รับอานิสงส์กรุงเทพฯ ตะวันออกโต HMPRO ควัก 310 ล. ปั้นโมเดลไฮบริด ดันเมกาโฮมควบโฮมโปรบุกทำเลทอง "มีนบุรี" เจาะ 1.3 แสนครัวเรือนจบในที่เดียว

รับอานิสงส์กรุงเทพฯ ตะวันออกโต HMPRO ควัก 310 ล. ปั้นโมเดลไฮบริด ดันเมกาโฮมควบโฮมโปรบุกทำเลทอง "มีนบุรี" เจาะ 1.3 แสนครัวเรือนจบในที่เดียว

การขยายตัวของที่อยู่อาศัยโซนกรุงเทพฯ ตะวันออก ดันความต้องการวัสดุก่อสร้างพุ่ง ล่าสุด HMPRO ทุ่มงบ 310 ล้านบาท ปรับโฉมสาขามีนบุรีสู่โมเดล "ไฮบริดสโตร์" ดึงโฮมโปรและเมกาโฮมรวมไว้ในที่เดียว หวังตอบโจทย์ทั้งช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้านแบบเบ็ดเสร็จ รับกำลังซื้อกว่า 1.3 แสนครัวเรือนรอบพื้นที่ พร้อมตั้งเป้ากวาดรายได้ 80 ล้านบาทต่อเดือน


    การขยายตัวของเมืองในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่การแข่งขันใหม่ของธุรกิจวัสดุก่อสร้างและสินค้าเกี่ยวกับบ้าน หลังจำนวนโครงการที่อยู่อาศัยและกิจกรรมก่อสร้างในโซนมีนบุรี คลองสามวา และหนองจอกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการทั้งจากช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้านขยายตัวตามไปด้วย

    ล่าสุด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เดินหน้าลงทุนกว่า 310 ล้านบาท ปรับปรุง “เมกาโฮม มีนบุรี” ครั้งใหญ่ พร้อมนำ “โฮมโปร” เข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ภายใต้โมเดล “ไฮบริดสโตร์” เพื่อรองรับลูกค้าตั้งแต่กลุ่มช่างและผู้รับเหมา ไปจนถึงเจ้าของบ้าน

    วีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เปิดเผยว่า การปรับโฉมเมกาโฮม มีนบุรีครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายฐานธุรกิจในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นพื้นที่ที่ยังอยู่ในช่วงการขยายตัวของเมือง โดยเฉพาะโซนคลองสามวา มีนบุรี และหนองจอก รวมถึงแนวถนนหทัยราษฎร์และถนนนิมิตใหม่

    สะท้อนจากพื้นที่ดังกล่าวมีทั้งโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ งานต่อเติม และงานรีโนเวตเกิดขึ้นตลอดทั้งปี นอกจากนี้ เมื่อเจาะดูข้อมูลประชากรพบว่า ปัจจุบันในรัศมี 10 กิโลเมตรรอบสาขามีครอบครัวอาศัยอยู่เกือบ 130,000 ครัวเรือน และยังมีอัตราการเติบโตของจำนวนครัวเรือนสูงถึง 2.99% ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทใช้ประกอบการตัดสินใจเพิ่มการลงทุนในสาขานี้


จากร้านวัสดุก่อสร้าง สู่โมเดลจับลูกค้า 2 ฝั่ง

    เพื่อรองรับกำลังซื้อมหาศาลดังกล่าว แกนหลักของการปรับสาขาจึงมุ่งไปที่การนำธุรกิจ "เมกาโฮม" และ "โฮมโปร" มาหลอมรวมกันในทำเลเดียว ภายใต้โมเดลไฮบริดที่แบ่งบทบาทการตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน

    โดยในฝั่งของ "เมกาโฮม" จะทำหน้าที่บุกตลาดช่างและผู้รับเหมาเป็นหลัก ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง งานโครงสร้าง งานระบบ เครื่องมือช่าง ไปจนถึงสินค้าสำหรับงานต่อเติมและรีโนเวท รวมถึงงานโครงการ เพื่อรองรับความต้องการที่เกิดจากการขยายตัวของพื้นที่โดยรอบ

    ในขณะเดียวกัน "โฮมโปร" จะเข้ามาทำหน้าที่เติมเต็มความต้องการฝั่งเจ้าของบ้าน ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน รวมถึงบริการติดตั้งและบริการหลังการขาย ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการได้เบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อสร้าง ต่อเติม ปรับปรุง ไปจนถึงการตกแต่งบ้านหลังสร้างเสร็จ

    ดังนั้นการผสานจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์ในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของ HMPRO ในการขยายฐานลูกค้าจากตลาดเจ้าของบ้าน ให้เชื่อมโยงกับตลาดช่างและผู้รับเหมาได้แนบเนียนขึ้น ขณะเดียวกัน เมกาโฮมก็สามารถเข้าถึงลูกค้าปลายทาง ผ่านฐานสินค้าของโฮมโปรในพื้นที่เดียวกันได้อีกด้วย


3 ฐานลูกค้าหนุนตลาดมีนบุรี

    อย่างไรก็ตาม จากโมเดลไฮบริดที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ บริษัทได้ประเมินศักยภาพของพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ว่ามีฐานลูกค้าหลักที่พร้อมรองรับสโตร์รูปแบบนี้ถึง 3 กลุ่มใหญ่ โดยกลุ่มแรก คือ ช่างและผู้รับเหมา ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของเมกาโฮม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและเมืองบริเวณวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

    กลุ่มที่สอง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร ตลาด คอมมูนิตี้มอลล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และคาเฟ่ ซึ่งมีความต้องการลงทุนทั้งการก่อสร้าง เปิดสาขา ปรับปรุง และรีโนเวตพื้นที่ตามการเติบโตของชุมชนและกำลังซื้อ

    ส่วนกลุ่มที่สาม คือ เจ้าของบ้านระดับ B-B+ ในโครงการบ้านจัดสรร 2 ชั้นและทาวน์โฮม รวมถึงกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม low rise ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพู ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการสินค้าสำหรับตกแต่งและปรับปรุงที่อยู่อาศัย



เดิมพันกับการโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

    วีรพันธ์ ระบุว่า การลงทุนในสาขามีนบุรีไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงพื้นที่เดิม แต่เป็นการวางตำแหน่งสาขาให้รองรับการเติบโตระยะยาวของตลาดบ้านและงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวทั้งของโครงการที่อยู่อาศัย ชุมชน และธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งทำให้ความต้องการวัสดุก่อสร้าง สินค้างานช่าง รวมถึงสินค้าและบริการสำหรับปรับปรุงบ้านเกิดขึ้นพร้อมกัน

    ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจดึงทั้งเมกาโฮมและโฮมโปรมาแพ็กคู่กันในทำเลเดียว จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มความสะดวก แต่ถือเป็นการขยายขอบเขตตลาด จากเดิมที่แต่ละแบรนด์มีฐานลูกค้าหลักแตกต่างกัน ให้สามารถครอบคลุมตั้งแต่งานก่อสร้างและงานโครงการในฝั่ง contractor ไปจนถึงการตกแต่งและปรับปรุงที่อยู่อาศัยของกลุ่ม end users ได้อย่างสมบูรณ์

    “กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่ที่ยังมีการขยายตัวทั้งด้านที่อยู่อาศัยและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การยกระดับสาขามีนบุรีจึงเป็นการรองรับความต้องการของทั้งช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้านในพื้นที่เดียวกัน โดยตั้งเป้าหลังจากเปิดตัวจะมีรายได้ 80 ล้านบาทต่อเดือน” วีรพันธ์กล่าว

    สำหรับโฮมโปร x เมกาโฮม มีนบุรี มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันที่ 18 กันยายน 2569 เป็นต้นไป


ภาพ : โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Minor วาง Branded Residences เคียงคู่ธุรกิจโรงแรม สู่ Growth Engine ใหม่ ดันสัดส่วนรายได้แตะ 30-40% ปักหมุด Kiara Reserve เดินหน้าขยายอาณาจักรในภูเก็ต

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine