ยอดขายพุ่ง แต่ทำไมเงินหาย? TCP ชวน SME ถอดบทเรียน เลิกแบกภาระ-กระจายอำนาจ อุดรอยรั่วเงินสดก่อนธุรกิจพัง

ยอดขายพุ่ง แต่ทำไมเงินหาย? TCP ชวน SME ถอดบทเรียน เลิกแบกภาระ-กระจายอำนาจ อุดรอยรั่วเงินสดก่อนธุรกิจพัง

FORBES THAILAND / ADMIN
30 Jul 2026 | 12:21 PM
READ 115

ยอดขายโต แต่ออเดอร์ทำเงินจมสต๊อก! คือปัญหาคลาสสิกของ SME ไทยที่เจ้าของต้องแบกภาระหนัก “สราวุฒิ อยู่วิทยา” แม่ทัพใหญ่ TCP เปิดมุมมองผ่านโครงการ Big Brother ชวนผู้ประกอบการอุดรอยรั่วธุรกิจ เลิกยึดติดกับตัวเลขยอดสั่งซื้อ หันมาใช้ข้อมูลเจาะพฤติกรรมลูกค้า พร้อมสร้างทีมที่กล้าตัดสินใจ เพื่อรักษาสภาพคล่องไม่ให้ธุรกิจสะดุด


    ในยุคที่ต้นทุนพุ่งทะยาน กำลังซื้อเปราะบาง และสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด เป้าหมายของผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยอาจถูกลดทอนลงเหลือเพียงคำว่า “ปีนี้... ขอแค่รอด” ทว่าในความเป็นจริงกลับมีปัญหาซ่อนอยู่ที่เกิดขึ้นกับหลายธุรกิจ นั่นคือยอดขายเติบโต ออเดอร์ไหลมาเทมา แต่เงินสดในบัญชีกลับลดลงจนน่าตกใจ

    ซ้ำร้ายเจ้าของกิจการยังต้องรับภาระหนักอยู่คนเดียว ขณะที่ทีมงานไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ สัญญาณอันตรายเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า ธุรกิจอาจกำลัง “รอดแค่บนตัวเลข” แต่โครงสร้างภายในกลับเปราะบางเกินกว่าจะวิ่งในระยะยาว

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP


อุดรอยรั่วธุรกิจ เริ่มที่การใช้ข้อมูล

    สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP สะท้อนมุมมองผ่านประสบการณ์การบริหารและคลุกคลีกับผู้ประกอบการไทย ในวาระที่ TCP ร่วมเป็นพี่เลี้ยงโครงการ Big Brother Season 10 ของหอการค้าไทย โดยชี้ให้เห็นว่าความท้าทายที่แท้จริงของ SME วันนี้ ไม่ใช่แค่การตะลุยหาลูกค้าใหม่ แต่คือการอุดรอยรั่วภายในที่มักถูกมองข้าม

    เริ่มต้นจากภาพลวงตาเรื่องยอดขาย ผู้ประกอบการมักพลาดตกลงไปในหลุมพรางของการเห็นคำสั่งซื้อล็อตใหญ่แล้วเข้าใจไปเองว่าสินค้ากำลังขายดี ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าเหล่านั้นอาจค้างสต๊อกอยู่บนชั้นวางของคู่ค้าโดยที่ยังขายไม่ออก

    ดังนั้นการแยกให้ออกระหว่าง sell-in หรือยอดขายที่ส่งเข้าหน้าร้าน และ sell-out หรือยอดที่ผู้บริโภคซื้อไปจริง จึงเป็นเข็มทิศชี้วัดสุขภาพธุรกิจที่แม่นยำกว่าการดูแค่ตัวเลขเบิกของออกจากโกดัง


ดูยอดขายจริง เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภค

    หลักคิดนี้ถูกพิสูจน์แล้วผ่านความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ Bestural คอลลาเจนกัมมี่ที่ TCP พัฒนาร่วมกับ DHC โดยผลิตภัณฑ์นี้เน้นการขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งทีมงานไม่ได้ดูแค่ยอดคลิกหรือกระแสโซเชียลที่อาจไม่ได้สะท้อนยอดขายจริง แต่เลือกที่จะวิเคราะห์ลึกลงไปถึงพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค

    ดังนั้นเพื่อกรองให้ชัดว่าแคมเปญใดสร้างเพียงกระแส และแคมเปญใดสร้างผลกำไร ข้อมูลที่ถูกต้องนี้ยังเป็นกุญแจเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ดังเช่นกรณีของกระทิงแดง (Red Bull) ในตลาดจีน ที่อินไซต์ผู้บริโภคชี้ให้เห็นเทรนด์เครื่องดื่มที่ต้องการความสะดวก นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ขวด PET ที่เปิด-ปิดฝาเก็บไว้ดื่มต่อได้เป็นครั้งแรก

    ทำให้ข้อได้เปรียบในยุคนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ใครมีข้อมูลมากกว่า แต่อยู่ที่ใครสามารถตั้งคำถามและแปลงผลออกมาเป็นกลยุทธ์ได้คมกว่ากัน

กระจายอำนาจให้ทีมงาน

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูลที่แม่นยำ แต่หากองค์กรยังยึดติดกับโมเดล “one-man show” ที่เจ้าของเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ธุรกิจก็ยากที่จะขยายตัวต่อไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทเรียนจากโครงการ Durbell Successor Program ที่เข้าไปช่วยวางรากฐานให้ทายาทธุรกิจรุ่นต่อไป เผยให้เห็นความจริงว่า หลายองค์กรไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่คนเก่งมักไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวความผิดพลาด และไม่เห็นความเชื่อมโยงว่างานของตนส่งผลต่อภาพรวมบริษัทอย่างไร

    เมื่อพนักงานมองไม่เห็นเป้าหมายร่วมกัน วิธีแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การส่งไปอบรมหลักสูตรทฤษฎีราคาแพง แต่คือการกางตัวเลขต้นทุน-กำไร และพาไปดูการทำงานหน้างานจริง เพื่อเปลี่ยนความคิดจากคนที่แค่ “ทำงานให้เสร็จ” เป็นทีมงานที่ต้อง “ทำงานให้สำเร็จ”

    รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทดลองสิ่งใหม่ อย่างที่ TCP นำร่องผ่านเวที TCP AI Hackathon 2026 ดึงพนักงานข้ามสายงานมาร่วมกันใช้ AI แก้ปัญหาธุรกิจ เพื่อฝังวัฒนธรรมให้คนกล้าคิดและเปลี่ยนข้อมูลเป็นการตัดสินใจเชิงรุกโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

ยอดขายโต แต่ระวัง “ขายดีจนเจ๊ง”

    นอกเหนือจากระบบข้อมูลที่ชัดเจนและทีมงานที่แข็งแกร่งแล้ว ความเข้าใจผิดที่อาจทำให้ธุรกิจสะดุดล้มได้ คือการเชื่อว่ายอดขายที่เติบโตจะแปลว่าธุรกิจแข็งแรงเสมอไป ในโลกความเป็นจริง การขยายธุรกิจแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าสต๊อกที่บวมขึ้น การขยายพื้นที่ การให้เครดิตเทอมที่ยาวนานขึ้น ไปจนถึงค่าใช้จ่ายแฝงอย่างค่าขนส่งและค่า GP บนแพลตฟอร์ม เงินที่โอนเข้าบัญชีอาจเป็นแค่เงินหมุน ไม่ใช่เงินที่จะดึงออกมาใช้จ่ายได้จริง

    หากผู้ประกอบการไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง ยิ่งขายดีก็อาจยิ่งขาดทุนแบบไม่รู้ตัว และหลายครั้งธุรกิจไม่ได้ล้มเพราะไม่มีลูกค้า แต่ล้มเพราะเงินสดขาดมือ การสเกลธุรกิจโดยไร้สภาพคล่องรองรับจึงเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้


    ท้ายที่สุด ฟันเฟืองทั้งสามส่วน ได้แก่ ข้อมูล ทีมงาน และกระแสเงินสด ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก หากไร้ข้อมูล การตัดสินใจก็ต้องพึ่งพาเพียงสัญชาตญาณ เมื่อทุกอย่างไปกระจุกอยู่ที่เจ้าของ การทำงานก็สะดุด สินค้าค้างสต๊อก และจบลงที่เงินสดจมหายไป

    เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ ในวาระก้าวสู่ทศวรรษที่ 8 ภายใต้แนวคิด “70 ปี TCP ปลุกพลัง...ให้ไปต่อ” กลุ่มธุรกิจ TCP จึงตั้งใจส่งต่อบทเรียนการบริหารธุรกิจให้ SMEs ไทยหันกลับมามองความจริงของธุรกิจตัวเองให้ชัดเจนมากขึ้น

    เพราะในสังเวียนที่ต้นทุนพุ่งและคู่แข่งเพียบ ข้อได้เปรียบเดียวคือความคล่องตัว ธุรกิจที่จะอยู่รอดและยืนระยะได้ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่เคยเจอปัญหา แต่คือธุรกิจที่อ่านข้อมูลเป็น ให้อำนาจทีมงานตัดสินใจได้ และบริหารเงินสดได้อย่างรัดกุม ก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะสะสมจนกลายเป็นวิกฤตที่แก้ไขไม่ทัน


ภาพ : TCP, Magnific




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : จากร้านสะดวกซื้อสู่จุดเช็กอิน! 7-Eleven สาขา Cloud 11 ไม่ธรรมดา มีตู้แช่สูงทะลุเพดาน มีโอเด้งขาย มิกซ์แอนด์แมชต์อาหารเองได้ด้วย

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine