระทบด้านโลจิสติกส์จากสงครามตะวันออกกลาง
Utagawa ยอมรับว่าปัจจัยเหล่านี้คือแรงกดดันสำคัญของอุตสาหกรรม FMCG เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทได้ใช้กลยุทธ์ “Mitigation” โดยนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ลดการสูญเสียอาหาร (food loss) และพัฒนาระบบการขนส่งให้คุ้มค่าที่สุด รวมถึงกลยุทธ์สำคัญอย่างการพึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลก
แต่ถ้าหากสถานการณ์ตลาดและราคาพลังงานยังคงผันผวนอย่างหนักจนเกินเพดานการรับมือ บริษัทก็อาจมีความจำเป็นต้องประเมินเรื่องการปรับราคาสินค้าขึ้นในอนาคต เพื่อให้ยังสามารถรักษาคุณภาพและจัดจำหน่ายสินค้าในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง
“จากมาตรการรัดเข็มขัดและแนวทางบริหารจัดการภายในทั้งหมดที่วางไว้ การปรับขึ้นราคาจะเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ โดยเราจะมุ่งเน้นการจัดการต้นทุนด้วยตัวเองให้ดีที่สุดก่อน เพื่อแบกรับผลกระทบและไม่ให้ภาระเหล่านี้ไปตกอยู่กับผู้บริโภค” Utagawa กล่าวย้ำ
ลุย ESG ควบคู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
เหนือสิ่งอื่นใดทิศทางการเติบโตทางธุรกิจทั้งหมดได้ถูกขับเคลื่อนไปพร้อมกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2030 อย่างสอดคล้องกัน โดยในปี 2569 อายิโนะโมะโต๊ะเดินหน้าแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ทั้งการตั้งเป้ารักษาสถานะความเป็นกลางทางคาร์บอน การขยายแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ควบคู่ไปกับการลดใช้พลาสติกใหม่
ตลอดจนผลักดันโครงการ Thai Farmer Better Life Partner โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบมันสำปะหลังคาร์บอนต่ำที่มาจากกระบวนการเกษตรยั่งยืนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ให้ถึง 50% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 30% ในปีที่ผ่านมา
นอกจากมิติด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทยังสะท้อนภาพการสร้าง well-being จากภายในองค์กรสู่ภายนอก จนได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 40 องค์กรที่น่าทำงานที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2026 จาก WorkVenture
“ตลอด 24 ปีที่ผมได้กลับมาทำงานที่ประเทศไทยใน 3 วาระ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีความเฉพาะเจาะจงและหลากหลายมิติมากขึ้น โจทย์ท้าทายในฐานะผู้ผลิตคือ การนำเสนอโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าวิทยาศาสตร์แห่งกรดอะมิโน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อายิโนะโมะโต๊ะ เป็นมากกว่าธุรกิจอาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่มุ่งสร้างความกินดีมีสุขให้กับทุกคนอย่างยั่งยืน” Utagawa กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : อายิโนะโมะโต๊ะ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Yoppa Yogurt โตไม่พัก! แฟรนไชส์ทะลุ 50 สาขา ต่อยอดกระแสหน้าร้าน-เดลิเวอรี เตรียมเปิดสาขาใหม่ทั่วประเทศ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


