9,000 ตันต่อเดือนก็ไม่พอ! บุกโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยง “เบทาโกร” เตรียมเพิ่มกำลังผลิต ดันพรีเมียม ขยายส่งออก ปักธงรายได้ 5,600 ล้าน ในปี 2571

9,000 ตันต่อเดือนก็ไม่พอ! บุกโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยง “เบทาโกร” เตรียมเพิ่มกำลังผลิต ดันพรีเมียม ขยายส่งออก ปักธงรายได้ 5,600 ล้าน ในปี 2571

“เบทาโกร” เดินหน้ารับเทรนด์ Pet Humanization ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 43,400 ล้านบาท เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานที่จังหวัดลพบุรี หลังปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ที่ 9,000 ตันต่อเดือน พร้อมเร่งยกระดับสัดส่วนสินค้าพรีเมียมและขยายตลาดส่งออก เพื่อผลักดันเป้าหมายรายได้ 5,600 ล้านบาทในปี 2571


    เชื่อว่าหลายคนคุ้นชื่อ “เบทาโกร” ในฐานะบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของไทยที่ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจอาหารสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่อีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ คือ “อาหารสัตว์เลี้ยง” (สุนัขและแมว) ซึ่งวันนี้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) วางไว้สำหรับการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

    Forbes Thailand มีโอกาสเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของ บริษัท เพ็ท โฟกัส จำกัด จังหวัดลพบุรี ซึ่งเบทาโกรลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท บนพื้นที่ 46 ไร่ มีกำลังการผลิตกว่า 9,000 ตันต่อเดือน แม้บริษัทจะดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมากว่า 22 ปีแล้ว แต่โรงงานแห่งนี้เพิ่งก่อสร้างเมื่อราว 8 ปีก่อน โดยแยกสายการผลิตออกมาอย่างชัดเจนเพื่อรองรับสินค้ากลุ่มสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ พร้อมจัดตั้ง Pet Innovation Center ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งด้านโภชนาการ สูตรอาหาร และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สุขภาพสัตว์เลี้ยง

    การเยี่ยมชมครั้งนี้ นอกจากจะได้เห็นกระบวนการผลิตและมาตรฐานของโรงงานแล้ว เบทาโกรยังใช้โอกาสนี้ประกาศทิศทางการรุกธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ท่ามกลางตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ “pet humanization” ซึ่งทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับคุณภาพอาหารสัตว์ไม่ต่างจากอาหารของมนุษย์



รุกตลาด รับเทรนด์ pet humanization

    ปัจจุบัน เบทาโกรมีโครงสร้างธุรกิจหลักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจอาหารในประเทศไทย (thailand food Business) คิดเป็นสัดส่วน 65% ของรายได้รวม ธุรกิจโภชนาการสัตว์และธุรกิจใหม่ (animal nutrition & new ventures) สัดส่วน 28% ซึ่งครอบคลุมทั้งอาหารสัตว์เศรษฐกิจ ยาสัตว์ ธุรกิจสัตว์เลี้ยง และการต่อยอดธุรกิจใหม่ตามเทรนด์ตลาด และธุรกิจต่างประเทศ (international business) สัดส่วน 7% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าผลักดันให้เติบโตมากขึ้นในอนาคต โดยในปี 2568 เบทาโกรมีกำไรสุทธิ 6,685 ล้านบาท

    สำหรับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง สมชาญ ศุภปีติพร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญของการเร่งขยายธุรกิจ หลังอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

    ข้อมูลจาก Euromonitor และ Pet Marketing Intelligence ระบุว่า มูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยปี 2568 อยู่ที่ 43,400 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยสะสม 12% ในช่วงปี 2565-2568 และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 49,000 ล้านบาทในปี 2569 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 13%

    เมื่อพิจารณาตามประเภทสินค้า อาหารเม็ด (dry food) ยังเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดที่ 66% ตามด้วยอาหารเปียก 20% และขนมสัตว์เลี้ยง 14% ขณะที่เมื่อแยกตามประเภทสัตว์ อาหารสุนัขมีมูลค่า 23,400 ล้านบาท หรือ 55% ส่วนอาหารแมวอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท หรือ 45%


สมชาญ ศุภปีติพร


    สิ่งที่น่าสนใจคือ สัดส่วนของอาหารแมวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีก่อน อาหารสุนัขเคยครองตลาดสูงถึง 80% แต่ปัจจุบันช่องว่างดังกล่าวค่อยๆ ลดลง จากการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวที่เล็กลง การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม และไลฟ์สไตล์คนเมืองที่นิยมเลี้ยงแมวมากขึ้น จนคาดว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า สัดส่วนตลาดสุนัขและแมวอาจใกล้เคียงกัน

    ในแง่อัตราการเติบโตระหว่างปี 2565-2568 กลุ่มอาหารสุนัขเติบโตในกลุ่มอาหารเม็ด 9% อาหารเปียก 10% และขนม 13% ขณะที่กลุ่มแมวเติบโตสูงกว่าในทุกเซกเมนต์ ได้แก่ อาหารเม็ด 13% อาหารเปียก 16% และขนม 18%

    “ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดคือเทรนด์ pet humanization ที่ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว และต้องการให้อาหารมีคุณภาพใกล้เคียงกับอาหารของคนมากขึ้นเรื่อย ๆ การยกระดับมาตรฐานอาหารสัตว์เลี้ยงจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”



ปักธงยอดขาย 5,600 ล้านบาท ภายในปี 2571

    การเติบโตของตลาดสะท้อนผ่านผลประกอบการของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเบทาโกรอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 มียอดขาย 2,660 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อน แบ่งเป็นยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น 18% และยอดขายส่งออกเติบโตถึง 43% ขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 มียอดขาย 721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    สมชาญ ระบุว่า อัตราการเติบโตของบริษัทสูงกว่าการเติบโตเฉลี่ยของตลาดที่ราว 12% สะท้อนว่าการทำตลาดและการขยายช่องทางจำหน่ายเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน จากแนวโน้มดังกล่าว เบทาโกรตั้งเป้ายอดขายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในปี 2569 ไว้ที่ 3,300 ล้านบาท หรือเติบโต 24% ก่อนขยับสู่เป้าหมาย 5,600 ล้านบาทภายในปี 2571 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ประมาณ 30% ขณะเดียวกันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทยราว 5% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 8% ภายในปี 2571

    กลยุทธ์สำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยใช้วัตถุดิบระดับ human grade ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ ปลา หรือเนื้อสัตว์สดในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารเม็ด อาหารเปียก และขนมสัตว์เลี้ยง



    นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งพัฒนาสินค้ากลุ่มมูลค่าสูง เช่น อาหารเพื่อการรักษาโรค อาหารเพื่อสุขภาพและเสริมภูมิคุ้มกัน รวมถึงขนมสัตว์เลี้ยงรูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยินดีจ่ายเพิ่ม หากมั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงได้รับโภชนาการที่ดีที่สุด

    สมชาญ มองว่า กลุ่มพรีเมียมยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงสำคัญของโลก ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีองค์ความรู้และความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

    “ตลาดยังคึกคัก และไทยเองก็เป็นฐานการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญ เรามี know-how อยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสที่จะผลักดันการเติบโตในอนาคต”



ดันสัดส่วนพรีเมียม ใช้แบรนด์แอมฯ ดึงคนรุ่นใหม่

    แม้เบทาโกรจะอยู่ในธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงมากว่า 20 ปี แต่การสร้างแบรนด์อย่างจริงจังเพิ่งเริ่มต้นในช่วงราว 2 ปีที่ผ่านมา หลังบริษัทเพิ่มงบการตลาดอย่างมีนัยสำคัญ

    ปัจจุบันพอร์ตผลิตภัณฑ์แบ่งเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ Perfecta กลุ่มพรีเมียม, CAT n joy และ DOG n joy ในกลุ่มพรีเมียมแมส ไปจนถึง BingoStar และแบรนด์ในกลุ่ม economy

    สำหรับ CAT n joy และ DOG n joy ซึ่งเป็นฐานหลักของบริษัท แม้ต้องแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดมานาน เบทาโกรเลือกสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพวัตถุดิบ โดยใช้ pure protein จากเนื้อสัตว์ชนิดเดียว ไม่ผสมหลายแหล่งโปรตีน เพื่อลดความเสี่ยงด้านอาการแพ้อาหารของสัตว์เลี้ยง

    ในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าปรับโครงสร้างพอร์ตสินค้าให้สัดส่วนกลุ่มพรีเมียมและพรีเมียมแมสเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันกลุ่ม economy ยังมีสัดส่วนราว 55% ของยอดขายทั้งหมด และตั้งเป้าปรับลดเหลือ 45% ภายในปี 2571 ขณะที่พรีเมียมและพรีเมียมแมสจะเพิ่มขึ้นเป็น 55%



    สมชาญ ระบุว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตคือการลงทุนด้านการตลาด โดยปัจจุบันใช้งบประมาณราว 15% ของยอดขายต่อปี ซึ่งถือว่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมนี้

    นอกจากการสื่อสารผ่านโฆษณา บริษัทยังเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านพรีเซนเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และ KOL เพื่อสร้าง brand Love และความมั่นใจในแบรนด์ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าการปรึกษาสัตวแพทย์แบบในอดีต

    หนึ่งในความสำเร็จคือการดึง ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว และ ออฟโรด-กันตภณ จินดาทวีผล มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และผลักดันยอดขายเติบโตมากกว่า 30%

    “การตลาดสมัยนี้ยากมากถ้าทำด้วยตัวเอง ต้องมีคนมาช่วยผลักดันให้เราเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับเร็วขึ้น การสร้างแบรนด์ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นผ่านประสบการณ์จริง การบอกต่อ และอิทธิพลของผู้มีบทบาทในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อในปัจจุบัน”


เพิ่มกำลังผลิต รองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการผลักดันธุรกิจสู่เป้าหมาย 5,600 ล้านบาท คือการลงทุนด้านกำลังการผลิตและการขยายศักยภาพโรงงาน เพื่อรองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง

    โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่จังหวัดลพบุรีมีกำลังการผลิตประมาณ 9,000 ตันต่อเดือน คิดเป็น 75% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และบริษัทมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 15% ในปี 2570 ซึ่งทำให้ต้องเริ่มพิจารณาแผนลงทุนโรงงานแห่งใหม่ในอนาคต

    ปัจจุบันธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงของเบทาโกรแบ่งเป็นแบรนด์ของตัวเอง 65% และ OEM 35% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง และบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนแบรนด์ของตัวเองเป็น 70% ภายในปี 2571



    ในด้านตลาดต่างประเทศ บริษัทแบ่งกลยุทธ์ตามประเภทสินค้า โดยอาหารเม็ดเน้นตลาดเอเชียแปซิฟิก ขณะที่อาหารเปียกสามารถส่งออกได้ทั่วโลก ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ขณะที่ในปี 2568 บริษัทขยายตลาดใหม่เพิ่มอีก 7 ประเทศ ได้แก่ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มัลดีฟส์ เนปาล บรูไน เกาหลีใต้ และฮ่องกง

    และในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เบทาโกรเริ่มส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการยอมรับมาตรฐานการผลิตของโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย

    “การที่เราสามารถส่งออกไปยังอเมริกาได้แล้วถือเป็นการได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพของโรงงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย” สมชาญ กล่าว




ภาพ : เบทาโกร และ CAT n joy




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เศรษฐกิจ Cat Economy มาแรง! คนไทยเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้น 20-25% ทุกปี อิมแพ็คฯ คาด 6 ธุรกิจแมวดาวรุ่ง เตรียมตัวโตต่อเนื่อง

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine