หลังทำรายได้ปีแรก 24.4 ล้านบาท "บรานิเฟสท์" เดินหน้ายกระดับ Hashtag B พ้นระยะทดลองตลาด สู่แบรนด์เบเกอรี่พรีเมียมเต็มรูปแบบ ล่าสุดปรับโมเดลธุรกิจเปิด New Concept Store ยกครัวเบเกอรี่ลงเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอสลัดภาพร้านทาร์ตไข่ ก่อนลุยขยายสาขาบุก 3 ทำเลทอง “ลาดพร้าว-บางนา” ภายในปี 2569
การแข่งขันในสมรภูมิอาหารและเครื่องดื่มของไทย โดยเฉพาะเซกเมนต์เบเกอรี่ระดับพรีเมียม ยังคงทวีความดุเดือดจากการหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์ต่างชาติ
โดยหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือการขยายธุรกิจของ "Hashtag B" แบรนด์เบเกอรี่ชื่อดังที่ก่อตั้งขึ้นในฮ่องกงเมื่อปี 2565 และใช้เวลาเพียง 2 ปีในการขยายสาขา 4 แห่งทั่วเกาะฮ่องกง
ก่อนจะตัดสินใจสยายปีกออกสู่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมอบสิทธิ์การนำเข้าและบริหารจัดการในประเทศไทยให้กับ บริษัท บรานิเฟสท์ จำกัด
ซึ่งหลังจากบรานิเฟสท์นำ Hashtag B เข้ามาประเดิมสาขาแรกในไทยที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอนเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา แบรนด์ก็เริ่มก้าวผ่านช่วงทดลองตลาด สู่สเต็ปการขยายธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ

ปีแรกกวาดรายได้แตะ 24.4 ล้านบาท
สุพัตรา ตันติฤทธิศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์ Hashtag B ประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดช่วงปีแรก Hashtag B ใช้กลยุทธ์ปักหมุดสาขาหลักควบคู่ไปกับการทำ pop-up store ในหลายทำเล เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองชิมและทำความรู้จักแบรนด์มากขึ้น
รวมถึงยังสร้างความคุ้นเคยด้วยการจับมือกับแบรนด์ในประเทศอย่าง Karun Thai Tea และ BEANS Coffee Roaster เพื่อรังสรรค์เมนูใหม่ๆ ร่วมกัน ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยให้ Hashtag B เข้าถึงและเข้าใจอินไซต์ของลูกค้าคนไทยได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านตัวเลขผลประกอบการในปีแรก (2568) ที่บริษัทสามารถกวาดรายได้ในไทยไปถึง 24.4 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านบาท ถือเป็นการแจ้งเกิดในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง

ชูสูตรต้นตำรับ สลัดภาพ "แค่ร้านทาร์ตไข่"
เพื่อต่อยอดความสำเร็จและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยอมจ่ายเพื่อแลกกับคุณภาพ Hashtag B จึงเลือกคุมเข้มมาตรฐานให้เหมือนบินไปกินที่ฮ่องกง
โดยลงทุนดึง head chef บินตรงมาควบคุมและตรวจสอบกระบวนการผลิตในไทยด้วยตัวเอง เพื่อการันตีว่ารสชาติและเนื้อสัมผัสของขนมทุกชิ้นจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นตำรับ
ซึ่งการรักษาคุณภาพที่สม่ำเสมอนี้ ส่งผลให้ลูกค้ากล้าเปิดใจลองเมนูใหม่ๆ แม้จุดเริ่มต้นของแบรนด์จะโด่งดังเป็นพลุแตกมาจาก "ทาร์ตไข่นโปเลียน" ทว่าข้อมูลยอดขายล่าสุดชี้ชัดว่า รายได้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่สินค้าเดียว
เพราะปัจจุบันเมนูที่ทำยอดขายสูงสุด 3 อันดับแรกได้พ่วงเอา ชิโอะปัง (shio pan) และ โปโลบัน (polo bun) เข้ามาด้วย ขณะที่กลุ่มเมนูทางเลือกอย่าง เบเกิล (bagel) ก็มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณเหล่านี้จึงตอกย้ำว่าแบรนด์สามารถยกระดับภาพลักษณ์จากการเป็นเพียง "ร้านขายทาร์ตไข่" สู่การเป็นแบรนด์เบเกอรี่แบบเต็มตัวได้สำเร็จ

อัปเกรดสาขา สยายปีกรุก 3 ทำเลทอง
เพื่อรองรับพอร์ตโฟลิโอสินค้าที่หลากหลายขึ้นและการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแบรนด์เบเกอรี่เต็มรูปแบบ ล่าสุด Hashtag B จึงพลิกโฉมการให้บริการสู่โมเดล new concept store โดยประเดิมแห่งแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ไฮไลต์สำคัญคือการจัดสรรพื้นที่สำหรับ "ครัวเบเกอรี่" แบบครบวงจรไว้ภายในร้าน เพื่อดันกำลังการผลิตขนมอบสดใหม่ให้รองรับได้มากกว่า 30 รายการต่อวัน ควบคู่ไปกับการเตรียมเปิดตัวไลน์เครื่องดื่มอย่าง "ชานมฮ่องกง" ในเร็วๆ นี้ เพื่อเติมเต็มให้ร้านกลายเป็นคาเฟ่เบเกอรี่ที่ครบวงจรยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมงบลงทุนเพื่อเปิดสาขาใหม่อีก 3 แห่งภายในเดือนตุลาคม 2569 โดยจะเน้นเจาะทำเลศูนย์การค้าขนาดใหญ่รอบนอกและเขตปริมณฑล ได้แก่ เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลบางนา และเมกาบางนา เพื่อกวาดฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และพื้นที่รอยต่อ

ซึ่งหากมองภาพรวมของ Hashtag B ในไทย ถือเป็นการเดินเกมที่รวดเร็วและตรงจุด ตั้งแต่การชิมลางด้วย pop-up store จนก้าวมาสู่การเปิดสาขาใหญ่
นี่จึงไม่ใช่แค่การเกาะกระแสความฮิตชั่วคราว แต่เป็นการวางรากฐานธุรกิจอย่างจริงจัง เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดเบเกอรี่พรีเมียมของไทยในระยะยาว
ภาพ : Hashtag B
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : จาก “กะหล่ำปลี-น้ำจิ้ม” สู่ขวดน้ำหอม! เกมใหม่ “บาร์บีคิวพลาซ่า” คอลแล็บ SIAM 1928 ขยาย Brand Experience
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


