"เจ้าสัวบุณยสิทธิ์" ชี้ ศก.ไทย เครื่องยนต์ดับ ถึงเวลาขับซาเล้ง! จี้รัฐเร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์ คว้าโอกาสทุนจีนเข้าไทย ดันสหกรุ๊ปแฟร์ลุยเทคฯ เต็มสูบ

"เจ้าสัวบุณยสิทธิ์" ชี้ ศก.ไทย เครื่องยนต์ดับ ถึงเวลาขับซาเล้ง! จี้รัฐเร่งเครื่องเมกะโปรเจกต์ คว้าโอกาสทุนจีนเข้าไทย ดันสหกรุ๊ปแฟร์ลุยเทคฯ เต็มสูบ

FORBES THAILAND / ADMIN
11 Jun 2026 | 04:16 PM
READ 167

"เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" ประธานเครือสหพัฒน์ มองข้ามช็อตวิกฤตโลก ชี้เป็นโอกาสทองของไทย จี้รัฐบาลโชว์ความกล้าเร่งปูพรมเมกะโปรเจกต์ ทั้งรถไฟความเร็วสูงและแลนด์บริดจ์ แนะแบงก์ชาติบริหารเงินบาทให้อ่อนค่าแตะ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ หวังเป็นสปริงบอร์ดติดปีกส่งออก เผยทุนจีนจ้องเสียบแทนญี่ปุ่นกว้านซื้อที่ดินนับร้อยไร่ พร้อมประกาศพลิกโฉม "สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส" ครั้งที่ 30 สู่ดิจิทัลเฟสติวัลเต็มรูปแบบ


    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ได้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในงานแถลงข่าว "สหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส" ครั้งที่ 30 โดยประเมินว่า วิกฤตความขัดแย้งทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง กลับกลายเป็นโอกาสสำคัญของภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยในฐานะพื้นที่ปลอดภัยที่ปราศจากสงคราม

    ซึ่งจุดนี้เองจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดการพัฒนาและการลงทุนจากทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้ามา แม้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจจะดูเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานเศรษฐกิจของไทยมีขนาดใหญ่กว่ามาก เมื่อพิจารณาในภาพรวมจึงถือว่าศักยภาพของไทยไม่ได้พ่ายแพ้ และยังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าอีกหลายประเทศ

    นอกจากนี้ เมื่อประเมินถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นและกระทบไปทั่วโลกนั้น บุณยสิทธิ์ มองว่าเป็นเพียงวัฏจักรของโลกธุรกิจที่มีขึ้นมีลงและย่อมมีวันคลี่คลาย ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือภาคธุรกิจจะต้องไม่อยู่นิ่ง แต่ต้องเตรียมความพร้อมและศักยภาพของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อให้สามารถสปริงตัวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคู่แข่งทันทีที่สถานการณ์สงครามยุติลง

    "สงครามไม่ใช่ว่าจะสู้กันตลอด มันก็ต้องมีวันหยุด เราต้องดูว่าถ้าสงครามหยุดเราจะพัฒนายังไงให้นำหน้าคนอื่น ไม่ใช่ไปห่วงเรื่องนู้นเรื่องนี้เรื่องนั้น แต่ต้องมองว่าเราจะใช้โอกาสนี้พัฒนาให้เร็วกว่าคนอื่นยังไง" บุณยสิทธิ์ กล่าว

    สำหรับการรับมือกับภาระต้นทุนของเครือสหพัฒน์นั้น มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อซ้ำเติมผู้บริโภค โดยจะพยายามตรึงราคาให้นานที่สุด ยกเว้นในกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจำพวกเคมีภัณฑ์และพลาสติกที่ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมไปถึงเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่แม้ในประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มปรับลดต้นทุนด้วยการหันมาใช้ซองขาวดำ แต่สำหรับประเทศไทยปริมาณการใช้วัสดุยังไม่สูงถึงขั้นที่ต้องดำเนินการในลักษณะดังกล่าว


ทุนจีนสยายปีกเสียบแทนญี่ปุ่น

    ขณะเดียวกัน ทิศทางของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในปัจจุบันก็กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากเดิมที่นักลงทุนญี่ปุ่นเคยเป็นกำลังหลัก ปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลงและถูกแทนที่ด้วยกลุ่มทุนจากประเทศจีนที่หันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนอย่างจริงจัง

    โดยมองประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสเกลการลงทุนของกลุ่มทุนจีนในปัจจุบันนั้นมีขนาดใหญ่มาก โดยมีความต้องการซื้อที่ดินในระดับ 100-300 ไร่ต่อโครงการ แตกต่างจากยุคของญี่ปุ่นที่มักลงทุนในระดับ 10-20 ไร่ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มทุนจีนจำนวนมากที่อยู่ในช่วงของการเจรจาและกำลังตัดสินใจ

    ทำให้จากการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติยุคใหม่ที่มักพ่วงมากับนวัตกรรมขั้นสูง จึงถือเป็นตัวเร่งให้ภาคธุรกิจต้องตื่นตัว โดยในส่วนของเครือสหพัฒน์เองก็มีการปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ สะท้อนผ่านการเซ็น MOU กว่า 20 รายการ ที่จะมีขึ้นในงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส” ครั้งที่ 30 นี้ โดยจะให้น้ำหนักไปที่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เช่น การร่วมมือกับ Amazon Web Services (AWS) เพื่อวางระบบคลาวด์และยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัล ฯลฯ


จี้รัฐกล้าลงทุนเมกะโปรเจกต์

    ในส่วนของมุมมองต่อการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันนั้น บุณยสิทธิ์ ให้คะแนนสอบผ่านที่ระดับ 6 คะแนนเต็ม 10 โดยมองว่ามีทิศทางที่ดีและไม่แพ้รัฐบาลชุดก่อนหน้า สะท้อนจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ดันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 1,500 จุดได้ อย่างไรก็ตาม หากมีโอกาสเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง สิ่งที่อยากเน้นย้ำมากที่สุดคือ "ความกล้าตัดสินใจ"

    โดยเฉพาะการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ขนาดใหญ่ ซึ่งการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าและหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ควรขยายภาพให้เป็นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากระยองและศรีราชาทอดยาวไปจนถึงชุมพร ซึ่งไทยสามารถดำเนินการลงทุนเองได้และจะก่อให้เกิดการจ้างงานมหาศาลในระยะยาว

    ส่วนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นผ่านโครงการแจกเงินต่างๆ นั้น แม้จะเป็นเพียงการกระตุ้นชั่วคราว แต่ในอีกมุมหนึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการที่รัฐบาลจะเก็บรวบรวม Data ของประชาชนเพื่อนำไปต่อยอดเป็น Data Center สำหรับการวางนโยบายในอนาคต ควบคู่ไปกับการปล่อยให้มีอัตราเงินเฟ้ออ่อนๆ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้


แนะดูแลบาทอ่อนแตะ 35

    นอกจากการลงทุนภาครัฐแล้ว อีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจคือ "การดูแลค่าเงินบาท" บุณยสิทธิ์ ชี้ให้เห็นว่าค่าเงินบาทของไทยที่ระดับ 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐนั้นแข็งค่าเกินไปเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้ภาคการเกษตรและการส่งออกไม่สามารถแข่งขันกับเวียดนามได้ 

    ประกอบกับทำให้เกิดกระแสการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หากแบงก์ชาติและรัฐบาลสามารถบริหารจัดการให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอยู่ในระดับ 35 บาทขึ้นไปได้ จะช่วยต่อลมหายใจให้ภาคการส่งออกและลดภาระหนี้ครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รวมถึงปัญหาการค้าชายแดนกับกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐที่จำกัดการส่งออก ทำให้ไทยเสียโอกาสทางการค้า ซึ่งเครือสหพัฒน์พร้อมปฏิบัติตามนโยบายรัฐและหันไปเจาะตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างจีน ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์แทน ขณะเดียวกันก็แนะให้รัฐบาลใช้วิธีการเจรจาทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาระหว่างประเทศมากกว่าการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด


สหกรุ๊ปแฟร์ครั้งที่ 30 ปรับลุครับดิจิทัล

    เมื่อหันมามองทิศทางการดำเนินธุรกิจของเครือสหพัฒน์ในปีนี้ แม้ภาพรวมอาจเติบโตไม่เท่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลก แต่ด้วยกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง ทำให้บริษัทยังสามารถรักษาสมดุลไว้ได้เป็นอย่างดี เช่น กลุ่มแฟชั่นที่ชะลอตัวจะถูกชดเชยด้วยกลุ่มธุรกิจอาหารที่ยังเติบโตได้ดี

    ขณะที่งาน "สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส" ครั้งที่ 30 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 ก็ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการนำสินค้ามาลดราคาล้างสต๊อก ซึ่งมักจะดึงดูดเพียงผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงอายุ มาสู่การจัดงานในรูปแบบ "เฟสติวัล" ที่เน้นโชว์เคสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI, E-commerce และ Digital Transformation ของเครือสหพัฒน์ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่

    บุณยสิทธิ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถสามล้อที่ยังมีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน แต่ปีนี้เศรษฐกิจได้กลายสภาพเป็น “รถซาเล้ง” ที่รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องออกแรงช่วยกันถีบอย่างหนักเพื่อให้รถขยับไปข้างหน้า”

    พร้อมให้กำลังใจนักธุรกิจว่าการทำธุรกิจย่อมมีวัฏจักรขึ้นลง ในช่วงเวลาที่กราฟปักหัวลง สิ่งสำคัญที่สุดคือความอดทนและการบริหารจัดการเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้ เมื่อโอกาสหรือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศพร้อม ธุรกิจที่รอดตายจะสามารถสปริงตัวกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง


ภาพ : เครือสหพัฒน์ 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : "ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล" CEO คนใหม่ "เซ็นทรัลพัฒนา" พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนแผนลงทุน 5 ปี มูลค่า 110,000 ล้าน

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine