ถอดรหัสความสำเร็จ Aura Wellness: เมื่ออาณาจักรบิวตี้ไทยไม่ได้ชนะด้วยกระแส แต่โตด้วยระบบและคน” จนกองทุนระดับโลกต้องขอลงทุนด้วย

ถอดรหัสความสำเร็จ Aura Wellness: เมื่ออาณาจักรบิวตี้ไทยไม่ได้ชนะด้วยกระแส แต่โตด้วยระบบและคน” จนกองทุนระดับโลกต้องขอลงทุนด้วย

    บนเส้นทางธุรกิจความงามที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดไม่ต่างจากทะเลสีเลือด (Red Ocean) แต่สำหรับ Aura Wellness บริษัทแม่ของ Aura Bangkok Clinic, Aura Xpress และ AURASOL Wellness & Spa สมรภูมินี้กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากจุดเริ่มต้นของ Aura Bangkok Clinic เมื่อ 9 ปีก่อน วันนี้ Aura Wellness ไม่ได้มีแค่คลินิกเสริมความงาม แต่ขยับขยายสู่การเป็นอาณาจักร Beauty & Wellness โดยในปี 2568 สามารถกวาดรายได้ทะลุ 1,746 ล้านบาท และเติบโตขึ้นถึง 11 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ควบคู่ไปกับกำไรสุทธิ 214 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 74%

    ความสำเร็จที่จับต้องได้นี้เอง เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Aura Wellness โดดเด่นและกลายเป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวในกลุ่ม Wellness ที่เข้าตา Fullerton Fund Management กองทุนระดับท็อปเทียร์จากสิงคโปร์ในเครือ Temasek จนนำมาสู่ดีลประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่างชาติต่อศักยภาพของ Wellness Economy ในไทยที่มีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล

    โดยดีลนี้เป็นการเข้าซื้อหุ้นเดิมจากผู้ก่อตั้งโดยตรง ไม่ใช่การระดมทุนเพิ่มของบริษัท สะท้อนว่า Fullerton ต้องการเข้าถึงโอกาสใน Aura Wellness จริงๆ


​เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ CEO และผู้ก่อตั้ง Aura Wellness

​    เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ CEO และผู้ก่อตั้ง Aura Wellness เผยถึงเบื้องหลังของดีลที่น่าจับตานี้ว่า Fullerton เป็นกองทุนระดับท็อปที่สนใจลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในเมกะเทรนด์และเติบโตเร็ว เมื่อเห็นว่า Aura Wellness เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จึงสนใจที่จะลงทุน โดยติดต่อเข้ามาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีกองทุนระดับโลกหลายรายเข้ามาทาบทาม แต่บริษัทไม่เคยมีแผนจะขายหุ้น เพราะเราโฟกัสกับการสร้างธุรกิจ ไม่ใช่การระดมทุน โดยเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เราเปิดรับพาร์ตเนอร์ได้ คือ ต้องเป็นนักลงทุนระดับโลกที่สามารถสร้าง Synergy ร่วมกันได้ และมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับเรา หลังจากได้พูดคุยกับ Fullerton คุณเฟมจึงตัดสินใจแบ่งหุ้นในสัดส่วน 2.857% ให้เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ขณะที่โครงสร้างการบริหารหลักทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของผู้ก่อตั้งและครอบครัวอย่างชัดเจนกว่า 90%

    อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของดีลนี้ไม่ได้มาจากผลงานในเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง "ความเชื่อมั่น" ในมาตรฐานการจัดการที่แข็งแกร่งจนเข้าเกณฑ์การคัดเลือกอันเข้มงวดของกองทุนระดับโลก

    หากจะถอดรหัสว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Aura Wellness เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เจตบดินทร์ มองว่ามาจาก 3 เครื่องยนต์หลักที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ

​เครื่องยนต์ที่ 1 การเติบโตอย่างมีคุณภาพ บนรากฐานของระบบบริหารและทีมงานที่แข็งแกร่ง

    ขณะที่ภาพรวมตลาดคลินิกความงามเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% แต่ Aura Wellness กลับโชว์ศักยภาพการเติบโตที่ "ชนะตลาด" อย่างขาดลอย โดยในปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2024 และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 81% พร้อมรักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

    ความแข็งแกร่งนี้ ยังสะท้อนผ่านประสิทธิภาพระดับสาขาของ Aura Bangkok Clinic ที่มียอดขายต่อสาขาสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดราว 3 เท่า โดยมียอดเติบโตจากสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth : SSSG) พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีการเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าเดิมและคว้าโอกาสจากกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เครื่องยนต์ที่ 2 การเดินเกมกระจายการเติบโตผ่าน "Cultural Segment" และการสร้าง Economy of Scale


​พรกมล เพชรดาษดา Chief Marketing Officer (CMO)

​    พรกมล เพชรดาษดา Chief Marketing Officer (CMO) เสริมว่า Aura Wellness ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเดียวในการทำธุรกิจให้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เน้นความสำคัญในทุกมิติ ตั้งแต่การมองภาพการตลาดที่ลึกกว่าคู่แข่ง รื้อทฤษฎีการตลาดแบบเดิมๆ ที่แบ่งกลุ่มลูกค้าตามอายุหรือรายได้ แต่ลงลึกไปถึงเลเยอร์ของ Cultural Segment หรือรสนิยมความชอบส่วนบุคคล เพราะผู้บริโภคยุคนี้ แต่ละคนมีนิยามความสวยที่แตกต่างกัน และจะตัดสินใจเลือกแบรนด์ที่สื่อสารได้ตรงกับตัวตนหรือเข้าใจในความสวยของตัวเอง

    เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน พรกมลได้ยกทฤษฎี “จีซู Blackpink vs ไคลี่ เจนเนอร์” มาเปรียบเทียบว่า “ลูกค้าที่ชอบความสวยสไตล์เกาหลีกับสาย ฝ. จะมีพฤติกรรมการเลือกใช้บริการที่ต่างกันสิ้นเชิง นำมาสู่การวางหมาก 2 แบรนด์หลักที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน Aura Bangkok Clinic เน้นบริการแบบ Full Serviceระดับพรีเมียม ปัจจุบันมีเครือข่ายแข็งแกร่งถึง 19 สาขาครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และเริ่มขยายสู่หัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดอย่าง จ.อุดรธานี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น

    ขณะที่ Aura Xpress แบรนด์น้องสาวที่ใช้เวลาปลุกปั้นเพียง 2 เดือน ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ สำหรับกลุ่มที่เน้นความรวดเร็ว โดยใช้โมเดลธุรกิจแบบ "ไม่มีพนักงานขาย ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้ามาพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและทำหัตถการได้ทันที สร้างประสบการณ์ที่ลื่นไหล ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียงครึ่งปี”

    การขยายสาขาอย่างเป็นระบบยังช่วยสร้าง Economy of Scale ที่ทรงพลัง ทำให้ Aura Wellness กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ (Big Buyer) ของตลาด เพิ่มอำนาจต่อรองต้นทุนเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์มาตรฐานโลก ควบคู่ไปกับการบริหารเวลาแพทย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดถึง 70-80%

​เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ CEO และผู้ก่อตั้ง Aura Wellness และ พรกมล เพชรดาษดา Chief Marketing Officer (CMO)

เครื่องยนต์ที่ 3 ระบบบริหารที่โปร่งใส และทีมสนับสนุนระดับ Top of the Market

    เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน Aura Wellness ลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อรองรับการขยายธุรกิจสู่ระดับหมื่นล้านในอนาคต เช่น ระบบ SAP HANA สำหรับบริหารจัดการข้อมูลและซัพพลายเชนแบบรวมศูนย์, ระบบ ERP และเทคโนโลยี RFID เพื่อควบคุมสต็อกเวชภัณฑ์อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังยกระดับธรรมาภิบาลด้วยการใช้ผู้สอบบัญชีระดับ Big 4 อย่าง Ernst & Young (EY) เพื่อยืนยันความโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสถาบันเชื่อมั่นและใช้เวลาปิดดีลกับ Fullerton เพียง 3 เดือนเท่านั้น

    “เราคิดใหญ่ตั้งแต่วันแรก จึงลงทุนกับระบบหลังบ้านอย่างมหาศาล ตั้งแต่บริษัทยังมีรายได้เพียง 700 ล้านบาท เราเชื่อว่าการวางรากฐานที่ดี จะช่วยลดความผิดพลาดจากคน ขณะเดียวกันเรายังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้าน Finance & Accounting ที่เข้มงวด โดยก่อนการตัดสินใจขยายสาขาหรือลงทุนในเครื่องมือแพทย์ทุกครั้ง บริษัทจะมีการทำ Feasibility Study และวาง Assumption อย่างจริงจัง เพื่อประเมินผลกำไรและความคุ้มค่าล่วงหน้า ช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด” เจตบดินทร์กล่าวเสริม

    ด้านทรัพยากรบุคคล Aura Wellness เน้นดึงดูดกลุ่มคนเก่งระดับ Top of the Market ผ่านการทำ Employer Branding ที่สื่อสารเป้าหมายที่ชัดเจน (Purposeful) และสร้างผลกระทบที่จริงจัง (Impactful) การดูแลพนักงานกว่า 1,000 คนด้วยสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม ส่งผลให้บริษัทคว้ารางวัล Future Trends Awards ในฐานะ “ออฟฟิศในฝันของคนยุคใหม่” ติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน

    สำหรับก้าวต่อไปในอนาคต เจตบดินทร์ สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า แทนที่พยายามคาดเดาความผันผวนของโลกที่เปลี่ยนไปรายวัน เขาเลือกกลับมาโฟกัสที่คำถามสำคัญคือ “อะไรคือสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนใน 10 ปีข้างหน้า” ซึ่งคำตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือลูกค้ายังต้องการหมอที่เก่ง บริการที่รวดเร็ว และความสวยที่ถูกใจในแบบฉบับของตัวเอง

    สำหรับปี 2026 Aura Wellness ยังคงเดินหน้าเติบโตในระดับ high double-digit ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา “วันนี้ Aura Wellness กำลังวางหมากสำคัญในการยกระดับจาก Thai Beauty Destination สู่การเป็น Global Wellness Destination ที่พร้อมจะกระจาย “ความสวยแบบคนกรุงเทพฯ” ไปสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน สะท้อนผ่านชื่อแบรนด์ที่เตรียมพร้อมมาตั้งแต่วันแรก โดยคำว่า "Aura" สื่อถึงความเปล่งประกายที่เป็นสากล และ "Bangkok" คือสัญลักษณ์ของความงามที่ทันสมัยแบบคนเมือง ซึ่งเป็น Soft Power สำคัญในการขยายแบรนด์สู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน”