เจ้าแม่โยคะร้อนและพิลาทิส “เบญจพร การุณกรสกุล” เจ้าของ The Absolute Group รับมือฟิตเนส-พิลาทิส เกลื่อนเมือง เคลื่อนไหวใหญ่ใน 5 ปี อัดงบ 140 ล้านบาท เปิดแบรนด์ใหม่ “BELFINN Wellness Club” ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมจบในที่เดียว พร้อมรีแบรนด์ดิ้งจาก “Absolute Boutique Fitness” สู่ “Absolute Movement and Recovery” และปักหมุดลุยแฟรนไชส์ 2 แบรนด์ลูกในอาเซียน ดันเป้ารายได้ 1 พันล้านในปี 2571
เมื่อ 24 ปีก่อนที่ The Absolute Group (ดิ แอ็บโซลูท กรุ๊ป) เริ่มบุกเบิกธุรกิจฟิตเนสและเวลเนสในไทยนั้น การออกกำลังกายในไทยยังมีจำกัดแค่ในโรงแรมเท่านั้น และค่าสมาชิกรายปีที่ค่อนข้างสูง จึงจำกัดคนเข้าสู่วงการนี้
หากถามคน 10 คนว่ามีใครสนใจออกกำลังบ้าง มีเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่ตอบว่าสนใจ ตัดภาพกลับมาในปัจจุบัน ยิม ฟิตเนส พิลาทิส หรือการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เกือบจะมีให้เห็นตามศูนย์การค้า สำนักงาน บนทุกถนนสายหลัก จากทั้งทุนไทยและทุนเทศ
เมื่อผู้บริโภคมีความจงรักภักดีกับแบรนด์ต่ำ มีทางเลือกเพิ่มขึ้น และพร้อมจะลองของใหม่ ด้วยราคาที่จูงใจเข้าถึงง่าย ในฐานะผู้นำในธุรกิจโยคะร้อนและพิลาทิสอยู่มานาน The Absolute Group จึงมองว่าจะพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดทุก 3-5 ปีเหมือนที่เคยทำในอดีตไม่ได้อีกต่อไป
เพราะการเปิดสาขาใหม่ของสถานออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพในรูปแบบต่างๆ ยังมีต่อเนื่องโดยเฉพาะจากต่างประเทศ และแบรนด์ที่เตรียมจ่อคิวเปิดบริการในไทยในปลายปีนี้ อาทิ World Gym แบรนด์ฟิตเนสจากอเมริกาที่มีแผนจะเปิดสาขาแรกที่อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ใหม่ที่กำลังจะปักหมุดที่ออฟฟิศบิลดิ้งแห่งใหม่ของเอไอเอย่านรัชดา และที่สำคัญไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือคู่แข่งทางอ้อมอย่างฟิตเนสได้กลายมาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Absolute แล้วในปัจจุบัน เพราะเพิ่มบริการที่หลากหลายมารองรับเทรนด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
ล่าสุด “เบญจพร การุณกรสกุล” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ The Absolute Group ได้ประกาศแผนขยายธุรกิจทั้งแนวนอนและแนวตั้ง โดยเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “BELFINN Wellness Club” คลับสุขภาพและเวลเนสครบวงจร เป็นโครงการเรือธง (flagship project) สำคัญของกลุ่มที่จะสร้างการเติบโตให้บริษัทในปีหน้าและในอนาคต พร้อมๆ กับการรีแบรนด์ดิ้ง “Absolute Boutique Fitness” (ชื่อปัจจุบัน) เป็นชื่อใหม่คือ “Absolute Movement and Recovery” ทั้ง 9 สาขาตั้งแต่ปลายปีนี้
ขณะเดียวกันจะมาเน้นขยายแฟรนไชส์ของแบรนด์ในกรุ๊ปคือ POP Pilates และ Reformer Society ทั้งในและอาเซียน โดยเล็งปักหมุดในเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
โดยบริษัทจะใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาท และกำลังจะเริ่มก่อสร้าง “BELFINN Wellness Club” บนชั้น 7 ของ Dusit Central Park, Central Park Office บนพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร มีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2570 เพื่อเป็นจุดหมายด้าน wellness lifestyle ที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่และสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาพที่ครบวงจร เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ 4 แกนหลักได้แก่ performance, recovery, longevity และ community ไว้ในที่เดียวกัน

“BELFINN Wellness Club จะแตกต่างจาก medical wellness รูปแบบทั่วไป เพราะมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า และต่อยอดประสบการณ์เวลเนสที่ทางกลุ่มมีมาตลอด 24 ปี ลูกค้าที่มีความชอบที่ชัดเจน อยากได้บริการอะไรที่พิเศษจะมาที่นี่” เบญจพรกล่าว พร้อมเล่าว่าเมื่อราว 20 ปีก่อน Absolute เคยตั้งคำถามสำคัญว่า หากแบรนด์เดิมแข็งแรงเพียงพอ ควรเดินหน้าขยายแบรนด์ต่อไป หรือควรสร้าง “แบรนด์ใหม่” เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มองหาความหลากหลายมากขึ้น
ท้ายที่สุด Absolute เลือกเดินหน้าสร้างแบรนด์ใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค โดยเธอเปรียบเทียบว่า แม้เราจะมีร้านอาหารที่ชื่นชอบมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลับไปกินร้านเดิมทุกครั้ง เพราะเมื่อมีตัวเลือกใหม่ๆ เข้ามา ก็ย่อมอยากลองสิ่งที่หลากหลายมากขึ้น

นอกจากเวลเนสคลับแบรนด์ใหม่แล้ว เบญจพรยังเตรียมงบอีก 40 ล้านบาท สำหรับรีแบรนด์ The Absolute ภายใน 6 เดือนนี้ เพื่อรักษาลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนโลโก้ใหม่ และเปลี่ยน tag line จาก “The Absolute Boutique Fitness Group” สู่ “Absolute Movement and Recovery”
โดยนอกจากนำเสนอการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ อาทิ โยคะ, พิลาทิส และ strength training แล้ว สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือเรื่อง recovery เป็นการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ผ่าน red light therapy และ contrast therapy เพื่อให้สมาชิกมีเวลาในการพักและฟื้นฟูร่างกายได้อย่างสมดุล

ทั้งนี้ สาขาเดิมของ Absolute Boutique Fitness จะทยอยรีแบรนด์เป็น Absolute Movement and Recovery ทั้ง 9 สาขา พร้อมปรับรูปแบบบริการและพื้นที่ตามความเหมาะสมของแต่ละสาขา เริ่มต้นจากสาขา theCOMMONs ทองหล่อในไตรมาส 4 ของปี 2569 ตามด้วยสาขาเกษร อมรินทร์ และ Vanit Village อารีย์ ในไตรมาส 1 ของปี 2570 ซึ่งคาดว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีหน้า
สำหรับดิ แอ็บโซลูท กรุ๊ป ทำธุรกิจเกี่ยวกับ health & lifestyle มา 24 ปี ประกอบด้วย Absolute Movement and Recovery (ชื่อที่กำลังจะเปลี่ยนมาใช้ล่าสุด) สตูดิโอบูติกฟิตเนสที่ใหญ่ที่สุดในไทยและสิงคโปร์ ให้บริการทั้งโยคะร้อน, Pilates Reformer และ Rhythm Cycling

ส่วน Absolute Sanctuary เป็นรีสอร์ตและรีทรีตเพื่อสุขภาพแนวเวลเนสบนเกาะสมุย นอกจากนี้ยังมี AbsolutePluz เครื่องดื่มโปรตีนใสจากพืชด้วย โดยสมาชิกที่ Absolute มีให้เลือก 2 แบบ คือ สมาชิกรายปีราคาสูงสุด 70,000 บาท เล่นได้ทุกสาขา และซื้อคอร์สเป็นรายคลาส ราคาราว 350-400 บาทต่อคนต่อคลาส
ปัจจุบัน Absolute Movement and Recovery มีสาขาในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 9 แห่ง ขนาดพื้นที่ 500-1,500 ตารางเมตร มีสมาชิกแอคทีฟอยู่ 10,000 คน นอกจากนี้ยังมีสาขาในสิงคโปร์อีก 5 แห่ง แต่ไม่มีบริการโยคะ มีสมาชิก 6,000 คน และที่ฮ่องกงอีก 1 สาขา ส่วน Absolute Sanctuary มี 1 สาขา ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของลูกค้า The Absolute Group จะอยู่ที่ 18,000-20,000 บาทต่อคนต่อปี
ส่วนแบรนด์ POP Pilates ได้เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันมี 4 สาขา อาทิ สีลม อโศก เป็นต้น แบรนด์ POP Pilates เป็นสตูดิโอพิลาทิส นำเสนอคลาสในบรรยากาศสนุก เป็นกันเอง และเข้าถึงง่าย ทั้งในด้านรูปแบบการฝึกและระดับราคา เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่และกลุ่ม first jobber ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

และล่าสุดได้เปิดแบรนด์ The Reformer Society (TRS) ที่ชั้น 2 ของตึกเกษร อัมรินทร์เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เป็นบูติกฟิตเนสที่ยกระดับ Reformer Pilates ให้มีความทันสมัย ผสมหลักการของพิลาทิสเข้ากับการฝึกความแข็งแรง เป็นการออกกำลังกายแบบ high-energy จับตลาดกลุ่มอายุ 17-40 ปี แบรนด์นี้มีพื้นที่ 150-200 ตารางเมตร

เบญจพรเล่าว่า เธอมาทำธุรกิจนี้เพราะเบื่องานประจำด้าน investment banking จบมาทำงานได้ 6 ปีเปลี่ยนงานไป 8 แห่งทั้งในไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่น่าจะชอบทำงานในลักษณะนั่งโต๊ะ จึงลาออกมาทำธุรกิจใหม่ๆ
“เป็นคนชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก และมีโอกาสได้ทดลองเล่นโยคะร้อนที่ฮ่องกง ชอบมากและอยากให้มีในเมืองไทย เลยมาเปิด Absolute Yoga ในปี 2545 เปิดเป็นสตูดิโอเล็กๆ ขนาด 200 ตารางเมตร เพราะตั้งใจจะทำเล่นๆ แค่ 6 เดือนแล้วค่อยกลับไปทำงานใหม่ แต่เปิดแล้วได้รับการตอบรับดี เราไม่ใช่ยิมที่มีแค่ความหลากหลาย แต่เรามีความเป็น specialist และเราเห็นดีมานด์ในตลาด และก็ไม่รู้ว่าหากปิดสาขา เราจะเอาสมาชิกไปไว้ตรงไหน เลยตัดสินใจขยายสาขาที่ 2 และเริ่มขยายมาสู่พิลาทิส
“ไปๆ มาๆ ปีนี้ก็ 24 ปีแล้ว ธุรกิจที่ผ่านมามีทั้งขึ้นและลง แต่ยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมานี้ ตลาดเปลี่ยนเร็วมาก เร็วมากกว่าที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน มีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด ผู้บริโภคมีทางเลือกเยอะ เจนใหม่ไม่ค่อยมี loyalty เราต้อง move เร็วกว่าเมื่อก่อน คนอื่นวิ่ง เราก็ต้องวิ่งและต้องวิ่งแซงคนอื่นด้วย เรายังจะเป็น first mover ในเทรนด์ใหม่ๆ เทรนด์มีเยอะแต่จะอยู่ 6 เดือนหรือ 1 ปี เราจะไม่ทำสิ่งที่เป็นเทรนด์สั้นๆ” เบญจพรบอก
แม้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพในเมืองไทยจะยังเติบโตต่อในอีก 3-5 ปีข้างหน้า แต่การเข้ามาของทุนระดับ global ที่มีสายป่านยาวและเป้าหมายที่ต้องขยายสาขาเพิ่มขึ้นของแต่ละค่าย คิดว่าตลาดน่าจะ over supply และคาดว่าน่าจะเห็นการปิดต้วของบางสตูดิโอในอีก 2 ปีข้างหน้า
“ตอนที่เราเริ่มธุรกิจใหม่ๆ มีผู้เล่นในตลาดอยู่ 2-3 ราย แต่ปัจจุบันมีหลายร้อยราย แม้จำนวนคนจะเข้ามาเล่นเยอะขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายใหม่ก็เข้ามามากขึ้น เมื่อขยายมากก็จะมีการตัดราคา เกิด market consolidation ตอนนี้เริ่มเห็นโปรโมชั่นราคาที่ต่ำลง และ unhealthy sign อีกอย่างที่เห็นคือ ฟิตเนสที่เคยเป็น indirect competitor กับเรา ได้เริ่มเป็น direct competitor แล้ว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราต้องมารีแบรนด์ดิ้งเพื่อเปลี่ยน look & feel ของ Absolute” เบญจพรกล่าว

เธอบอกว่า หากนับเฉพาะเซกเมนต์ธุรกิจบูติกฟิตเนส The Absolute ยังเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาด 40-50 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจของ The Absolute Group ยังมาไม่ถึงครึ่งทาง แต่จะอยู่รอดได้ด้วยการบริหารงานที่เข้มข้นขึ้น ดูแลต้นทุน ลงรายละเอียด ใช้ data ตลอดจนสร้างแบรนด์ใหม่ให้ลูกค้ามีทางเลือกซึ่งมาพร้อมกับคุณภาพและความต่อเนื่องของคลาส ความเชื่อมั่น ราคา ครู และคลาสที่เข้าถึงได้ในทุกอายุและไลฟ์สไตล์
ในปีที่ผ่านมา The Absolute Group มีรายได้ประมาณ 700 ล้านบาท ในปีนี้บริษัทมีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีก 3 สาขา คือ POP Pilates จำนวน 2 สาขา และแบรนด์ The Reformer Society อีก 1 สาขา ส่วนในปีหน้าบริษัทมีแผนจะเปิดสาขาใหม่ 4-5 แห่ง เน้นไปที่ POP Pilates ทั้งที่ลงทุนเองและแฟรนไชส์ โดยปัจจุบัน POP Pilates มีเปิดผ่านแฟรนไชส์แล้ว 1 แห่งที่จังหวัดขอนแก่น ส่วน Absolute Movement and Recovery ยังไม่มีแผนจะเปิดสาขาใหม่แต่เน้นเพิ่มบริการใหม่ๆ ในสาขาเดิม
บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2570 ไว้ที่ 20% โดยคาดว่ากลุ่มบริการใหม่ โดยเฉพาะ longevity และ recovery และการขยายตัวของแบรนด์ POP Pilates และแบรนด์ The Reformer Society (TRS) ผ่านแฟรนไชส์ทั้งในไทยและต่างประเทศ จะเป็น New S-Curve ที่สำคัญต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต และทำให้รายได้ทะลุ 1 พันล้านบาทในปี 2571
ภาพ: The Absolute Group


