ไมเดียดัน ‘โตชิบาไทยแลนด์’ ตั้งเป้าโตชิบาขึ้นแท่นเบอร์ 1 เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย–อาเซียน ปี 2571

ไมเดียดัน ‘โตชิบาไทยแลนด์’ ตั้งเป้าโตชิบาขึ้นแท่นเบอร์ 1 เครื่องใช้ไฟฟ้าไทย–อาเซียน ปี 2571

ไมเดียลุยต่อ หนุน ‘โตชิบาไทยแลนด์’ หัวหอกดันธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าโตชิบาขึ้นแท่นเบอร์ 1 ทั้งตลาดไทยและอาเซียนภายในปี 2571 ได้มือดีซัมซุง-โฮมโปร นั่งซีอีโอครั้งแรก ปีนี้ขอโตต่ออีก 30% อัดฉีดยาแรงและเร็ว ส่วนภาพรวมตลาดคาดการณ์ปีนี้จะกลับมาโตได้ 3-4% หลังติดลบ 7.1% ปีก่อน


    เสาวณีย์ สิราริยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายให้โตชิบาก้าวสู่ผู้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ในเมืองไทยภายใน 3 ปีนับจากนี้ จากเมื่อปีที่ผ่านมาอยู่ในอันดับ 3 โดยในปีนี้ตั้งเป้าเติบโตยอดขายเพิ่มขึ้นอีก 30% จากปีก่อน

    ซึ่งในปีนี้จะมุ่งหวังรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดของตู้เย็นและไมโคเวฟไว้ และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของตู้เย็นจาก 19% เป็น 21% ส่วนสินค้าไมโครเวฟ จะเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 36% จาก 34% ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้จะผลักดันสินค้าบางกลุ่มให้ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของตลาด โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของสินค้าเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าจาก 13% ในปีที่ผ่านมาเป็น 17% ในปีนี้ และหม้อหุงข้าวดิจิทัลจะเพิ่มจาก 10% เป็น 15% และผลักดันสินค้าเครื่องทำน้ำอุ่นและพัดลมให้ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของตลาด ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 20% และ 15% ตามลำดับ

    “แม้เศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่ฟื้นตัวในปีนี้ แต่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ปัจจุบันมูลค่า 70,000 ล้านบาท คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 3-4% หลังจากตลาดติดลบถึง 7.1% ในปีที่ผ่านมา เพราะผลกระทบหลักจากเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากสภาพอากาศไม่ร้อนนานตามที่คาด และพัดลมก็เติบโตไม่ค่อยดี รวมทั้งปัจจัยลบต่างๆ ทั้งในต่างประเทศ อาทิ ภาษีการค้า และการเกิดแผ่นดินไหน น้ำท่วมในประเทศ เป็นต้น

    “เราคาดว่าสินค้าหลายตัวยังไปต่อและมีโอกาสอีกมาก แม้จะมีอัตราการเข้าถึงในครัวเรือนสูง อาทิ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ที่ลูกค้ามีโอกาสซื้อเป็นชิ้นที่ 2 หรือ 3 เพื่อ personal use หนือ specific use ส่วนเครื่องปรับอากาศยังโตได้อีกเพราะ penetration rate มีเพียง 30% เท่านั้น จากสถิติในจีนพบว่าผู้บริโภคจีนสามารถมีเครื่องใช้ในบ้านได้ถึง 80 ชิ้น” เสาวณีย์กล่าว

เสาวณีย์ สิราริยกุล


    สำหรับกลยุทธ์การตลาด บริษัทจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ให้ชีวิตลูกค้าสะดวกขึ้น สะท้อนความเป็นพรีเมี่ยมแมส แบรนด์ โดยมีการเพิ่มและพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้า เพื่อให้สินค้าเข้าถึง end user มากที่สุด รวมไปถึงการปรับโฉมหน้าร้านค้าใหม่ให้ดูทันสมัย และสร้างแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ที่ younger ขึ้น จากเดิมที่ผู้บริโภคอายุ 40 ปีขึ้นไปจะเป็นกลุ่มใหญ่ที่รู้จักแบรนด์โตชิบา นอกจากนี้จะลงทุนวิจัยสินค้า อัพเกรดนวัตกรรม ดีไซน์ ขนาดด้วย

    การขยายฐานลูกค้าจากเดิมสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ จะผ่านแคมเปญการตลาดที่ได้ผู้กำกับคนดังอย่าง เต๋อ-นวพล มาช่วยสร้างคอนเทนต์ได้ตรงใจ พร้อมเน้นหนักที่สื่อบิลบอร์ดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงในออฟฟิศสำนักงานกว่า 5,000 สกรีน และใช้สื่อทางดิจิทัล โซเชียลมาร์เก็ตติ้ง ที่จะทำให้ผู้บริโภครู้จัก เข้าใจ และเข้าถึง ผลิตภัณฑ์โตชิบามากยิ่งขึ้น

    เสาวณีย์ คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ของตลาดรวม น่าจะโตประมาณ 3.8% (นับจากปี 2566-2571) ทำให้มูลค่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านจะสูงถึง 105,600 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนของเครื่องปรับอากาศประมาณ 30% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก 28% ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า อย่างละ 17% และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำประมาณ 8% ที่เหลือเป็นสินค้าอื่นๆ


    อรุณพงศ์ ทองสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะแนะนำสินค้าใหม่ 60 รุ่นมาวางตลาดในปีนี้ โดยจะเน้นเพิ่ม Product Portfolio ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก ในผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่ม เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย

    -กลุ่ม Entry หรือกลุ่มเริ่มต้น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่เหมาะสำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นแรก ราคาไม่สูงนัก ไม่ต้องการฟังก์ชันมากมาย

    -กลุ่มแมส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกบ้านต้องมี ขนาดอาจใหญ่ขึ้น ต้องการคุณสมบัติที่ดีขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ เน้นความคุ้มค่า

    -กลุ่มสินค้ากลุ่มพรีเมียม รูปลักษณ์ ดีไซน์ และวัสดุเป็นสิ่งสำคัญ อัพฟีเจอร์สูงขึ้น เน้นจับตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

    -กลุ่มสุดท้าย คือสินค้าเรือธง (Flagship) เป็นสินค้าไฮไลต์ เป็นตัวแทนระดับสูงสุดที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์มากที่สุด มักเป็นรุ่นที่มีสเปกแรง วัสดุพรีเมียม และราคาสูงสุด

อรุณพงศ์ ทองสุทธิ


    ในปี 2569 นี้ กลุ่มตู้เย็นเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะผลักดันให้เติบโตมากขึ้น 25% จากกลุ่มตู้เย็น 2 ประตู ตู้เย็นไซด์บายไซด์ และอีก 20% จากตู้เย็นมัลติดอร์ ทั้งนี้ได้เตรียมเปิดตัวตู้เย็นเจแปนดิ เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ชื่อ “KUMO Series” รุ่น GR-RF681WI-PGTH ซึ่งเป็นตู้เย็นมัลติดอร์สีดีไซน์แบบ Seamless เหมาะสำหรับการบิลท์อิน มีการควบคุมผ่านแอป TSmartLife ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มครอบครัวยุคใหม่

    สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องซักผ้า บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโต 30% โดยเน้นที่เครื่องซักผ้าและอบผ้าฝาหน้าซีรีส์ใหม่ที่มาด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหรา เข้ากับทุกพื้นที่บิลท์อิน


    สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องครัว ตั้งเป้าโตกว่า 30% โดยไฮไลต์ที่สินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ ไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว และหม้อทอดไร้น้ำมัน

    บริษัทได้ตั้งเป้าโตผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้ในบ้าน 30% โดยมีสินค้าไฮไลต์ ได้แก่ พัดลม ที่ตั้งเป้าเติบโตเท่าตัว นอกจากนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องกรองน้ำด้วย

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ดีของโตชิบาไทยแลนด์อีกปีหนึ่ง เพราะโตชิบาสามารถสร้างการเติบโตของสินค้าทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดและกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำได้เพิ่มขึ้นถึง 22% หรือมากกว่า 3-5 เท่าของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านโดยรวมที่ติดลบสูงถึง 7.1% และมีมูลค่าเหลือเพียง 70,000 ล้านบาท เพราะกระทบส่วนใหญ่จากยอดจำหน่ายของเครื่องปรับอากาศไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากจากสภาพอากาศไม่ร้อนนานเท่าที่ควร



    ในปี 2568 สินค้าตู้เย็นของโตชิบามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 12.1% ขณะที่ตลาดรวมติดลบ 5.4% ส่วนสินค้ากลุ่มไมโครเวฟเติบโตได้ถึง 17% และเครื่องซักผ้าเพิ่มขึ้น 30% เหนือกว่าภาพรวมของทั้ง 2 หมวดที่เติบโตเพียง 3.2% และ 7% ตามลำดับ

    ขณะที่สินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กติดลบ 0.4% โตชิบาเติบโตถึง 31% และสินค้าเกี่ยวกับน้ำของโตชิบาเติบโต 60% เทียบกับภาพรวมที่เติบโตเพียง 15%

    เสาวณีย์กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้บริโภคตอบรับสินค้าโตชิบาในกลุ่มที่พรีเมียมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มตู้เย็นมัลติดอร์ ซึ่งมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 60% เครื่องซักผ้าฝาหน้า เพิ่มขึ้น 61% หม้อหุงข้าว เพิ่มขึ้น 11% ไมโครเวฟเพิ่มขึ้น 17% พัดลมเพิ่มขึ้น 166% และเครื่องทำน้ำอุ่นเพิ่มขึ้น 60% นอกจากนี้ยังเป็นปีที่บริษัทฯ สามารถทำยอดขายรวมได้สูงถึง 2.4 ล้านเครื่องต่อปี จากตลาดรวมที่มีอยู่ 18 ล้านเครื่อง และจะขายเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านเครื่องปีนี้


    นอกจากยอดขายเติบโต 22% แล้ว บริษัทฯ ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% สูงกว่าตลาดอีกเช่นเดียวกัน

    ทั้งหมดนี้ส่งผลให้โตชิบาก้าวขึ้นมาครองความเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ในสินค้าสองกลุ่ม ได้แก่ ตู้เย็น ด้วยส่วนแบ่งตลาด 20.7% และไมโครเวฟด้วยส่วนแบ่งการตลาด 35.5% ขณะเดียวกันโตชิบายังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 10.8% ในกลุ่มสินค้าหม้อหุงข้าว และมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 12.6% ครองผู้นำอันดับ 3 ในกลุ่มสินค้าเครื่องซักผ้า และเป็นเบอร์ 5 ในตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นด้วยส่วนแบ่งตลาด 10%

    ตัวเลขดังกล่าวช่วยสะท้อนความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ แบรนด์ พอร์ตโฟลิโอสินค้า ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย รวมทั้งการได้ เสาวณีย์ สิราริยกุล มือการตลาดที่มีประสบการณ์สร้างความสำเร็จให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของซัมซุงและมีประสบการณ์ในช่องทางจัดจำหน่ายที่สำคัญอย่างโฮมโปรมานั่งตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” ของบริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ตั้งแต่ครึ่งปีแรกในปีที่ผ่านมาด้วย

    “การเข้ามาของไมเดียทำให้หลายๆ อย่างในโตชิบาประเทศไทยดีขึ้น ทั้งไลน์อัพสินค้า การช่วยให้การ approve ออกสินค้าใหม่จากโตชิบาญี่ปุ่นทำได้เร็วขึ้น และแม้กระทั่งการตั้งคน local ขึ้นนั่งซีอีโอของโตชิบาไทยแลนด์ครั้งแรกตั้งแต่น้อง (ชื่อเล่นคุณกอบกาญจน์) มานั่งทำงานที่นี่กว่า 30 ปี” กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด บอก

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร


    กอบกาญจน์อธิบายว่า การใช้คน local มาบริหารธุรกิจในตำแหน่งสำคัญนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไมเดียให้ความสำคัญและมองตลาดโตชิบาเมืองไทย เป็นหนึ่งใน priority market ในการช่วยผลักดันการโตของแบรนด์โตชิบาในอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคกลยุทธ์ของไมเดีย เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูงด้วยขนาดของจำนวนประชากรและการเพิ่มขึ้นของคนรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โตชิบาไทยแลนด์ได้พิสูจน์ให้ไมเดียเห็นว่kโตชิบาไทยแลนด์ทำได้ สอดคล้องกับที่เมืองไทยได้ขอการสนับสนุนในด้านต่างๆ ไป

    “ความสำเร็จของโตชิบาไทยแลนด์ในปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะไมเดียเข้าใจตลาดแต่ละพื้นที่มากขึ้นและสนับสนุนโตชิบามากขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะไลน์อัพสินค้าที่หลากหลายเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากโตชิบาแข่งกับตัวเอง เราไม่รอตลาด เรา speed to market ส่งสินค้าตอบสนองตลาดเร็วและอัดยาแรง เพราะผู้บริโภคต้องการอะไรที่เร็วขึ้น ความนึกคิด ความชอบที่มีต่อสินค้าแต่ละแบบลดงเหลือแค่ 1 ปีหรือน้อยกว่านั้น จากเดิมที่สินค้าแต่ละรุ่นจะอยู่ในความสนใจของตลาด 3-4 ปี เรายังเห็นโอกาสที่รออยู่ในวิกฤต” กอบกาญจน์กล่าว และว่า แม้ยังมีปัจจัยท้าทายต่างๆ ในภาคธุรกิจในปีนี้ โตชิบาไม่มีความกังวลอะไรมากเป็นพิเศษ

    “เราเชื่อว่าเมื่อเราผ่านปีที่ผ่านมาได้ ทั้งที่ปัจจัยรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศ ต้นทุนสินค้า และการแข่งขันในทุกมิติ เราก็จะสามารถผ่านปีนี้ไปได้ด้วยพลังความร่วมมือของทีมงาน พันธมิตร ความไว้วางใจจากลูกค้า โตชิบายังคงอยู่ และเราหวังว่าสินค้าโตชิบาทุกหมวดจะครองอันดับ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทย เพราะเราแตกต่าง มีใจ มี spirit of Japan รับผิดชอบในสินค้า รู้จักผู้ใช้ และเราเชื่อมั่นในประเทศไทย สิ่งเดียวที่อยากจะเห็นคือความนิ่งของการเมือง ไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นรัฐบาล ขอให้โครงการดีๆ ที่ทำอยู่ได้ทำต่อเพื่อความต่อเนื่อง” กอบกาญจน์กล่าว



ภาพ: โตชิบา ไทยแลนด์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ‘Ayasan’ สวนกระแส AI ใช้แรงงานคน หนุนธุรกิจโฮมเซอร์วิส 'ทำความสะอาด เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ' โตแรงในอาเซียน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine