ย้ำแท่นเบอร์ 1 ค้าปลีกความงาม! "EVEANDBOY" จ่อระดมทุนเข้า SET เดินหน้าขยายสู่ 320 สาขาภายในปี 2574 ครอบคลุมทุกทำเลศักยภาพ ควบคู่กลยุทธ์ดึงแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟกว่า 25 แบรนด์ล็อกกำลังซื้อทุกกลุ่ม พร้อมใช้ data-driven ขับเคลื่อนธุรกิจ หวังโกยส่วนแบ่งตลาด 15.6%
หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด (มหาชน) หรือ EB ฉายภาพทิศทางธุรกิจว่า ปัจจุบัน EVEANDBOY วางโพซิชันนิ่งเป็นร้านค้าปลีกเฉพาะทางที่รวบรวมสินค้าความงามและสุขภาพทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรั้งตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในตลาดค้าปลีกสินค้าความงามของไทย
ซึ่งข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุชัดเจนว่า EVEANDBOY มีส่วนแบ่งการตลาด (market share) เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากระดับ 2.3% ในปี 2559 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 15.6% ในปี 2568
การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับโมเดลธุรกิจแบบมัลติแบรนด์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคหลังโควิด-19 ที่ต้องการความหลากหลายในการเลือกซื้อสินค้า
โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีพอร์ตโฟลิโอสินค้ามากกว่า 24,000 รายการ (SKUs) ครอบคลุม 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, เครื่องสำอาง, น้ำหอม และของใช้ส่วนตัว

ปูพรมสินค้า Exclusive ล็อกกำลังซื้อทุกเซกเมนต์
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย สินค้าทั้ง 4 หมวดหมู่จึงถูกจัดสรรออกเป็น 4 ระดับ เพื่อรองรับกำลังซื้อของลูกค้าทุกกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม niche brand, prestige brand, masstige brand และ mass brand
นอกจากนี้ บริษัทยังสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยกลยุทธ์การถือสิทธิ์จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (exclusive brand) ถึง 25 แบรนด์ เช่น Kylie Cosmetics, Lilybyred รวมไปถึงสินค้าแบบ exclusive item จากแบรนด์ดังอย่าง Roundlab และ Mellme
ควบคู่ไปกับการจัดเตรียมพนักงานให้คำปรึกษาความงามและช่างแต่งหน้ามืออาชีพประจำสาขา เพื่อยกระดับบริการในพื้นที่ขายจริง
ซึ่งเบื้องหลังการคัดสรรสินค้าและบริการที่แม่นยำ มาจากการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยระบบ data-driven โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์เทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทฯ สามารถปรับตัวและนำเสนอสินค้าที่ตรงกับกระแสนิยมได้อย่างรวดเร็ว
พร้อมทั้งวางบทบาทเป็น “trend setter” และมีส่วนสำคัญในการผลักดันแบรนด์ความงามสัญชาติไทย (T-beauty) ให้เติบโตในตลาด

สยายปีก 320 สาขา ยึดทำเลค้าปลีกทั่วไทย
หิรัญกล่าวต่อว่า สำหรับแผนยุทธศาสตร์ในระยะ 5 ปีข้างหน้า บริษัทฯ มุ่งเน้นการเชื่อมต่อระบบ omni-channel ผสานช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะทั้งเว็บไซต์, แอปพลิเคชัน, อีคอมเมิร์ซ และโซเชียลคอมเมิร์ซเข้าด้วยกัน
รวมถึงการขยายสาขาก็ถือเป็นแกนหลักของการเติบโต โดยตั้งเป้าจะขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 320 แห่ง ภายในปี 2574 จากปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569) ที่มีอยู่ 71 สาขา ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่
ซึ่งรูปแบบสาขาจะกระจายตัวทั้งในคอมมูนิตี้มอลล์, ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น, เชนห้างสรรพสินค้า และสแตนด์อโลน เนื่องจากจะช่วยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนการขายและการดำเนินงานในระยะยาว
ส่วนด้านตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของแบรนด์ ผลสำรวจผู้บริโภคโดย Euromonitor เมื่อเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า EVEANDBOY ครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับแรกที่ 17.1% และมีการรับรู้แบรนด์โดยรวมสูงถึง 73.6%
โดยผู้บริโภคมีความถี่ในการเข้าร้านเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อเดือน และให้คะแนนความพึงพอใจสูงถึง +49 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากคุณภาพสินค้า ความคุ้มค่า ความสอดคล้องกับเทรนด์ และความน่าเชื่อถือ ส่งผลบวกต่อมูลค่าตลอดอายุการเป็นลูกค้า

ยื่นไฟลิ่งจ่อเทรด SET ระดมทุนอัปสเกลธุรกิจ
ทั้งนี้ เพื่อระดมทุนสนับสนุนแผนงานดังกล่าว ทินพันธุ์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า บมจ. อีฟ แอนด์ บอย ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 170.35 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 25.05% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด
ปัจจุบันคำขอดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ก.ล.ต. โดยเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำไปใช้ลงทุนขยายสาขาตามแผนงานที่วางไว้ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ รวมถึงจัดซื้อสินค้าเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกความงามในอนาคต

ภาพ : EVEANDBOY
ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ไฮเออร์” ลงทุนไทยอีก 5.25 พันล้าน ตั้งโรงงานเครื่องซักผ้าในระยอง กำลังผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี เล็งส่งออก 70% จ้างคนไทย 1,000 คน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


