เปิดเกมรุกตลาดอาหารพร้อมทานภาคเหนือ! “ซีพีแรม” วางหมากยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง ชูโครงการฟื้นป่าน่าน สร้างรายได้ให้เกษตรกร เพื่อคุมเสถียรภาพวัตถุดิบและทรัพยากรน้ำ ก่อนอัดฉีดกำลังผลิตที่ “ครัวลำพูน” ทะลุ 3 แสนชิ้นต่อวัน รุกเสิร์ฟเมนูท้องถิ่นที่ถูกปากคนเหนือ ตอกย้ำภาพผู้นำอาหารพร้อมทานที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน
การขับเคลื่อนธุรกิจในยุคนี้ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร การรักษาความสมบูรณ์ของ “ป่าต้นน้ำ” จึงไม่ได้เป็นแค่การทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาความมั่นคงของวัตถุดิบและทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่หล่อเลี้ยงสายพานการผลิตทั้งหมด
ล่าสุด บริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์นี้ผ่านโครงการ CPRAM Green Life ในกิจกรรม “ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน” ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพ “ครัวซีพีแรม ลำพูน” เพื่อรองรับตลาดในภาคเหนือที่กำลังเติบโต

จากบทเรียนอุทกภัย สู่ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
ณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สะท้อนมุมมองว่า หากมองย้อนกลับไปในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดน่านส่วนใหญ่เต็มไปด้วยการทำเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด ซึ่งสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศสะสมมาอย่างยาวนาน จนเห็นได้ชัดจากวิกฤตอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ช่วงปี 2567-2568 ที่ผ่านมา
ทำให้นำมาสู่การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างกลไกป้องกันอย่างยั่งยืน ผ่านการน้อมนำแนวพระราชดำริ “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” มาปรับใช้ในพื้นที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) พร้อมทั้งร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายทั้ง 15 อำเภอ ในการจัดทำ “ฝายแกนดินเดี่ยว” เพื่อชะลอตะกอนดินและกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ซีพีแรมในฐานะองค์กรภาคเอกชนจึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหา โดยเดินหน้าโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวมาอย่างต่อเนื่องถึง 13 ปี จนเห็นภาพความสำเร็จที่ชัดเจน ผ่านการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 66,000 ต้น บนพื้นที่ 288,000 ตารางเมตร พร้อมส่งมอบพันธุ์กล้าไม้ภายใต้กิจกรรม “แสนกล้าสู่แสนต้น” สะสมมากกว่า 90,000 ต้น
โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการปลูกต้นไม้สะสมให้ครบ 120,000 ต้น ภายในปี 2573 ยิ่งไปกว่านั้น ซีพีแรมยังมีนโยบายกระจายการสร้างพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุมทั้ง 7 กลุ่มธุรกิจทั่วประเทศ

กางแผน “ซีพี” มุ่งเป้าลดคาร์บอน
บัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชนฯ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ฉายภาพใหญ่ว่า เครือซีพีมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยตั้งเป้าหมายปลูกและดูแลรักษาต้นไม้รวม 20 ล้านต้น ซึ่งในจำนวนนี้จะถูกจัดสรรลงพื้นที่ป่าต้นน้ำหลักของภาคเหนือ ได้แก่ ปิง วัง ยม และน่าน จำนวน 1.4 ล้านต้น
ทั้งนี้นับตั้งแต่ประกาศนโยบาย net zero แผน 30 ปีเมื่อปี 2563 ปัจจุบันผ่านไปแล้ว 7 ปี เครือซีพีสามารถขับเคลื่อนนโยบายจนมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 20% ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การประหยัดพลังงานในสำนักงาน และการบริหารจัดการขยะอาหาร (food waste) จากช่องทางค้าปลีกรายใหญ่อย่าง 7-Eleven, แม็คโคร และโลตัส

เปลี่ยนพื้นที่ตรวจยึด สู่โมเดล “ป่าสร้างรายได้” น่านใต้
นอกเหนือจากการปลูกป่าตามเป้าหมายของเครือฯ แล้ว หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูธรรมชาติในยุคนี้คือการทำให้ชาวบ้านมีรายได้และพึ่งพาตัวเองได้ด้วย จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่เป้าหมาย ณ ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มเกษตรกรห้วยน้ำหิน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ตามมาตรา 19 ที่เคยผ่านการตรวจยึดโดยกรมป่าไม้ ก่อนที่กลุ่มเกษตรกรจะยื่นขอใช้ประโยชน์เพื่อชุมชน ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านวิถีเกษตรกรรมเดิมไปสู่เกษตรมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยซีพีแรมได้เข้าไปส่งเสริมอาชีพด้วยการส่งมอบกล้ากาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าจำนวน 11,700-12,000 ต้น ภายใต้การขยายผล “สบขุ่นโมเดล” ให้แก่กลุ่มเกษตรกรนำร่องจำนวน 23 คน ครอบคลุมพื้นที่ทำกินรวมกว่า 1,200 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางราว 300-500 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับการเติบโตของกาแฟโรบัสต้า ที่ปัจจุบันตลาดในประเทศยังมีความต้องการสูงและต้องพึ่งพาการนำเข้า
ยิ่งไปกว่านั้น ชุมชนยังมีการปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือกอื่น ๆ ตามความต้องการของตลาด เช่น มะขามฝักใหญ่ เพื่อส่งป้อนตลาดจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงการปลูกไผ่เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์เพื่อเป็นรายได้เสริม
“ปลูกป่าอย่างเดียว ทุกคนอยู่ได้ แต่ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องปลูกต้นไม้ที่สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชนด้วย เราต้องเลือกพืชพันธุ์ที่เข้ากับบริบทพื้นที่ อย่างกาแฟโรบัสต้า หากชาวบ้านไม่มีแหล่งรับซื้อ เครือซีพีก็พร้อมรับซื้อ หรือหากนำไปขายที่อื่นแล้วได้ราคาสูงกว่า เราก็ยินดี นี่คือความยั่งยืนที่แท้จริง เมื่อป่าอยู่รอด ต้นไม้มีมูลค่า ชุมชนอยู่ได้ ย่อมเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง” บัญชา กล่าว

ดึงชุมชนร่วมปกป้องผืนป่า
สอดคล้องกับมุมมองของ สังคม คัดเชียงแสน ปลัดจังหวัดน่าน ที่เน้นย้ำแนวคิด “คนน่านไม่ทิ้งป่า ป่าไม่ทิ้งคนน่าน” โดยระบุว่า พื้นที่อำเภอนาน้อย มีเสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ เช่น เสาดินนาน้อย อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ดอยเสมอดาว และผาชู้
เพราะฉะนั้นการที่ภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่ให้ร่มเงาและความชุ่มชื้น จะช่วยให้ชุมชนมีรายได้และสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเกื้อกูล

ยกระดับ “ครัวลำพูน” ขยายสายพานตอบรับดีมานด์ภูมิภาค
เมื่อระบบนิเวศต้นน้ำได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบ ปลายน้ำอย่างอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจึงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ณัชโชติ กล่าวเสริมว่า ทรัพยากรน้ำคือสิ่งจำเป็นในกระบวนการผลิตอาหาร หากภาคเอกชนละเลยไม่ร่วมดูแลป่าต้นน้ำ ในอนาคตย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิตและชุมชนอย่างแน่นอน
เพราะหากมองในแง่ของธุรกิจ ปัจจุบันตลาดอาหารพร้อมรับประทานในไทยยังคงขยายตัว โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 2.9-3% ต่อปี (อ้างอิงข้อมูลวิจัยจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรี) ดังนั้น ซีพีแรมจึงวางหมากให้ “ครัวซีพีแรม ลำพูน” เป็นฐานการผลิตหลักในพื้นที่ภาคเหนือ
ซึ่งได้รับการยกระดับเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากล โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 300,000 ชิ้นต่อวัน ทำหน้าที่กระจายสินค้าป้อนให้แก่ร้าน 7-Eleven ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด 21 จังหวัด รวมกว่า 2,100 สาขา

ถอดรหัสรสชาติท้องถิ่น สู่มาตรฐานอุตสาหกรรม
เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ครัวซีพีแรม ลำพูน นำมาใช้เจาะตลาดคือการพัฒนาเมนูอัตลักษณ์ท้องถิ่น (local menu) เพื่อตอบโจทย์ความชอบของผู้บริโภคในภูมิภาคได้อย่างตรงจุด โดยมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ เมนู “ข้าวซอยไก่” ซึ่งเป็นอาหารยอดฮิตของภาคเหนือ
แต่การนำอาหารพื้นบ้านมาผลิตในปริมาณมากระดับอุตสาหกรรมนั้นมีความท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการต้องรักษาสมดุลระหว่าง “รสชาติดั้งเดิม” และ “ความสะอาดปลอดภัย” ซีพีแรมจึงต้องดึงหลักวิทยาศาสตร์การอาหาร (food science) เข้ามาช่วยแปลงสูตรจากการปรุงกะเกณฑ์ด้วยมือ สู่มาตรฐานระดับโรงงานอุตสาหกรรม (ร้อยละโดยน้ำหนัก หรือ % Ingredient Drop) เพื่อควบคุมกลิ่นและรสชาติของเครื่องเทศให้ได้มาตรฐานสม่ำเสมอในทุกรอบการผลิต

นอกจากนี้ ยังพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่แยกส่วนประกอบต่างๆ ออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นน้ำแกง เส้นลวก เส้นทอด เนื้อไก่ และเครื่องเคียง เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติที่ดีที่สุดก่อนเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภค โดยในอนาคต ซีพีแรมมีแผนจะนำเมนูท้องถิ่นอื่นๆ มาต่อยอดเพิ่มเติม เพื่อสร้างความหลากหลายและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอาหารของแต่ละภูมิภาค
ภายใต้ตลาดอาหารพร้อมรับประทานที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง การลงทุนของซีพีแรมในภาคเหนือครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดอาหารพร้อมรับประทานที่เติบโต แต่เป็นการวางรากฐานความสามารถในการแข่งขันผ่านการบริหารห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ เมื่อการฟื้นฟูป่าต้นน้ำเชื่อมโยงกับความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ วัตถุดิบ และรายได้ของเกษตรกร ความยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นต้นทุนของธุรกิจ หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาว
ภาพ : ซีพีแรม
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยกระดับ “โครงการ 60 ยังแจ๋ว” จ้างงานสูงวัยแล้ว 272 คน เปิดตลาดให้วัยเก๋าขายของได้ฟรี ขับเคลื่อนแม็คโคร-โลตัสสู่ “พื้นที่แห่งความสุข”
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


