LAWSON 108 พลิกโฉมสู้ศึกค้าปลีก ส่งโมเดล “Premium-Black Neo” ลงสนาม อัปเกรดแบรนด์ดึงลูกค้าใช้จ่ายเพิ่ม แก้วิกฤตกำไรหด สวนทางรายได้นิวไฮ

LAWSON 108 พลิกโฉมสู้ศึกค้าปลีก ส่งโมเดล “Premium-Black Neo” ลงสนาม อัปเกรดแบรนด์ดึงลูกค้าใช้จ่ายเพิ่ม แก้วิกฤตกำไรหด สวนทางรายได้นิวไฮ

FORBES THAILAND / ADMIN
23 Sep 2026 | 11:37 AM
READ 143

พลิกโฉมร้านสะดวกซื้อ! LAWSON 108 อัปเกรดแบรนด์สู้ศึกค้าปลีก ส่ง 2 โมเดลใหม่ "Premium" และ "Black Neo" จับกลุ่มลูกค้าพรีเมียมและวัยทำงาน หวังใช้ประสบการณ์ที่แตกต่างและอาหารญี่ปุ่นทำสดใหม่ ดึงดูดผู้บริโภคให้ควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อแก้วิกฤตกำไรหดตัว ท่ามกลางรายได้ที่พุ่งทำนิวไฮ 3.3 พันล้านบาท


    Kimihiko Shinagawa กรรมการผู้จัดการ บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นขยายสาขาในทำเลศักยภาพ ควบคู่ไปกับการฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยการออกแบบร้านให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่ แทนที่จะใช้รูปแบบมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด เพื่อยกระดับร้านสะดวกซื้อให้กลายเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ซึ่งความตั้งใจดังกล่าว ได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่าน 2 สาขาล่าสุด ที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจรอบนี้ ได้แก่

    1. Premium Lawson สาขาที่ 238 ตั้งอยู่บนชั้น 3 ฝั่ง east wing ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต วางตำแหน่งทางการตลาดระดับบนภายใต้ธีม "modern japanese luxury" เน้นการออกแบบที่ผสานความเรียบหรูและร่วมสมัย เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงในศูนย์การค้า


    2. Black Neo Lawson สาขาที่ 239 ตั้งอยู่ที่อาคารสุทธิ บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ใกล้จุดตัด ARL มักกะสัน และ MRT เพชรบุรี โดยสาขานี้จะเน้นชูดีไซน์โดดเด่นด้วยโทนสีดำภายใต้คอนเซปต์ "black neo" ซึ่งจะมุ่งเป้าเจาะกลุ่มคนทำงานและคนรุ่นใหม่ในย่านธุรกิจโดยเฉพาะ


    ขณะที่ในด้านสินค้า ทั้ง 2 สาขายังคงรักษาแกนหลักของลอว์สันที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด คือกลุ่มอาหารพร้อมทานทำสดใหม่ เช่น โอเด้ง เบนโตะ เบเกอรี่ รวมถึงสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น เพื่อดึงดูดทราฟฟิกและเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านของผู้บริโภค


รายได้โตนิวไฮ ท้าทายด้วยโจทย์ผลกำไร

    อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าลงทุนขยายสาขาและการปรับคอนเซปต์อย่างต่อเนื่องของ สห ลอว์สัน เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายทางตัวเลขการเงิน แม้ในแง่ของรายได้จะสามารถทำตัวเลขเติบโตได้ทุกปี แต่ความสามารถในการทำกำไรกลับมีทิศทางสวนทาง โดยข้อมูลผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี (2566-2568) ระบุว่า

    - ปี 2566 มีรายได้ประมาณ 2.8 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 8.7 ล้านบาท

    - ปี 2567 มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 3.1 พันล้านบาท แต่กำไรสุทธิลดลงเหลือ 7 ล้านบาท

    - ปี 2568 มีรายได้ทำนิวไฮที่ 3.3 พันล้านบาท ทว่ากลับพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 5.6 ล้านบาท

    สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้บริษัทจะสามารถสร้างยอดขายได้มากขึ้นตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นจากการบุกทำเลเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งสนามบิน ระบบขนส่งมวลชน (BTS/MRT) โรงพยาบาล และอาคารสำนักงาน แต่ต้นทุนการดำเนินงานและการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดร้านสะดวกซื้อของไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไร

    ดังนั้นการใช้กลยุทธ์สเปเชียลตี้สโตร์อย่างรูปแบบ premium และ black neo ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างความแปลกใหม่ทางสถาปัตยกรรม แต่เป็นหมากสำคัญทางธุรกิจที่ สห ลอว์สัน มุ่งหวังจะใช้เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ ยกระดับแบรนด์ดิ้ง เพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัว และรักษาจุดยืนในการเป็นตัวแทนนำเสนอวัฒนธรรมการกินสไตล์ญี่ปุ่น

    ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่า โมเดลใหม่เหล่านี้จะสามารถพลิกฟื้นผลกำไรให้กลับมาเป็นบวกได้เร็วเพียงใดในอนาคตอันใกล้


ภาพ : สห ลอว์สัน




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : คนไทยอ่านหนังสือวันละ 113 นาที แต่ราคายังเป็นกำแพงกั้น Big Bad Wolf ขอใช้ “ราคา” ดึงนักอ่าน ตั้งเป้าดึงคนร่วมงาน 5 หมื่นคน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine