เทรนด์ Pet Parents ยังไม่แผ่ว! "ไอ-เทล" Q1 รายได้ทะลุ 5 พันล้านบาท กางแผนปิดบิ๊กดีล M&A สหรัฐฯ-จีน ปูทางสู่ 1.5 พันล้านเหรียญ

เทรนด์ Pet Parents ยังไม่แผ่ว! "ไอ-เทล" Q1 รายได้ทะลุ 5 พันล้านบาท กางแผนปิดบิ๊กดีล M&A สหรัฐฯ-จีน ปูทางสู่ 1.5 พันล้านเหรียญ

FORBES THAILAND / ADMIN
11 Jun 2026 | 06:00 PM
READ 193

ไอ-เทล (ITC) เครือไทยยูเนี่ยน โชว์ฟอร์มแกร่งไตรมาส 1/69 กวาดยอดขาย 5,174 ล้านบาท โตสวนตลาดโลก 22% รับอานิสงส์เทรนด์คนรักสัตว์เลี้ยง "รอย ชาน" CEO ส่งสัญญาณขยับราคาสินค้า มิ.ย. นี้ รับมือต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง พร้อมกางแผนบิ๊กสเต็ปจ่อปิด 2 ดีล M&A ใหญ่ "จีน-สหรัฐ" ในไตรมาส 3 ปูทางปั้นรายได้ทะยานสู่ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573


    รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผลกระทบหลังโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ตลอดจนความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายใหญ่ของภาคการส่งออก

    ทว่าในอีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่กระแส Pet Humanization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว ยังคงเป็นปัจจัยบวกหลักที่ผลักดันให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมและผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะด้านขยายตัวอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง

    ตัวแปรบวกดังกล่าว ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทำยอดขายได้ถึง 5,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 24.3% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่นมากเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกที่ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 3-4% ต่อปี โดยบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตของยอดขายตลอดทั้งปี 2569 นี้ไว้ที่ระดับ 9-12% หรือคิดเป็นการเติบโตที่เร็วกว่าตลาดโลกถึง 3 เท่า


อัดนวัตกรรม-ออโตเมชันลดต้นทุน

    เบื้องหลังการเติบโตที่เหนือตลาด เกิดจากการขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก โดยบริษัทเลือกที่จะกลับมาเน้นย้ำปัจจัยพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน และความรวดเร็วในการบริการ เริ่มจากการเร่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์กลุ่ม Health and Wellness เพื่อเจาะตลาดพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูงและไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ

    โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากสินค้านวัตกรรมให้ถึง 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 ซึ่งการรุกตลาดรอบนี้เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม จากกลุ่มสินค้าประเภทขนมสัตว์เลี้ยง (Treat) ในไตรมาสแรกที่ทำยอดขายพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อน จนมีสัดส่วนคิดเป็น 21% ของยอดขายรวม เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งในแง่มาร์จิ้นที่สูง และเป็นสินค้าที่ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงได้ดี

    นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์เสาหลักถัดมาคือ การเพิ่มความยืดหยุ่นและฟื้นตัวไวให้ห่วงโซ่อุปทาน โดยนำระบบออโตเมชันเข้ามาสนับสนุนกระบวนการผลิตแล้วกว่า 25% ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนโปรแกรมทรานส์ฟอร์มองค์กร "Tailwind" ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานและลดต้นทุนการผลิตลงได้ถึงปีละ 10-12 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมผสานความร่วมมือกับกลุ่มไทยยูเนี่ยนในการจัดซื้อวัตถุดิบ ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนเพิ่มได้อีกปีละ 5-6 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้บริษัทสามารถกุมความได้เปรียบทางต้นทุนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น



ชูกลยุทธ์ Local Presence เจาะลึกตลาดส่งออก 99%

    รอย กล่าวต่อว่า เพื่อไม่ให้ธุรกิจติดหล่มอยู่กับความเสี่ยงของตลาดใดตลาดหนึ่ง ไอ-เทล จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและเจาะลึกความต้องการเฉพาะในแต่ละภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันรายได้เกือบทั้งหมดหรือกว่า 99% มาจากการส่งออก โดยการตั้งออฟฟิศท้องถิ่นในประเทศคู่ค้าช่วยให้ตอบสนองลูกค้าได้ทันท่วงทีในไตรมาสแรก ทำให้ตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนรายได้ 60% เติบโตได้ถึง 22% ผ่านโมเดลการดำเนินงานของ US Pet Nutrition (USPN) ที่ให้บริการครบวงจรทั้งคลังสินค้าและโลจิสติกส์มานานกว่า 15 ปี

    ขณะที่ตลาดทวีปยุโรป สัดส่วนรายได้ 15% สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดเกือบ 50% จากออฟฟิศที่เนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้เปรียบเรื่องการออกใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น ควบคู่กับการชูผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระบวนการผลิตแบบแปรรูปน้อย

    ส่วนในด้านความยั่งยืน ซึ่งถือเป็นเสาหลักที่สี่ ไอ-เทล ได้สร้างความแตกต่างทางธุรกิจตามแนวทาง “From Source to Bowl” สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของปลาทูน่าในระบบจัดซื้อของกลุ่มไทยยูเนี่ยนได้ถึง 99% และใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบสูงสุดตามแนวคิด "Head to Tail" ที่เป็นการนำผลพลอยได้จากปลาทูน่ามาพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูง จนบรรลุเป้าหมายการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ในสองโรงงานหลักมาตั้งแต่ปี 2568 พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ภายในปี 2573 ซึ่งส่งผลดีในแง่การลดการใช้พลังงานและลดต้นทุนโดยตรง


ปรับราคาสินค้า มิ.ย.นี้ รับมือต้นทุนพุ่งสองหลัก

    อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบหลักและบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นในระดับสองหลัก บริษัทยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ unplan ที่เข้าข่ายเหตุสุดวิสัย จึงได้ทยอยเจรจาขอปรับขึ้นราคาพิเศษกับลูกค้าบางส่วน โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งมีทั้งรูปแบบการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยตรง

    และการปรับลดส่วนลดทางการค้า สลับกันไปตามโครงสร้างส่วนผสมวัตถุดิบของลูกค้ารายนั้นๆ เพื่อลดผลกระทบจากช่วงรอยต่อเวลา ขณะเดียวกันในส่วนของมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ (US Tariff) บริษัทเริ่มได้รับเช็คเงินคืนภาษี (Refund) งวดแรกเข้ามาแล้ว ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม ทว่ายังต้องแบ่งสัดส่วนคืนให้แก่ลูกค้าตามข้อตกลงด้วย


เป้า 1,500 ล้านเหรียญปี 2573 รอดีล M&A จีน-สหรัฐฯ Q3 นี้

    สำหรับโรดแมปการเติบโตในระยะยาว ไอ-เทล ปักธงกวาดรายได้รวมแตะระดับ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) โดยแบ่งเป็นการเติบโตจากธุรกิจเดิม 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และวางงบลงทุน capex ปีนี้ไว้ที่ 1,000 ล้านบาทเพื่อขยายศักยภาพการผลิต ส่วนรายได้อีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในระดับบริษัท 

    โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเดินหน้าเจรจา 2 ดีลสำคัญในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยจะเลือกลงทุนเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่บริษัทยังขาด โดยเฉพาะในกลุ่มโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Manufacturing) และกลุ่มแบรนด์สินค้า (Brand) เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอและมุ่งสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลกอย่างมั่นคง



ภาพ : ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : KANORI Hand roll bar ขายดีฉ่ำ! กวาดรายได้ไตรมาสแรก 116 ล้าน ส่วนครึ่งปีขายบนแกร็บไปแล้ว 43 ล้าน

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine