‘Ayasan’ สวนกระแส AI ใช้แรงงานคน หนุนธุรกิจโฮมเซอร์วิส 'ทำความสะอาด เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ' โตแรงในอาเซียน

‘Ayasan’ สวนกระแส AI ใช้แรงงานคน หนุนธุรกิจโฮมเซอร์วิส 'ทำความสะอาด เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ' โตแรงในอาเซียน

FORBES THAILAND / ADMIN
21 Jan 2026 | 02:30 PM
READ 116

ท่ามกลางกระแส AI ที่กำลังเข้ามาแทนที่งานออฟฟิศจำนวนมาก Ayasan Holdings กลับเลือกเดินสวนทางด้วยการโฟกัสบริการที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ นั่นคือ แรงงาน Blue Collar ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำความสะอาด พี่เลี้ยงเด็ก ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุ และกำลังกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโฮมเซอร์วิสที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


    Ayasan มองว่า ตลาดโฮมเซอร์วิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นโอกาสระยะยาว ด้วยมูลค่ารวมราว 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริการทำความสะอาดที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 15% และตลาดพี่เลี้ยงเด็กที่มีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านเหรียญ

    โดยตั้งเป้าหมายชัดเจนในการเป็น “Grab แห่งวงการโฮมเซอร์วิส” ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ เทคโนโลยี และเครือข่ายแรงงานที่ครอบคลุมหลายประเทศ

    “ในยุคที่ AI เข้ามาแทนที่งาน มูลค่าของบริการที่ต้องอาศัยมนุษย์กลับยิ่งโดดเด่นขึ้น” Kotaro Ise ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Ayasan กล่าวถึงแนวคิดหลักของบริษัท ซึ่งวันนี้สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 160% ภายในเวลาเพียง 2 ปี โดยขยายธุรกิจแล้วใน 5 ประเทศ มีผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านคน และมีแรงงานที่ลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มกว่า 100,000 คน พร้อมด้วยพนักงานกว่า 500 คน และทีมวิศวกร IT ที่พัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และเตรียมขยายธุรกิจสู่ 9 ประเทศ ในปี 2026

    โดย Ayasan ได้ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนแรงงาน ไม่ใช่แทนที่แรงงาน ซึ่งบริษัทพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ AI จับคู่งาน ควบคู่กับระบบควบคุมคุณภาพแบบญี่ปุ่น เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการให้เป็นระบบมากขึ้น และสร้างความน่าเชื่อถือในระดับองค์กร


    จุดเริ่มต้นของ Ayasan ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่น แต่กลับเป็นประเทศไทย เพราะ Kotaro Ise ซึ่งเคยทำงานกับ Disney และ Marriott International มองว่าไทยคือพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทดลองและขยายโมเดลธุรกิจนี้

    “ประเทศไทยเป็นเมืองนานาชาติ เปิดรับความหลากหลาย และเอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ตอัพ หากเริ่มจากญี่ปุ่น คงขยายธุรกิจได้ยากกว่านี้มาก”

    ผลลัพธ์ของการเลือกจุดเริ่มต้นนี้ชัดเจน ปัจจุบัน Ayasan มีลูกค้าองค์กรกว่า 1,000 ราย ตั้งแต่ธนาคารกสิกรไทย, FedEx, Canon, Coca-Cola ไปจนถึง lululemon และมีอัตราการใช้บริการซ้ำสูงถึง 98% สะท้อนว่าธุรกิจไม่ได้เติบโตจากการทำการตลาดระยะสั้น แต่จากความเชื่อมั่นในคุณภาพบริการ

    นอกจากนี้ ในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา บริษัทได้เริ่มให้บริการพี่เลี้ยงเด็กระยะสั้นและบริการดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2024 โดยสามารถสร้างอัตราการเติบโตได้สูงถึง 200% ต่อเดือน ขณะเดียวกันแบรนด์ Ayasan Cares ที่โฟกัสตลาดผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชีย ก็มีการเติบโตเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

    ทั้งนี้ Ayasan กำลังขยับบทบาทจากธุรกิจโฮมเซอร์วิส ไปสู่แพลตฟอร์มแรงงานข้ามพรมแดน โดยวางแผนให้บริการสนับสนุนแรงงานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจับคู่แรงงานไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้หางานในประเทศหนึ่งกับนายจ้างในอีกประเทศ เช่น การส่งแรงงานไทยไปทำงานในญี่ปุ่น เป็นต้น

    “ในอนาคต เอเชียจะรวมตัวกันเป็นตลาดแรงงานเดียว และเรากำลังเตรียมพร้อมเพื่อเป็นผู้นำในตลาดนั้น” Kotaro Ise กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นสัญญาณที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐอเมริกา เมื่อบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างสแตนฟอร์ดจำนวนไม่น้อยเลือกทำงาน Blue Collar และในบางสาขามีรายได้สูงกว่างาน White Collar ด้วยซ้ำ

    สำหรับ Ayasan แรงงาน Blue Collar อาจไม่ใช่งานทางเลือก แต่คือ “งานสุดท้ายของมนุษย์ในยุค AI” บริษัทจึงไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแพลตฟอร์มหางาน แต่เป็นระบบที่สนับสนุนอาชีพระยะยาวของแรงงาน และตั้งคำถามกลับไปยังสังคมว่า “งาน” และ “คุณค่าของมนุษย์” ควรถูกนิยามใหม่อย่างไรในโลกที่เทคโนโลยีครองบทบาทหลัก




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Wellness ปี 2569 โตเด่น เปิด 8 เทรนด์ธุรกิจสุขภาพมาแรง ‘หมอแอมป์ BDMS’ ชี้ ไทยอย่าปล่อยโอกาสทองหลุดมือ

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine