จาก Pet Humanization สู่ Pet Longevity ชวนรู้จัก PetGeneX ธนาคารสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงสัญชาติไทย เกาะเทรนด์คนยอมจ่ายเพื่อให้น้องหมาน้องแมวอยู่กับเรานานขึ้น ชูแล็บมาตรฐานโลก-นวัตกรรมการแพทย์ฟื้นฟู พร้อมเป้าหมายเข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 2573
เทรนด์การเลี้ยงสัตว์ในเมืองไทยเติบโตต่อเนื่องมาหลายปี จากกระแสที่คนรุ่นใหม่นิยมเลี้ยงสัตว์แทนลูก หรือให้สัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว (Pet Humanization) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัตว์เลี้ยงในช่วย ‘ฮีลใจ’ หรือซัพพอร์ตทางอารมณ์ให้กับเจ้าของ
ซึ่งเทรนด์ที่เติบโตนี้เองทำให้ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของเล่น รวมไปถึง ‘การดูแลสุขภาพและการรักษาโรค’ เกิดเป็นเทรนด์ Pet Longevity ที่คนยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อให้น้องๆ มีอายุยืน ได้อยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาวิธีการดูแลและรักษาสัตว์ใหม่ๆ ดังเช่นที่ PetGeneX บริษัทไบโอเทคสัญชาติไทย ที่พัฒนาวิธีการรวมถึงห้องแล็บเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงที่ได้มาตรฐานสากลแห่งแรกในประเทศไทย
ดร.พงศกร กันหอม นักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และผู้ร่วมก่อตั้ง PetGeneX กล่าวว่า จุดเริ่มต้นในการก่อตั้ง PetGeneX เนื่องจากสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงอยู่ (น้องหมา) ป่วยเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนักในสุนัข และก่อนหน้านี้ทำงานเกี่ยวกับธนาคารสเต็มเซลล์ของมนุษย์ เลยลองกลับมาดูว่าการเก็บสเต็มเซลล์ในสัตว์เลี้ยงสามารถทำได้หรือไม่
“อีกแรงผลักดันมาจากลูกค้าของเราที่อยากให้มีการเก็บสเต็มเซลล์ในสัตว์เลี้ยง เนื่องจากคนเลี้ยงสัตว์แทนลูกมากขึ้น และอยากดูแลหรือหาทางรักษาเพื่อให้เขาอยู่กับเราได้นานขึ้น”

อาจารย์สัตวแพทย์ชัยยศ ธารรัตนะ ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษา PetGeneX กล่าวว่า เมื่อพ่อแม่ของสัตว์เลี้ยง ‘ยอมจ่ายแพงขึ้น’ เพื่อให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร เสื้อผ้า ของเล่น การดูแลรักษา นั่นทำให้ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินว่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 16.5% และคาดว่าในปี 2569 จะเติบโตมาแตะที่ระดับ 1.01 แสนล้านบาท
และที่น่าสนใจคือในปี 2568 แม้กลุ่มอาหารจะเป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนมากที่สุดคือมีมูลค่า 6.24 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 16.5% แต่กลุ่มการรักษาสัตว์เลี้ยงก็เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยมูลค่าบริการรักษาสัตว์เติบโตต่อเนื่องที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปีที่ 17.9% ด้วยมูลค่า 6.99 พันล้านบาท ในปี 2568

“เมื่อสัตว์เลี้ยงมีอายุยืนยาวขึ้น ปัญหาโรคเรื้อรังและโรคเสื่อตามวัยจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อาทิ โรคระบบกระดูกและข้อ โรคไตและระบบขับถ่าย โรคตับและระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนังและภูมิแพ้ โรคระบบประสาทและสมอง การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในยุคใหม่จึงต้องอาศัยมาตรฐาน ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกับการแพทย์มนุษย์ เราเชื่อว่า ‘สุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยง คือคุณภาพชีวิตที่ดีของครอบครัว’ PetGeneX ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์ฟื้นฟู เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต”
สำหรับ PetGeneX คือ ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ให้บริการคัดแยก เพาะเลี้ยงและจัดเก็บสเต็มเซลล์ด้วยมาตรฐานระดับสากล โดยนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับระบบชีวภาพของสัตว์เลี้ยง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สัตว์เลี้ยงเลือกได้ตามความต้องการและความเหมาะสมของน้องๆ

โดยมีแพ็คเกจเก็บสเต็มเซลล์ให้เลือกหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเก็บระยะสั้น 1 ปีเพื่อเริ่มต้น (29,000 บาท) ไปจนถึงแพ็คเกจระยะยาว 195,000 บาท พร้อมเพาะเลี้ยงเพื่อใช้รักษาได้จริงในอนาคต ภายใต้การดูแลด้วยมาตรฐานห้องปฏิบัติการสากล ISO 9001:2015 และ ISO 13485:2016 พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสเต็มเซลล์และสัตว์แพทย์ มีการรายงานการตรวจสอบคุณภาพของเซลล์ทุกเคส เพื่อให้มั่นใจว่าสเต็มเซลล์ของจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และพร้อมใช้งานได้จริง รองรับการเก็บรักษาได้ยาวนานสูงสุดถึง 20 ปี
PetGeneX ให้บริการฝากเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์จาก 3 แหล่งสำคัญ ได้แก่
• เลือด (Peripheral Blood) นวัตกรรมเฉพาะโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องวางยา ไม่ต้องกินยาหรือฉีดยากระตุ้นเซลล์ก่อนจัดเก็บ สะดวกและปลอดภัย เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงในทุกช่วงวัย
• ไขมัน (Adipose Tissue) สเต็มเซลล์ที่ถูกสกัดจากเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนังของสัตว์เลี้ยง ถือเป็นแหล่งสเต็มเซลล์ที่มีจำนวนมาก เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงที่กำลังผ่าตัดทำหมัน หรือผ่าตัดทั่วไป
• สายสะดือ (Umbilical Cord) สเต็มเซลล์ที่ได้จากสายสะดือของสัตว์เลี้ยง หลังคลอดทันที ถือเป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดที่มีความบริสุทธิ์และศักยภาพสูงที่สุด ให้เซลล์อายุน้อย สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด

จากข้อมูลงานวิจัยและเคสที่เกิดขึ้นพบผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ด้านร่างกาย (Physical Improvement) มากกว่า 70% ของสุนัขที่มีโรคข้อเสื่อม สามารถเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เดินและวิ่งได้นานขึ้น และลดการใช้ยาแก้ปวด ประมาณ 50-60% ของแมวที่เป็นโรคไตเรื้อรัง มีค่าการทำงานของไตดีขึ้น ภายใน 3-6 เดือนหลังได้รับสเต็มเซลล์ ในสัตว์เลี้ยงที่มีภาวะผิวหนังอักเสบหรือภูมิแพ้ มีอาการคันและผื่นแดงลดลงภายใน 1-2 เดือน ด้านคุณภาพชีวิต (Quality of Life) กว่า 80% จากการรักษารายงานว่า “น้องกลับมาสดใสขึ้น” เช่น กินอาหารได้ ขนเงางามและเล่นกับเจ้าของได้เหมือนเดิม

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการของ PetGeneX ตั้งอยู่ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จ.นครราชสีมา โดยที่นี่เป็นธนาคารเก็บสเต็มเซลล์ และจะส่งต่อสเต็มเซลล์ไปยังสถานพยาบาลที่รองรับการรักษาด้วยวิธีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีคลินิกรวมถึงโรงพยาบาลสัตว์เป็นพาร์ทเนอร์กับ PetGeneX รวม 15 แห่ง
ขณะที่ PetGeneX มีการเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงแล้วประมาณ 300 เคสแล้วนับตั้งแต่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งเป็นแมว 50 เคส และที่เหลือเป็นสุนัข

รองศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา น้อยสา หัวหน้าห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และพัฒนานวัตกรรมด้วยเซลล์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า “อุทยานวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 เป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย ที่ผลักดันให้งานวิจัยสามารถก้าวข้ามจากห้องแล็บออกมาสู่การใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ การจัดเก็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดในทุกขั้นตอน
“โดยต้องจัดเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติตามมาตรฐานสากล ที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส พร้อมระบบติดตามและสำรองฉุกเฉิน เพื่อคงศักยภาพของเซลล์ต้นกำเนิดให้พร้อมใช้งาน ซึ่งแนวทางและกระบวนการดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานการดำเนินงานของ PetGeneX ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความพร้อมของสเต็มเซลล์สำหรับการนำกลับมาใช้ฟื้นฟูสุขภาพสัตว์เลี้ยงในอนาคต ภายใต้ระบบห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้”

สำหรับเป้าหมายต่อไปของ PetGeneX ในช่วงปี 2026-2029 คือจะเดินหน้าขอการรับรองมาตรฐานและคุณภาพ, ขยายความร่วมมือกับโรงพยาบาลสัตว์ต่างๆ มากขึ้น รวมถึงนำองค์ความรู้ไปพัฒนาแนวทางการรักษาอื่นๆ เช่น Pet Exosome ซึ่งเป็นนวัตกรรมการรักษาแผลบนผิวหนังในสัตว์เลี้ยงโดยการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ รวมถึง NK Cell Therapy ที่เป็นการรักษาด้วยวิธีเซลล์เม็ดเลือดขาวบำบัด พร้อมตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ IPO ในปี 2573
ด้าน สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลจากสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีในปี 2568 พบว่ายอดใช้จ่ายในหมวดสัตว์เลี้ยงมีมูลค่ารวมกว่า 1,125 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11% จากปี 2567 และสมาชิกบัตรฯ มีการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงวัย สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการดูแลสัตว์เลี้ยงทั่วไป สู่การลงทุนด้านสุขภาพสัตว์เลี้ยงในระยะยาว”
“PetGeneX เป็นพันธมิตรล่าสุดที่เราเชื่อว่าสมาชิกบัตรเคทีซีที่เป็นเหล่า Pet Parenting จะหันมาให้ความสนใจ ด้วยนวัตกรรมธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดสำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย เคทีซีจึงคัดสรรสิทธิพิเศษเพื่อการดูแลน้องหมาแมวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลด 5% สำหรับทุกแพ็คเกจบริการ ครอบคลุม StemFirst, StemProtect, StemEver, StemElite และ StemUltimate พร้อมบริการผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน และยังสามารถใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป แลกรับเครดิตเงินคืน 10% โดยลงทะเบียนรับสิทธิ์ในวันที่ทำรายการ ระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2569 - 28 กุมภาพันธ์ 2569

“นอกจากนี้เคทีซียังร่วมกับพันธมิตรธุรกิจต่างๆ ในหมวดสัตว์เลี้ยง 12 พันธมิตร ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลสัตว์และเพ็ทช้อป อาทิ โรงพยาบาลสัตว์ฮาโตะ / โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7 / เพ็ทคลับ / เพ็ทเลิฟเวอร์ เซ็นเตอร์ และเพ็ทซาฟารี เพื่อสนับสนุนให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพเชิงลึกได้ง่ายขึ้น และมั่นใจได้ว่าทุกการใช้จ่ายไม่เพียงสร้างความสุข แต่ยังสร้างคุณภาพชีวิตและคุณค่าทางจิตใจในระยะยาวสำหรับสมาชิกและเพื่อนรักสี่ขาอีกด้วย”
รื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ttb analytics คาดเทรนด์ “ทาสหมา-แมว” โตต่อเนื่อง ประเมินปี 68 มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยแตะ 9.2 หมื่นล้าน โต 13.2%YoY
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

