TACC เร่งเครื่องดัน B2C ทะลุ 30% ตั้ง TACC Plus ปลุกชีพน้ำด่าง Eight Plus ชูกลยุทธ์ JV คุมต้นน้ำ ดึง “หมาก-ปริญ” เสริมทัพ ปักธง 5 ปีดันยอดทะลุ 1 พันล้าน

TACC เร่งเครื่องดัน B2C ทะลุ 30% ตั้ง TACC Plus ปลุกชีพน้ำด่าง Eight Plus ชูกลยุทธ์ JV คุมต้นน้ำ ดึง “หมาก-ปริญ” เสริมทัพ ปักธง 5 ปีดันยอดทะลุ 1 พันล้าน

TACC เดินหน้าปรับพอร์ตมุ่งดันสัดส่วนรายได้ B2C แตะ 30% ประกาศตั้งบริษัทใหม่ "TACC Plus" ดึงแบรนด์น้ำด่างธรรมชาติ "Eight Plus" กลับมาบุกตลาดอีกครั้งในรอบ 5 ปี ชูกลยุทธ์ร่วมทุนเจ้าของแหล่งน้ำเพื่อคุมซัพพลายตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทุ่มงบการตลาด 28% คว้าตัว "หมาก-ปริญ" นั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์ปลุกกระแสคนรักสุขภาพ มั่นใจภายใน 5 ปี ปั๊มยอดขายทะลุ 1 พันล้านบาท พร้อมปูทางขยายสู่ตลาดต่างประเทศ


    บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องดื่มเบื้องหลังร้านสะดวกซื้อชั้นนำ ซึ่งผู้บริโภคคุ้นเคยกันดีผ่านโถกดเครื่องดื่มเย็น อาทิ ชาเย็น ชาเขียวมัทฉะ และกาแฟใน 7-Eleven กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

    ด้วยการประกาศรุกคืบเข้าสู่สมรภูมิ B2C อย่างเต็มตัว ผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ “บริษัท ทีเอซีซี พลัส จำกัด” หรือ TACC Plus ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท เพื่อนำร่องทำตลาดน้ำด่างจากธรรมชาติ 100% ภายใต้แบรนด์ "Eight Plus"

    ซึ่งการเดินเกมรุกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่เป็นการ “กลับมา” ในจังหวะเวลาที่ตลาดพร้อมและผู้บริโภคเปิดรับ หลังจากที่ TACC เคยเผชิญกับความท้าทายในเรื่องการรับรู้ของผู้บริโภคที่ยังไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ รวมถึงข้อจำกัดด้านราคา ทำให้ต้องพับแผนการทำตลาดไปเมื่อหลายปีก่อน

​

ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล


บทเรียนในอดีต สู่จังหวะก้าวที่ใช่ในปัจจุบัน

    ไตรทิพย์ ศิวะกฤษณ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน TACC เคยนำแบรนด์ "Eight Plus" เข้ามาทำตลาดและวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเป็นระยะเวลาประมาณ 14-16 เดือน

    แต่ด้วยสภาพตลาดในขณะนั้น ผู้บริโภคชาวไทยยังไม่มีความคุ้นเคยหรือเข้าใจคุณประโยชน์ของ “น้ำด่าง” รวมถึงช่องว่างทางราคาที่น้ำด่างมีราคาสูงถึง 20 บาท เมื่อเทียบกับน้ำดื่ม RO ทั่วไปที่ 7 บาท และน้ำแร่ที่ 12 บาท

    ประกอบกับในเวลานั้นบริษัทเพียงแค่นำสินค้าไปวางจำหน่ายตามช่องทางเดิม ไม่ได้ทำการตลาดเชิงรุกหรือให้ความรู้แก่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง ทำให้ยอดขายหยุดอยู่ที่ระดับหลัก 10 ล้านบาท TACC จึงตัดสินใจชะลอการทำตลาดไปก่อน

    ทว่าหลังวิกฤตโควิด-19 พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เทรนด์ health & wellness กลายเป็นกระแสหลัก ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อสุขภาพ โดยข้อมูลภาพรวมตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ช่วงปี 2569-2571 คาดว่าจะมียอดขายรวมสูงถึง 10,764 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 3.7 แสนล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 1.9-2.9%

    โดยมีกลุ่มน้ำดื่มบรรจุขวดครองสัดส่วนอันดับ 1 อยู่ที่ 59.6% โดยมียอดขาย 6,417 ล้านลิตร มูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.1-3.1% ซึ่งสูงกว่าตลาดรวมของเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีกลุ่มน้ำดื่มพรีเมียม เช่น น้ำแร่และน้ำด่าง เป็นตัวผลักดันการเติบโต

    การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ตลาดน้ำด่างในไทยไม่ใช่เพียงสินค้าเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป TACC จึงสบช่องนำ Eight Plus กลับมาบุกตลาดอีกครั้ง

    "ช่วงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตลาดมันยังไม่ค่อยรู้จักน้ำด่างเยอะสักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เรามองว่าคนเริ่มรู้จักมากขึ้น คนเริ่มเป็นห่วงในเรื่องของสุขภาพตัวเองมากขึ้น และตลาดน้ำด่างก็เริ่มโตขึ้น เราก็คิดว่ามันน่าจะเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะเข้ามา" ไตรทิพย์ ระบุ

​

​

JV ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ คุมซัพพลายตั้งแต่ต้นน้ำ

    เพื่อให้การกลับมาครั้งนี้แข็งแกร่งกว่าเดิม TACC ได้เลือกใช้กลยุทธ์การเติบโตแบบทางลัด ผ่านการควบรวมและร่วมทุน โดยจัดตั้ง บริษัท ทีเอซีซี พลัส จำกัด (TACC Plus) ในสัดส่วนการถือหุ้นของ TACC ที่ 80%

    และอีก 20% ถือโดย วรจรรย์ เที่ยงธรรม ผู้ก่อตั้ง EIGHT PLUS และเจ้าของแหล่งน้ำธรรมชาติจาก อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มีค่าความเป็นด่างและอุดมไปด้วยแร่ธาตุ ทั้งยังเป็นนักชิมน้ำ (water sommelier) เพียงคนเดียวในประเทศไทย

    "คราวที่แล้วเป็นรูปแบบแค่รับน้ำมาขาย แต่ตอนนี้เรามองว่ามันมีโอกาสที่ดี เราก็เลยชวนลงทุนร่วมกัน TACC ถือหุ้น 80% และคุณปอ (วรจรรย์ เที่ยงธรรม) ถืออีก 20% ซึ่งคุณปอจะมีบริษัทที่ผลิตอยู่ตรงแหล่งน้ำเลยที่พนมทวน เพื่อผลิตให้กับ TACC Plus มาจัดจำหน่าย ทำให้เรา secure ตัวของซัพพลายได้อย่างแน่นอน ไม่มีปัญหา" ไตรทิพย์ยืนยันถึงความมั่นใจในโครงสร้างธุรกิจใหม่

    โครงสร้างความร่วมมือนี้จะแบ่งบทบาทชัดเจน โดยฝั่งผู้ร่วมทุนจะดูแลกระบวนการผลิตจากแหล่งน้ำโดยตรงเพื่อรักษาเสถียรภาพของซัพพลาย ในขณะที่ TACC จะใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายการจัดจำหน่าย กระจายสินค้าครอบคลุมทั้ง โมเดิร์นเทรด, ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทั่วประเทศ, แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และกลุ่มธุรกิจ HORECA ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร จัดเลี้ยง

​


ปักธงพันล้าน ขยายฐานคนรักสุขภาพ

    เมื่อซัพพลายต้นน้ำแข็งแกร่งและช่องทางจัดจำหน่ายพร้อม TACC Plus จึงวางเป้าหมายระยะยาวที่จะผลักดันยอดขาย Eight Plus ให้แตะระดับ 1 พันล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี พร้อมวางงบประมาณด้านการตลาดและส่งเสริมการขายในช่วงเปิดตัวไปจนถึงปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 28% ของยอดขายทั้งหมด

    ซึ่งล่าสุดได้ดึง "หมาก-ปริญ สุภารัตน์" มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ภายใต้แนวคิด “Renew at The Core” ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของหมากที่เป็นผู้ดื่ม Eight Plus ตัวจริงมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี

    โดยกลยุทธ์สำคัญของ TACC จะพุ่งเป้าไปที่การสร้าง brand equity ควบคู่กับการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคถึงความแตกต่างระหว่างน้ำด่างที่ผ่านกระบวนการเทคโนโลยี กับน้ำด่างที่มาจากธรรมชาติ 100%

    ขณะที่ในด้านการแข่งขัน ไตรทิพย์ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ลงไปเล่นใน "สงครามราคา" หรือแย่งชิงส่วนแบ่งจากแบรนด์เดิมที่มีอยู่ 4-5 แบรนด์ แต่จะมุ่งขยายฐานตลาดน้ำด่างในภาพรวมให้ใหญ่ขึ้น โดยจะมุ่งเจาะกลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาทางเลือกที่ดีกว่าในการดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและยินดีลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุขภาพ

    โดยผลิตภัณฑ์ Eight Plus ขนาด 500 มิลลิลิตร จะวางจำหน่ายในราคาขวดละ 20 บาท ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา ส่วนปริมาตรอื่นๆ จะบุกตลาดผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ร้านอาหารและเครือโรงแรมระดับไฮเอนด์ทั่วประเทศ ตลอดจนแพลตฟอร์มออนไลน์

    "เราไม่ได้ตั้งใจจะไปแย่ง market share ใคร แต่เรามองว่าเราจะมาช่วยกันสร้างตลาดน้ำด่างให้โตขึ้น มันไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องมานั่งแข่งราคากัน เราจับคนที่สนใจเรื่องสุขภาพจริงๆ จับคนที่มีกำลังซื้อ ซึ่งแม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่เรารู้อยู่ตลอดเวลาว่ามันจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังซื้อได้ และนั่นคือกลุ่มที่เราจับ" ไตรทิพย์ กล่าวเสริม

​


จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ปรับพอร์ต B2C ทะลุ 30%

    มากไปกว่าเป้าหมายของตัวผลิตภัณฑ์ การผลักดัน Eight Plus ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในแผนยุทธศาสตร์ระดับองค์กรของ TACC ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและปรับโครงสร้างรายได้ จากปัจจุบัน TACC มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ B2B กว่า 95% ขณะที่ธุรกิจ B2C มีสัดส่วนไม่ถึง 5%

    บริษัทจึงตั้งเป้าหมายในระยะยาวที่จะขยายสัดส่วนรายได้จากฝั่ง B2C ให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของรายได้รวมทั้งหมด เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและรวดเร็วกว่าการพึ่งพาการเติบโตแบบออร์แกนิกเพียงอย่างเดียว

    นอกจากแผนงานในประเทศแล้ว TACC ยังมองไกลถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศภายใน 3-5 ปี โดยประเทศที่มีความน่าจะเป็นไปได้ในการเข้าไปบุกตลาดคือประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากบริษัทมีเครือข่ายพันธมิตรที่พร้อมรองรับอยู่แล้ว 

    ประกอบกับตลาดในต่างประเทศมีหมวดหมู่ของสินค้าน้ำด่างแยกไว้ชัดเจนและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายสัดส่วนรายได้

    ขณะเดียวกันท่ามกลางสถานการณ์ภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมที่เกิดขึ้น TACC ยืนยันความพร้อมในการรับมือผ่านแผนบริหารจัดการความเสี่ยง โดยมีการสำรองสินค้าคงคลังที่ศูนย์กระจายสินค้าครอบคลุม 7-14 วัน ซึ่งเพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินระยะสั้น ทำให้สายพานการกระจายสินค้าของบริษัทไม่สะดุด

    ไตรทิพย์ กล่าวทิ้งท้ายถึงก้าวสำคัญในครั้งนี้ว่า "สินค้าที่เราทำทั้งหมด เราตั้งใจให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค เรามีความตั้งใจที่จะทำให้ตลาดน้ำด่างเติบโตมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าการรุกตลาดของ Eight Plus ในครั้งนี้จะเป็นตัวช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ TACC และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะพาองค์กรก้าวจากการเป็นผู้ผลิตชาและกาแฟ สู่การเป็นบริษัทชั้นนำด้านเครื่องดื่ม non-alcohol อย่างเต็มรูปแบบ"


ภาพ : TACC




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : CPF เปิดเกม “อาหารสด” ปั้นหมู-ไก่-ไข่ จากอาหารประจำวัน สู่ Functional Food ที่มีงานวิจัยในมนุษย์รองรับ ดึง “น้องเนย” สร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพ​

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine