“ไมเนอร์” ปี 68 กำไร 9,700 ล้าน เติบโต 16% วางเป้า 3 ปีขยายโรงแรมสู่ 850 แห่ง ขยายร้านอาหารสู่ 4,150 สาขา

“ไมเนอร์” ปี 68 กำไร 9,700 ล้าน เติบโต 16% วางเป้า 3 ปีขยายโรงแรมสู่ 850 แห่ง ขยายร้านอาหารสู่ 4,150 สาขา

แม้ปี 2568 มีปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกหลายอย่าง แต่ภาพรวมของ “ไมเนอร์” ยังไปได้สวย กำไรสุทธิ 9,700 ล้าน เติบโต 16% พร้อมวางเป้า 3 ปี ขยายโรงแรมสู่ 850 แห่งขยายร้านอาหารสู่ 4,150 สาขา ด้วยกลยุทธ์ที่ใช้มาต่อเนื่องอย่างโมเดล Asset-Light หรือการรับบริหารโรงแรมแทนสร้างเอง และขายแฟรนไชส์ร้านอาหารแทนการลงทุนเอง


    ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT หรือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีที่แล้วมีความท้าทายมากมาย ทั้งเหตุการณ์ลักพาตัวชาวจีนซึ่งกระทบกับการท่องเที่ยว แผ่นดินไหว ภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีทรัมป์ แต่ไมเนอร์ยังเติบโตมาได้อย่างแข็งแกร่ง โดยกำไรจากการดำเนินงาน ในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เป็น 3,472 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับทั้งปี 2568 อยู่ที่ 9,700 ล้านบาท

    ผลการดำเนินงานได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดหลักของ MINT กลยุทธ์ด้านราคาและการขายที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจโรงแรม รวมถึงนวัตกรรมสินค้าและการขยายเครือข่ายร้านอาหารอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำกำไร อีกทั้งวินัยด้านต้นทุนและการบริหารเงินทุนเชิงรุก ช่วยแปลงการเติบโตของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเสริมความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน MINT ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง การลดระดับหนี้ควบคู่กับการเติบโตของผลกำไรช่วยทำให้อันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตปรับตัวดีขึ้นและส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง ณ สิ้นปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 0.86 เท่า จาก 0.90 เท่า ในไตรมาสก่อนหน้า

    ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.60 เท่า จาก 4.66 เท่า ในไตรมาส 3 ปี 2568 สะท้อนถึงการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัยและการบริหารงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพ

ดิลลิป ราชากาเรีย


    “ปีที่ผ่านมา เราพยายามทำให้ธุรกิจโรงแรมคล่องตัวมากขึ้น โดยมีการถอนตัวออกจากตลาดสเปน ทำให้มีความคล่องตัวในเชิงปฏิบัติการและกลยุทธ์ มีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น ทั้งยังมีการ unlock asset value หรือ rotate สินทรัพย์แล้วนำเงินมาใช้ โดยขายโรงแรมในยุโรป 2 แห่ง นำเงินมาใช้ลดหนี้และลงทุนในโปรเจ็กต์ที่มีโอกาส” ดิลลิปกล่าว


ส่องผลงาน “ไมเนอร์ โฮเทลส์”

    ไมเนอร์ โฮเทลส์มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายยูนิตในโครงการที่พักอาศัย สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงิน (reported net profit) เพิ่มขึ้น 38%

    ในไตรมาสที่ผ่านมา การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดโรงแรมใหม่ในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และโอเชียเนีย ควบคู่กับการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา การขยายธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศอินเดีย และประเทศออสเตรเลีย การเปิดตัวแบรนด์ Colbert Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) แบบสแตนด์อโลนแห่งแรกของ MINT ในตะวันออกกลาง


    โดยธุรกิจ Branded Residences กำลังก้าวขึ้นเป็นกลไกการเติบโตที่มีอัตรากำไรสูง โดยปัจจุบันประมาณร้อยละ 20 ของโครงการในแผนการพัฒนา (Pipeline) ของโรงแรมมีองค์ประกอบของที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีความสม่ำเสมอในระยะยาว

    ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาไมเนอร์ โฮเทลส์ ขยายธุรกิจโรงแรมด้วยการเปิดและรีแบรนด์โรงแรมไป 23 แห่ง และเซ็นสัญญาบริหารโรงแรมอีก 40 สัญญา โดยการเปิดโรงแรมนั้นเป็นการเปิดแบรนด์ใหม่ 4 แบรนด์ เพื่อให้มีแบรนด์ที่หลากหลาย ครอบคลุมเซ็กเมนต์ สามารถรองรับคนเดินทางในหลากหลายโอกาส


ไมเนอร์ ฟู้ด ยังไปได้ดีโดยเฉพาะโมเดลแฟรนไชส์

    ปี 2568 ไมเนอร์ ฟู้ด เปิดร้านอาหารไป 140 ร้านทั่วภูมิภาคเอเชีย ขณะที่การเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน ภายหลังการดำเนินกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการบริหารจัดการร้านอย่างตรงจุด สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19%

    พอร์ตธุรกิจร้านอาหารของ MINT ยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโอกาสการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์และ Asset-Light โดยมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่

    -การพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ GAGA, Burger King และ Bonchon ช่วยสนับสนุนจำนวนลูกค้าและยอดขายสาขาเดิม

    -การเปิดตัวบุฟเฟต์เพื่อสุขภาพและสลัดบาร์รูปแบบขยายของ Sizzler Thailand ในกรุงเทพฯ มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียมตลอดทั้งวัน

    -การเปิดร้านใหม่สุทธิ 32 สาขาในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่มาจากแฟรนไชส์ Bonchon, GAGA และ Dairy Queen ในประเทศไทย รวมถึงการเปิดร้าน GAGA และ Dairy Queen ในประเทศอินโดนีเซีย

    -การนำแบรนด์ Poulet เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจในภูมิภาค


    ความสนใจจากพันธมิตรแฟรนไชส์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งของแบรนด์โมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยในระดับที่ดีของร้านที่น่าสนใจ และระบบการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้ว โดยอินโดนีเซียเริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน MINT ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอินเดีย ผ่านการเปิดร้านภายใต้แบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder


วางเป้า 3 ปีลงทุนรวมกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท

    สำหรับแผนในอนาคต ไมเนอร์วางแผน 3 ปี (2569-2571) ว่าจะเพิ่มจำนวนโรงแรมและโรงแรมที่บริหารไปสู่ 850 แห่งในปี 2571 จากปัจจุบัน 636 แห่ง และขยายร้านอาหารจาก 2,746 สาขา เป็น 4,150 สาขาใน 3 ปีข้างหน้า โดยวางงบลงทุนไว้ที่ปีนี้ 15,000 ล้านบาท, ปี 2570 อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท และปี 2571 อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท

    “กลยุทธ์การเติบโตของแผน 3 ปีนี้จะเป็นในรูปแบบ Asset-Light คือการรับบริหารโรงแรมและขยายร้านอาหารด้วยโมเดลแฟรนไชส์ เนื่องจากไม่ต้องลงทุนเองมากมาย แต่ได้อัตรากำไรที่ค่อนสูง โดยจะขยายไปทั้งตลาดใหม่ๆ และตลาดเดิมที่มีศักยภาพสูง

    “ขณะที่เป้าหมายการเงิน ตามแผน 3 ปี เราอยากเห็นอัตราการเติบโตรายได้ 6-8% และกำไรโต 15-20% ซึ่งการเติบโตของกำไรนั้นเราตั้งแบบนี้มาตลอด และปีที่แล้วก็บรรลุเป้าหมายนี้ นอกจากนี้เราจะโฟกัสให้ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งต่อ ทั้งลดหนี้ โดยตั้งเป้าว่าปลายปีนี้จะมีอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุนลงไปเหลือ 0.75 เท่า หรือ 0.85 เท่าให้ได้” ดิลลิปกล่าว

    ภายใต้งบ 15,000 ล้านบาทสำหรับการลงทุนในปีนี้ แบ่งเป็นการลงทุนในการอัปเกรดและรีโนเวตโรงแรม 65%, ขยายร้านอาหาร 5%, อัปเกรดร้านอาหาร 5%, ขยายโรงแรม 4% และพัฒนา Branded Residence 10% โดยตั้งเป้าเซ็นสัญญาบริหารโรงแรม 50 แห่งในปีนี้ ทุบสถิติเก่าของปีที่แล้วที่ลงนามไป 40 แห่ง



    ส่วนธุรกิจร้านอาหาร ดิลลิปบอกว่าจะพยายามทำให้แบรนด์ที่มีอยู่แข็งแกร่งขึ้น ขยายได้เร็ว ทำกำไรดีขึ้น ผ่านกลยุทธ์ innovation ไม่ว่าจะเป็นร้านรูปแบบใหม่ หรือเมนูใหม่ ตัวอย่างความสำเร็จคือแดรี่ควีนโมเดลใหม่ ที่รูปแบบร้านเหมือนเป็นกล่องไปตั้งนอกห้าง ทำให้ขยายสาขาได้เร็ว ได้ยอดขายเพิ่มขึ้น แบรนด์ถูกเข้าถึงเพิ่มขึ้น เจาะพื้นที่ที่มีฟู้ดทราฟฟิกได้ดีขึ้น ร้านไม่ต้องใหญ่แต่ยอดขายต่อร้านเพิ่มขึ้นมาก

    นอกจากนี้จะโฟกัสไปที่ด้านดิจิทัลทั้งการใช้ดาต้าของระบบสมาชิก รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งบ้านและหลังบ้าน เพื่อให้สามารถบริการได้ดีขึ้นทั้งก่อนและหลังการขาย


    “เราจะพยายามทำให้กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ต้นทุนลดลง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การทำให้ซัพพลายถูกลงผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ centralized การปรับปรุงค่าเช่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้ดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเซอร์วิสลูกค้า การพยายามขายผ่านช่องทางของเราเองโดยที่ไม่ต้องผ่านเอเจนต์ เพื่อให้ได้มาร์จิ้นที่มากขึ้น และการขยายธุรกิจผ่านโมเดล Asset-Light ที่จะเพิ่มมาร์จิ้น นอกจากนี้เราจะยังคงเดินหน้าลดหนี้ต่อ เพื่อทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลงต่อไป” ดิลลิปย้ำ


2 โปรเจ็กต์ IPO

    ดิลลิปกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ไมเนอร์ยังวางโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้สินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นมีคุณค่ามากขึ้น ทำให้เกิดโปรเจ็กต์นำทรัพย์สินโรงแรมเข้าไปในกอง REIT ซึ่งจะ IPO ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นในปีนี้ เพราะอยากเร่งลดหนี้ให้เร็วขึ้น ปัจจุบันกำลัง explore โปรเจ็กต์นี้อยู่ ทรัพย์สินที่อยู่ในกองนี้จะมีมูลค่าอยู่ที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีทรัพย์สินทั้งในไทยและยุโรป แต่ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป โดยในกอง REIT ดังกล่าวไมเนอร์จะถือครองสัดส่วนในจำนวนที่มีนัยสำคัญ

    “เรากำลังมี 2 โปรเจ็กต์ที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักหลักทรัพย์ อันแรกคือ กอง REIT ที่จะ IPO ที่สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นในปีนี้ ส่วนอีกอันเรายังไม่ได้ตกผลึก นั่นคือการ IPO ของไมเนอร์ ฟู้ด ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

    “การเติบโตและการขยายร้านของไมเนอร์ ฟู้ด ที่ผ่านมา ทำให้เราคิดว่านี่จะเป็นอีกธุรกิจที่เราสามารถ IPO ได้ ขณะที่ตลาดฮ่องกงอาจเป็นตลาดที่ attractive กว่า มีนักลงทุนมากกว่า เป็น regional play และมีหุ้นจีนในตลาดมากมาย แต่ถ้าเราเป็น diversify play ก็ทำให้เราเป็นหุ้นที่น่าสนใจ จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราสนใจฮ่องกง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนของการ explore ไทม์ไลน์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในหลายๆ มิติ คร่าวๆ ยังไม่ได้ Commit แต่น่าจะเห็นรายละเอียดเพิ่มเติมปลายปีนี้” ดิลลิป กล่าวทิ้งท้าย



ภาพ: ไมเนอร์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : หรือเราจะได้เห็นโรงแรมในปั๊ม! OR จับมือ CENTEL ตั้งบริษัทร่วมทุน สร้างโรงแรม Budget Hotel

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine