หลังรายได้ฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด ฟิตเนส เฟิรส์ท ประกาศลงทุน 330 ล้านบาทในไทยตลอด 12 เดือน เดินหน้าเปิดสาขาใหม่และปรับโฉมคลับเดิม รับพฤติกรรมสมาชิกที่ออกกำลังกายบ่อยขึ้น 25% ขณะที่ผู้ใช้บริการเทรนเนอร์ส่วนตัวเพิ่มจาก 6,000 เป็น 15,000 คน เตรียมเปิดแฟลกชิปแห่งใหม่ที่ The Central พหลโยธิน ในปี 2570 พร้อมประเมินธุรกิจมีโอกาสเติบโต 5-10% ต่อปี แม้เผชิญการแข่งขันและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดฟิตเนสไทยที่มีทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ สตูดิโอเฉพาะทาง และแบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาขยายธุรกิจมากขึ้น
ฟิตเนส เฟิรส์ท (Fitness First) ซึ่งดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 25 ปี ประกาศลงทุนครั้งใหม่มูลค่า 330 ล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพื่อเปิดสาขาใหม่และปรับโฉมคลับเดิม หลังรายได้ฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 พร้อมรับพฤติกรรมสมาชิกที่หันมาออกกำลังกายบ่อยขึ้นและต้องการบริการที่หลากหลายกว่าเดิม

พฤติกรรมสมาชิกเปลี่ยน ดันลงทุนรอบใหม่
มาร์ค เอลเลียต บิวคานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีโวลูชั่น เวลส์เนสส์ เอเชีย (Evolution Wellness Asia) เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังเป็นตลาดสำคัญของบริษัท โดยผู้บริโภคไม่ได้มองหาสถานที่ออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างความแข็งแรง พัฒนาสมรรถภาพร่างกาย ไปจนถึงการฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ
สะท้อนจากข้อมูลสมาชิก Fitness First ระหว่างปี 2564-2569 ที่พบว่า ความถี่ในการเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น 25% จาก 8 เป็น 10 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ผู้ใช้บริการเทรนเนอร์ส่วนตัว (PT) เพิ่มจาก 6,000 เป็น 15,000 คน ส่งผลให้สัดส่วนสมาชิกที่ใช้บริการ PT เพิ่มจาก 17% เป็น 27% โดยบริษัทคาดว่าจะมีชั่วโมงการฝึกกับเทรนเนอร์รวมประมาณ 1.5 ล้านชั่วโมงในปีนี้
ขณะเดียวกันคลาสออกกำลังกายแบบกลุ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยจำนวนผู้เข้าร่วมคลาส HIIT เพิ่มขึ้น 159% และ Mind & Body ซึ่งรวมโยคะและพิลาทิสเพิ่มขึ้น 73% ทำให้บริษัทเห็นโอกาสปรับรูปแบบฟิตเนสคลับให้รองรับทั้งการฝึกความแข็งแรง คลาสออกกำลังกาย และการฟื้นฟูร่างกายภายในสถานที่เดียวกัน

ทุ่ม 330 ล้าน เปิดสาขาใหม่-รีโนเวต 3 คลับ
โดยล่าสุดบริษัทได้เตรียมใช้งบลงทุน 330 ล้านบาท ภายใน 12 เดือนหลังจากนี้ โดยจะแบ่งการลงทุนเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การเปิดฟิตเนสคลับแห่งใหม่ การปรับปรุงสาขาปัจจุบัน และการพัฒนาโปรแกรมกับพื้นที่ออกกำลังกายรูปแบบใหม่
เริ่มจาก Fitness First เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ที่รวมการฝึกความแข็งแรง การฝึก HYROX และ pilates reformer ไว้ในสถานที่เดียวกัน นอกจากนี้ สาขาดังกล่าวยังเป็นต้นแบบการปรับโฉมคลับครั้งสำคัญนับจากปี 2560 โดยออกแบบพื้นที่ให้เปิดโล่งมากขึ้น เพิ่มโซนฝึกเฉพาะทาง สตูดิโอออกกำลังกาย และปรับระบบแสงให้เหมาะกับกิจกรรมที่หลากหลาย
อีกโครงการสำคัญคือ The Central by Fitness First ซึ่งจะเปิดภายในศูนย์การค้า The Central บนถนนพหลโยธิน ใกล้เซ็นทรัล ลาดพร้าว ในปี 2570 โดยวางตำแหน่งเป็นแฟลกชิปคลับขนาดใหญ่ และเป็น class club แห่งที่ 3 ของบริษัท
ซึ่งภายในคลับจะรวมบริการฟิตเนสและการดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน ทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย คลาสฝึกสมรรถภาพ และโซนฟื้นฟูร่างกาย โดยมีแผนเพิ่มบ่อน้ำร้อนและน้ำเย็น รวมถึงซาวน่าอินฟราเรด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดเพิ่มเติม
ส่วนสาขาปัจจุบันบริษัทเตรียมปรับปรุงเบื้องต้น 3 แห่ง ได้แก่ Fitness First Platinum คิวเฮาส์ ลุมพินี, เซ็นทรัลเวิลด์ และเมกาบางนา โดยจะปรับพื้นที่และเพิ่มโปรแกรมออกกำลังกายให้สอดคล้องกับแนวทางใหม่ของแบรนด์
“ตอนนี้เราประกาศโครงการที่ยืนยันได้แล้ว 5 โครงการ แต่ยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมที่จะทยอยเปิดเผยในช่วงหลายเดือนข้างหน้า” มาร์คกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันเครือ Evolution Wellness มีฟิตเนสคลับในไทยรวม 34 สาขา แบ่งเป็น Fitness First จำนวน 32 สาขา มีสมาชิกเกือบ 60,000 คน และ Celebrity Fitness อีก 2 สาขา ได้แก่ สามย่านมิตรทาวน์ และเซ็นทรัล ระยอง โดยมีฐานลูกค้าหลักเป็นคนวัยทำงาน ซึ่งประมาณ 60% มีอายุระหว่าง 28-36 ปี

ชู “ความหลากหลาย” สู้ศึกบูทีคฟิตเนส
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือกลยุทธ์การรับมือกับ สตูดิโอออกกำลังกายขนาดเล็ก หรือ boutique fitness ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้รักการออกกำลังกายเฉพาะทาง เช่น พิลาทิส โยคะ หรือการฝึกกล้ามเนื้อ
มาร์ค มองว่า แม้บูทีคฟิตเนสจะได้เปรียบเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและความสะดวกสบาย แต่ข้อจำกัดหลักคือเรื่องพื้นที่และจำนวนโปรแกรม
“โมเดลของเราคือการมอบความหลากหลายและคุ้มค่าครับ ภายใต้ค่าสมาชิกรายเดือน ลูกค้าสามารถเลือกออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ หรือเปลี่ยนโปรแกรมได้ตามความนิยมในตอนนั้น โดยไม่ต้องถูกจำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายประเภทใดประเภทหนึ่ง” มาร์ค ชี้ให้เห็นถึงจุดแข็งของฟิตเนสขนาดใหญ่
ความได้เปรียบดังกล่าวสะท้อนผ่านโปรแกรมออกกำลังกายแบบกลุ่มราว 80 รูปแบบ ตั้งแต่โยคะ พิลาทิส การเต้น ปั่นจักรยาน ไปจนถึง functional training และ HIIT รวมกว่า 20,000 คลาสต่อเดือนทั่วเครือข่าย โดยคลาสกลุ่มตามตารางรวมอยู่ในค่าสมาชิกรายเดือน ส่วนบริการเทรนเนอร์ส่วนตัว (PT) คิดค่าบริการแยกต่างหาก
นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาโปรแกรมใหม่ เช่น Pro Release สำหรับการดูแลและฟื้นฟูร่างกาย, X Force เน้นการฝึกความแข็งแรง และ Hit X สำหรับการออกกำลังกายแบบเข้มข้นเป็นช่วง เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกที่เปลี่ยนไป
“ในธุรกิจฟิตเนส ต้นทุนหลักของเราคือพื้นที่และค่าเช่า ดังนั้นการสร้างความหลากหลายและดึงดูดให้สมาชิกกลับมาใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นหัวใจสำคัญทั้งในการรักษาลูกค้าเก่าและการทำกำไรครับ” มาร์ค ย้ำถึงวิสัยทัศน์

ใช้บุคลากรประจำ 1,600 คน สร้างความต่างด้านบริการ
นอกจากความหลากหลายของโปรแกรม Fitness First ยังให้ความสำคัญกับบุคลากร โดยปัจจุบัน Evolution Wellness ประเทศไทย มีพนักงานรวมประมาณ 1,600 คน ภายใต้ Fitness First และ Celebrity Fitness ซึ่งทั้งหมดเป็นพนักงานประจำ ไม่ใช้โมเดลจ้างผู้ฝึกสอนอิสระ
โดยบริษัทเน้นพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ตั้งแต่การรับนักศึกษาฝึกงานจนถึงการฝึกอบรมเพื่อทำงานจริง โดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีบุคลากรผ่านกระบวนการฝึกอบรมแล้วอย่างน้อย 7,500 คน
ขณะเดียวกันบริษัทยังจัดกิจกรรมสร้างคอมมูนิตี้ประมาณ 1,500 ครั้งต่อปี ทั้งการวิ่ง โยคะนอกสถานที่ และกิจกรรมร่วมกับพันธมิตร เช่น HYROX และ les mills เพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
“เราไม่ได้ขายแค่สิทธิ์เข้าใช้สถานที่ออกกำลังกาย แต่กำลังสร้างคอมมูนิตี้ เพราะเมื่อสมาชิกมีกิจกรรมทำร่วมกัน ก็มีเหตุผลที่จะกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง” มาร์คกล่าว
ส่วนด้านเทคโนโลยี บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาระบบดิจิทัลและการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) รวมถึงการนำ AI มาสนับสนุนการสื่อสารและบริการสมาชิก แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

มองตลาดฟิตเนสไทยยังไม่อิ่มตัว แม้เศรษฐกิจกดดัน
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรม มาร์คประเมินว่าตลาดฟิตเนสไทยยังมีโอกาสเติบโต แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นจากแบรนด์ต่างชาติและผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ ขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัวอาจทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะอิ่มตัว เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการแตกต่างกัน ทั้งด้านราคา ทำเล และรูปแบบการออกกำลังกาย ทำให้ฟิตเนสขนาดใหญ่ สตูดิโอเฉพาะทาง และฟิตเนสราคาประหยัดยังมีพื้นที่เติบโตร่วมกัน
ส่วนความเสี่ยงที่สมาชิกอาจยกเลิกแพ็กเกจ PT หรือเปลี่ยนไปใช้ฟิตเนสที่ถูกกว่า มาร์คยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่บริษัทให้ความสำคัญกับการทำให้สมาชิกกลับมาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ เพราะการจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนจะคุ้มค่าหรือไม่ขึ้นอยู่กับความถี่และประสบการณ์ที่ได้รับ
“ถ้าสมาชิกเข้ามาใช้บริการเดือนละ 10 ครั้ง และมีหลายกิจกรรมให้เลือกมากกว่าแค่การวิ่งบนลู่วิ่ง พวกเขาก็จะเห็นความคุ้มค่า แต่ถ้าไม่ได้ใช้บริการเลย ก็มีโอกาสที่จะยกเลิกสมาชิกได้ นี่จึงเป็นความท้าทายของเราในการทำให้คนกลับมาออกกำลังกาย” มาร์คกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทไม่ได้มองว่าทุกคนจำเป็นต้องใช้บริการฟิตเนสแบบเต็มรูปแบบ จึงยังสนับสนุนกิจกรรมออกกำลังกายในชุมชน รวมถึงความร่วมมือกับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายในวงกว้างด้วย

รายได้ฟื้นเท่าก่อนโควิด มองโอกาสโต 5-10% ต่อปี
สำหรับผลประกอบการ มาร์คเปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทกลับมามีรายได้ในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด-19 แล้ว หลังใช้เวลาหลายปีฟื้นตัวจากมาตรการปิดสถานประกอบการ ซึ่งทำให้รายได้จากค่าสมาชิกหยุดชะงัก
แม้ช่วงดังกล่าวบริษัทแทบไม่มีรายได้ แต่ยังตัดสินใจรักษาการจ้างงานพนักงานทั้งหมด เนื่องจากการพัฒนาบุคลากรต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง เพื่อให้มีทีมงานพร้อมรองรับการกลับมาเปิดบริการ
“ปีนี้เป็นปีแรกที่เรากลับมามีรายได้เทียบเท่าช่วงก่อนโควิด และจากจุดนี้เรามองโอกาสเติบโตประมาณ 5-10% ต่อปี แต่ยังไม่มีตัวเลขเป้าหมายที่ยืนยันได้ในขณะนี้” มาร์คกล่าว
การฟื้นตัวดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทกลับมาลงทุนขยายธุรกิจอีกครั้ง โดยงบ 330 ล้านบาทในรอบนี้จะมุ่งทั้งการเปิดสาขาใหม่และยกระดับสาขาเดิม เพื่อรองรับความต้องการของสมาชิกและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ภาพ : ฟิตเนส เฟิรส์ท
ออกแบบภาพปก : ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Tinder ชี้ 85% คนโสดไทยต้องเผชิญความเหงา และ 72% อยากหาแฟนคบจริงจังมากกว่าความสัมพันธ์แค่ผิวเผิน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


