NBF ทุ่ม 30 ล้าน ดึง “เก่ง-น้ำปิง” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ปั้น “Koriko” ชิงส่วนแบ่งตลาดสแน็กสาหร่าย 4 พันล้าน ปูทางดันรายได้รวมทะลุ 1,000 ล้าน

NBF ทุ่ม 30 ล้าน ดึง “เก่ง-น้ำปิง” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ปั้น “Koriko” ชิงส่วนแบ่งตลาดสแน็กสาหร่าย 4 พันล้าน ปูทางดันรายได้รวมทะลุ 1,000 ล้าน

FORBES THAILAND / ADMIN
05 Jun 2026 | 03:47 PM
READ 399

เนเจอร์เบสท์ฟู้ด (NBF) ผู้นำเข้าวัตถุดิบสาหร่ายเบื้องหลังแบรนด์ดังกว่า 30 ปี ประกาศรุกสมรภูมิสแน็ก B2C เต็มสูบ ส่งแบรนด์ “Koriko” (โกริโกะ) ชิงส่วนแบ่งตลาด Better-for-you ทุ่มงบ 30 ล้านบาท ดึงดูโอ้ “เก่ง-น้ำปิง” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ชูกลยุทธ์ฉีกกรอบสาหร่ายแบบเดิมๆ พร้อมอัปเกรดหลังบ้านเพื่อลดต้นทุน ปูทางสู่เป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571


    ตลาดขนมขบเคี้ยวของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านบาท กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่ความอร่อย แต่ยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความแปลกใหม่ (Better-for-you Snack)

    เทรนด์การบริโภคที่เปลี่ยนไปนี้ กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) ผู้นำเข้าและผู้ผลิตสาหร่ายรายใหญ่ในตลาด B2B ของไทย ตัดสินใจก้าวออกจากเซฟโซน เพื่อมาสร้างแบรนด์ของตัวเองอย่างเต็มตัว

    กาญจนา ตั้งปกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินงานด้านการตลาดและการจัดจำหน่ายให้กับ บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สาหร่าย และขนมขบเคี้ยวสาหร่ายโกริโกะ (Koriko) ฉายภาพว่า แม้ตลาดสแน็กสาหร่ายของไทยที่คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 3,700-4,000 ล้านบาทในปี 2569 และเติบโตเฉลี่ย 5-6% ต่อปี จะมีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว แต่แบรนด์ Koriko (โกริโกะ) กลับมองเห็นช่องว่างในการเข้าไปเป็น “ทางเลือกใหม่” ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้ตรงจุดกว่าเดิม


Storytelling Marketing เบื้องหลังงบ 30 ล้าน

    ล่าสุด เพื่อเปลี่ยนช่องว่างดังกล่าวให้เป็นโอกาสในการเจาะกลุ่มคนวัยทำงานและนักศึกษา บริษัทจึงทุ่มงบกว่า 30 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ “กล้านอกกรอบ” โดยเลือกใช้กลยุทธ์ Storytelling Marketing ดึงศิลปินดูโอ้ดาวรุ่ง “เก่ง-หฤษฎ์” และ “น้ำปิง-นภัสกร” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แรก

    ซึ่งสาเหตุที่ต้องเป็น “เก่ง-น้ำปิง” เนื่องจากมองว่าคาแรคเตอร์ของทั้งสองคนมีความต่างกันอย่างชัดเจน แต่เมื่ออยู่ร่วมกันกลับสร้างเคมีที่ลงตัว ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ต้องการเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าคิดและกล้าลองสิ่งใหม่ๆ

    ขณะเดียวกัน คาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของพรีเซ็นเตอร์ ยังถูกนำมาเชื่อมโยงกับจุดขายหลักของผลิตภัณฑ์ นั่นคือ นวัตกรรม "สาหร่ายแซนวิชสอดไส้ข้าวพอง" ที่ฉีกกฎสแน็กสาหร่ายแบบเดิมๆ ด้วยการมอบเทกเจอร์ที่กรุบกรอบ เคี้ยวเพลิน แบบไม่ต้องทอด เพื่อสร้างการรับรู้ก่อนให้ผู้บริโภคเปิดใจลอง

    “เราไม่ได้ขายแค่ความกรอบอร่อย แต่ Koriko กำลังส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ด้วยนวัตกรรมสาหร่ายแซนวิชสอดไส้ข้าวพอง ที่เกิดจากการลองผิดลองถูกจนได้เนื้อสัมผัสที่กรอบ เบา แคลอรี่ต่ำเพียง 130 Kcal ตอบโจทย์ความต้องการสแน็กที่ไม่มันและไม่เลอะมือเหมือนสาหร่ายทอดทั่วไป” กาญจนา กล่าว


ปูพรมช่องทางจำหน่าย ยึดทำเลพรีเมียม

    ด้วยจุดแข็งของตัวผลิตภัณฑ์ที่เน้นความพรีเมียมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง การวางตำแหน่งแบรนด์ (Positioning) และช่องทางจัดจำหน่ายจึงต้องสอดรับกัน Koriko ถูกวางให้อยู่ในกลุ่มระดับกลาง-พรีเมียม ปัจจุบันวางจำหน่าย 6 รสชาติ ในราคา 39 บาท

    โดยจะเน้นปูพรมผ่านช่องทางออฟไลน์ถึง 95% ครอบคลุมตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven, Lawson) ซูเปอร์มาร์เก็ต (Gourmet Market) ไปจนถึงการแทรกซึมเข้าสู่จุดทัชพอยต์ตามไลฟ์สไตล์ของคนเมือง เช่น ในเครือโรงภาพยนตร์ SF, ร้านกาแฟพันธุ์ไทย และ DEAN & DELUCA ในสนามบิน

    ขณะที่อีก 5% ในฝั่งออนไลน์ บริษัทจะเน้นเจาะแพลตฟอร์มโซเชียลคอมเมิร์ซอย่าง TikTok Shop, Shopee และ Lazada พร้อมเสริมแกร่งด้วยระบบ CRM ผ่านการสะสมแต้มทาง LINE Official เพื่อสร้าง Brand Loyalty ในระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์เหล่านี้ส่งผลให้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พอร์ต B2C ของบริษัทเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 30% ต่อปี



บริหารความเสี่ยงหลังบ้าน สู่เป้าหมายพันล้าน

    นอกจากการทำตลาดเชิงรุกแล้ว รากฐานที่แข็งแกร่งของ NBF คือกุญแจสำคัญ กาญจนา ระบุว่า ประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษ และการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์ดังกว่า 10 เจ้า ทำให้ NBF มีเทคโนโลยีการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล (FSSC22000, GHP, HACCP) จากโรงงานทั้ง 3 แห่งในจังหวัดสมุทรปราการ

    แม้จะมีกำลังการผลิตและเทคโนโลยีระดับสากลเป็นแต้มต่อ แต่ธุรกิจผลิตอาหารในปัจจุบันย่อมหลีกหนีไม่พ้นผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานและราคาบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น เพื่ออุดรอยรั่วและรักษากำไร บริษัทจึงเร่งปรับโครงสร้างหลังบ้าน นำระบบ Lean Supply Chain มาใช้ พร้อมลงทุนติดตั้ง Solar Roof บนหลังคาโรงงาน และกระจายความเสี่ยงด้านแหล่งวัตถุดิบ

    ควบคู่ไปกับการต่อยอดความเชี่ยวชาญเดิมเพื่อขยายสายการผลิตใหม่ๆ ทั้งกลุ่มทองม้วน ข้าวโพดอบกรอบ รวมถึงมีแผนพัฒนาขนมในรูปแบบ Functional Snack ที่จะทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แบรนด์ Koriko เป็นที่รู้จักและกลายเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม จากการรุกตลาด B2C อย่างเต็มรูปแบบ และการบริหารจัดการหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด ตั้งเป้าที่จะผลักดันรายได้ปี 2569 ให้แตะ 500-600 ล้านบาท จากปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 450 ล้านบาท ก่อนจะขยับเป็น 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 30 ปีของบริษัท เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายและขนมขบเคี้ยวครบวงจรในระดับสากล


ภาพ : เนเจอร์เบสท์ฟู้ด




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : MK รื้อเกมการตลาดครั้งใหญ่ จัดทัพแบรนด์คลุมทุกเซกเมนต์ เร่งสปีด "โบนัสสุกี้" ลุยเปิดสาขาทุกสัปดาห์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine